"ประชาชาติสร้างคน คนสร้างชาติ"

นโยบายพรรคประชาชาติ

นโยบายพรรคประชาชาติ

พรรคประชาชาติให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมและเปิดโอกาสให้สมาชิกร่วมกําหนดนโยบาย พัฒนาการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงมีการมีส่วนร่วมในกระบวนการคัดสรรผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบต่างๆ ตลอดจนการกําหนดมาตรการและกลไกที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อน เพื่อให้มีการดําเนินการตามนโยบาย รวมถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลและชุมชน โดยมีนโยบาย ดังนี้

สารบัญ

1. นโยบายพื้นฐาน

          ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูณฉบับใหม่โดยขอมติเห็นชอบจากประชาชนว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อน รวมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตย รวมถึงอํานวยการให้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ เป็นไปด้วย ความยุติธรรม เสมอภาค สามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยธํารงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม

2. นโยบายเฉพาะของพรรค

          ส่งเสริม “สังคมพหุวัฒนธรรม” ที่เคารพในความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ถิ่นกำเนิด ความเชื่อ และอุดมการณ์ อันจะนำไปสู่ความเป็น “ประชาชาติ” ที่หมายถึงชาติที่ประกอบด้วยประชาชนซึ่งมีความหลากหลายแตกต่างกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเสมอหน้าและสันติ รวมถึงเอื้ออาทรต่อกันภายใต้การรับรองโดยกฎหมาย อีกทั้งมุ่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามหลักนิติธรรม ส่งเสริมแนวทางสันติวิธี กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ยุติธรรมทางเลือก ตลอดจนการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุต่างๆ ในทุกด้าน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพใน “สังคมพหุวัฒนธรรม”

3. นโยบายรวม

3.1 นโยบายด้านการบริหารและการปกครอง

          พรรคประชาชาติสนับสนุนการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารประเทศและการกระจายอำนาจสู่การจัดการตนเองของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการว่า “การกระจายอำนาจและงบประมาณ คืนศักดิ์ศรีท้องถิ่น สร้างประชาธิปไตยจากฐานราก” โดยพรรคประชาชาติวิเคราะห์ว่าปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของประเทศมีรากเหง้ามาจากระบบรัฐรวมศูนย์อำนาจ อันนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นธรรม สะท้อนได้จากงบประมาณแผ่นดินกว่าร้อยละ 71 ที่ยังคงรวมศูนย์อยู่ภายใต้การบริหารของส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการจัดสรรเพียงร้อยละ 29 พรรคประชาชาติตระหนักถึงข้อจำกัดดังกล่าว และพร้อมเดินหน้าแก้ไขความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ตามแนวทางดังต่อไปนี้

          1) การจัดการตนเองและเขตปกครองรูปแบบพิเศษ 

          พรรคประชาชาติส่งเสริมการปกครองรูปแบบพิเศษ โดยจะผลักดันเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมหรือพื้นที่อัตลักษณ์เฉพาะ เช่น เชียงใหม่, นครราชสีมา, ขอนแก่น, ภูเก็ต และจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีการปกครองรูปแบบพิเศษตามหลักแห่งการปกครองตนเองภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัวและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง เหมือนกับกรุงเทพมหานครที่จัดให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารตั้งแต่ระดับเขตจนถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งผลักดันให้จังหวัดใหญ่ที่มีความพร้อมก้าวไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และปรับโครงสร้างการบริหารที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

          2) การปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังท้องถิ่น 

          ปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังท้องถิ่น เพื่อรองรับการกระจายอำนาจอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม ดังนี้

– ใช้สูตรจัดสรรงบประมาณใหม่ ยกเลิกการจัดสรรงบประมาณแบบสัดส่วนคงที่ เปลี่ยนเป็นการจัดสรรตาม “สูตรความจำเป็นและความยากจนของพื้นที่” (Needs-based Formula) 

– นำระบบงบประมาณก้อนเดียว (Block Grant) มาใช้เพื่อให้ท้องถิ่นมีอิสระในการตัดสินใจใช้งบประมาณตามแผนพัฒนาพื้นที่ของตนเอง 

– ส่งเสริมประชาธิปไตยทางงบประมาณโดยจัดตั้ง “สถาบันอิสระ” ในสังกัดสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตรวจสอบ วิเคราะห์ และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำงบประมาณทุกขั้นตอน 

          3) การปฏิรูประบบภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ  ดังนี้

– จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครอบคลุมรายได้จากทรัพย์สิน มรดก และทรัพย์สินทุกประเภทอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 

– ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ภาษีนิติบุคคลให้เป็นธรรม กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ลดความเหลื่อมล้ำ และปิดช่องโหว่การใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่

          4) การเพิ่มประสิทธิภาพและลดขนาดภาครัฐ ดังนี้

– ยกระดับประสิทธิภาพราชการส่วนกลางด้วยการปฏิรูปกฎระเบียบเชิงโครงสร้าง มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพบุคลากรแทนการขยายขนาดกำลังคน และบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นหัวใจหลักในการทำงาน เพื่อสร้างกลไกที่ตรวจสอบได้ง่ายและเปิดกว้างต่อภาคประชาชน

– ถ่ายโอนภารกิจภาครัฐบางประการให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเป็นผู้ดำเนินการแทน ภายใต้การกำกับดูแลที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและลดภาระงบประมาณในส่วนที่ภาคส่วนอื่นมีความเชี่ยวชาญมากกว่าปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงภายในให้มีความสมดุลกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคง โดยคำนึงถึงความผาสุกของประชาชนเป็นหลัก 

          5) ส่งเสริมระบบคุณธรรมและธรรมาภิบาล ดังนี้ 

– ยกระดับมาตรฐานความยุติธรรมและความก้าวหน้าในสายอาชีพของข้าราชการทุกภาคส่วน อย่างเท่าเทียม โปร่งใส และปราศจากการเลือกปฏิบัติ ตามหลักธรรมาภิบาล

– สนับสนุนการคัดเลือก สรรหา หรือเลือกตั้งบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และคุณสมบัติเหมาะสมเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

3.2 นโยบายด้านการต่างประเทศ

          ส่งเสริมการทูตสมดุลเชิงยุทธศาสตร์และหุ้นส่วนทางวัฒนธรรมแห่งเอเชีย โดยเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่เสมอภาคและการเป็นหุ้นส่วนทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างเกียรติและศักดิ์ศรีของไทยในสากล โดยมีนโยบายเพื่อรองรับบริบทพิเศษของประชาชนไทยในต่างแดน ดังนี้:

 -การทูตสมดุลมหาอำนาจ (Strategic Balancing): ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นมิตรกับทุกฝ่ายอย่างสมดุลภายใต้บริบทการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้ง และรักษาหลักความเป็นกลางเชิงรุกเพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสภาวะที่ต้องเลือกข้าง

 – การปฏิบัติตามพันธกรณีสากล: ยึดมั่นและปฏิบัติตามสนธิสัญญา อนุสัญญา และความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเกียรติภูมิของไทยในสังคมโลก

 – นโยบายสนับสนุนการศึกษาและอาชีพในเขตวัฒนธรรมเฉพาะ

 – เร่งสร้างข้อตกลงความร่วมมือกับประเทศในคาบสมุทรมลายู (มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน) และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เพื่อรับรองวิทยฐานะทางการศึกษา (Degree Recognition) และมาตรฐานวิชาชีพ ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ

 – ยกระดับสถานกงสุลและหน่วยงานไทยในต่างประเทศให้เป็นศูนย์กลางการดูแลสวัสดิภาพ สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ของนักเรียนและคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ไปศึกษาด้านศาสนาและภาษาในกลุ่มประเทศมลายูและอาหรับ

 – สร้างกลไกเชื่อมโยงผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศให้กลับมาพัฒนาท้องถิ่น โดยใช้ศักยภาพด้านภาษา (อาหรับ มลายู) และความเข้าใจทางวัฒนธรรมมาเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและสันติภาพในพื้นที่

 – การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือทางภูมิภาค และกระชับความสัมพันธ์เชิงลึกกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน และฟิลิปปินส์ ผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจฮาลาลและการศึกษา

เร่งรัดจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมมือกับประเทศในคาบสมุทรมลายู

– ร่วมมือกับกลุ่มประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา และจีน เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์

 – การทูตเชิงรุกและฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี: เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศสำคัญให้กลับสู่ภาวะปกติ เช่น ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อเปิดโอกาสในการประกอบอาชีพ การค้า และการอำนวยความสะดวกในการประกอบพิธีฮัจญ์

 – มุ่งส่งเสริมไทยให้ได้รับการยอมรับและมีศักยภาพทางการแข่งขันในระดับอาเซียนและโลก

3.3 นโยบายด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

          พรรคประชาชาติมุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุค “ความยุติธรรมสำหรับทุกคน” และ “ความยุติธรรมที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” โดยยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายบนรากฐานของหลักนิติธรรม นิติรัฐ และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ปฏิรูปกฎหมาย ปรับปรุง และยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยอันเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ หรือบัญญัติขึ้นในสภาวะที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อลดภาระของประชาชนและป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจผ่านระบบอนุญาตที่เอื้อต่อการทุจริต พร้อมจัดตั้งองค์กรปฏิรูปกฎหมายอิสระที่ยึดโยงกับประชาชนและหลากหลายวิชาชีพเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่ชัดเจน ในด้านกระบวนการยุติธรรม ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเสมอภาค โดยจะมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำจากฝ่ายการเมือง เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสัตย์สุจริต ปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และยึดมั่นในมาตรฐานจริยธรรมอันดีงาม กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ บังคับคดี กระทรวงยุติธรรม และหน่วยบังคับใช้กฏหมาย มีเป้าประสงค์เดียวเพื่อความยุติธรรมยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบแก้ไขกฎหมายให้ศาลแต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางร่วมสอบสวนกรณีการตายที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรวดเร็ว ยกระดับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดและศูนย์ยุติธรรมชุมชนเพื่อนำความยุติธรรมเข้าหาประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งในด้านแก้ไขหนี้สินครัวเรือน การปฏิรูปกฎหมายล้มละลายเพื่อฟื้นฟูกิจการบุคคลธรรมดาและ SMEs และการคืนสิทธิให้บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ปฏิรูประบบราชทัณฑ์ หรือเพิ่มทางเลือกที่ราชทัณฑ์เอกชน เพื่อลดความแออัดและยกระดับสุขอนามัยให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน โดยต้องปฏิบัติกับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่คดียังไม่ถึงที่สุดในฐานะผู้บริสุทธิ์และแยกออกจากนักโทษเด็ดขาดอย่างชัดเจน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาใช้บริหารจัดการข้อมูลเพื่ออำนวยความยุติธรรม ป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพ และตรวจสอบถ่วงดุลการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อถือ ศรัทธา และไว้วางใจจากประชาชน ตามครรลองประชาธิปไตยที่ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

3.4. นโยบายด้านเศรษฐกิจ

          ส่งเสริมและสนับสนุนระบบเศรษฐกิจกระแสหลักแบบเสรีและเป็นธรรม หรือ  ระบบเศรษฐกิจแบบทางเลือก ที่หมายรวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มุ่งใช้องค์ความรู้ การสร้างสรรค์งานทรัพย์สิน ทางปัญญา เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนระบบเศรษฐกิจฐานคุณธรรม ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือดูแล ผู้เดือดร้อน และธุรกรรมทางการเงินที่สอดคล้องกับหลักการทางศาสนา 

          3.4.1 เศรษฐกิจภาพรวม

          ยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ซึ่งมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ให้การประกอบกิจการมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ป้องกันและขจัดสัมปทานการผูกขาด ควบรวม ครอบงำ หรือซื้อกิจการของกลุ่มทุน รวมทั้งสนับสนุนสินค้าไทยที่ได้มาตรฐานอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดจากสินค้าข้ามชาติ ปฏิรูปสถาบันการเงินทั้งรัฐและเอกชนที่มุ่งหารายได้และกำไรที่มากเกินควรจากค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย หรือค่าบริการที่เรียกเป็นอย่างอื่น พร้อมทั้งให้สถาบันการเงินของรัฐให้ยึดนโยบายหลักด้านการช่วยเหลือทางสังคมและเศรษฐกิจแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 

          จัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ส่งเสริมและขยายโอกาสในการประกอบอาชีพ พร้อมกับพัฒนาศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานในการคมนาคม ทั้งในส่วนของรถไฟและสนามบินในภูมิภาค

          พัฒนาเศรษฐกิจเชิงนิเวศวัฒนธรรมของท้องถิ่นต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนรายได้ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์ รวมทั้งเพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมตามศักยภาพบุคคลในท้องถิ่นที่มีความชำนาญและโดดเด่นในแต่ละสาขาการผลิต ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน  ทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยมุ่งสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ ที่ไทยเป็นสมาชิก ตลอดจนพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคและนอกภูมิภาค

          ส่งเสริมการค้าชายแดนครบวงจร สร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจในการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีการเชื่อมโยงกับประเทศ มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน โดยใช้ศักยภาพทางภาษาและวัฒนธรรมเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้จะร่วมมือกับประเทศมาเลเซียอย่างใกล้ชิดทั้งในระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนที่ยากจนในพื้นที่ ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหารไทยหรือร้าน “ต้มยำ” พร้อมกับยกระดับแรงงานท้องถิ่นและเร่งจัดหาแหล่งงานในประเทศเพื่อนบ้าน

          ส่งเสริมเศรษฐกิจทางเลือกที่สอดคล้องกับศักยภาพ องค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึง ความถนัดของประชาชนและท้องถิ่นส่งเสริมประชาชนในการประกอบกิจการอิสระผ่านการทำธุรกิจออนไลน์ ส่งเสริมสนับสนุนนักธุรกิจรุ่นใหม่และผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ผ่านการตั้งกองทุนและวิธีการอื่นๆ ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจครบวงจรและธุรกิจเครือข่ายให้เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่จำเป็นต้องประกอบอาชีพในภาคเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการ เช่น หาบเร่แผงลอย คนทำงานภาคกลางคืน รวมทั้งความสำคัญกับมาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคตามกฎหมาย 

          พัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานคุณธรรม โดยส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนกิจการเพื่อสังคม เพื่อช่วยเหลือดูแลผู้เดือดร้อนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันทางการเงิน สหกรณ์ หรือกองทุน ที่เปิดช่องให้ดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่สอดคล้องกับหลักการทางศาสนา เช่น สถานธนานุบาลปลอดดอกเบี้ย เป็นต้น

          ในระดับหมู่บ้านและชุมชน ดำเนินการพัฒนาอย่างเสมอภาคและสอดคล้องกับวิถีชีวิต อัตลักษณ์ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และพัฒนาประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพ และจัดสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง สนับสนุนครัวเรือนที่มีความพร้อมเป็นผู้ประกอบการ รวมทั้งยกระดับ OTOP และวิสาหกิจชุมชนเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนเป็น “หนึ่งอำเภอหนึ่งอุตสาหกรรม” 

          3.4.2 แก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินภาคประชาชน

          ให้ความสำคัญกับแก้ไขปัญหาความยากจนกลุ่มครัวเรือนรากหญ้าด้วยให้ความรู้ ทักษะ และเปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยการผลิตต่างๆ โดยเฉพาะที่ดินทำกิน และตลาดให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและแก้ปัญหาลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่อาจช่วยตัวเองได้ จำเป็นต้องมีปรับปรุงกฎหมายฟื้นฟูกิจการและการฟื้นฟูฐานะลูกหนี้ที่มีกลไก “ฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ ”ที่เข้าถึงได้จริง ต้นทุนต่ำ ง่ายสะดวก และทันเวลา“เปลี่ยนจากการลงโทษผู้ล้มเหลว สู่การให้โอกาสผู้สุจริตเริ่มต้นชีวิตใหม่” โดยยึดหลักความเป็นธรรมประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างระบบฟื้นฟูหนี้ที่เข้าถึงได้จริง โปร่งใส ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาที่มีหนี้จากการบริโภคเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้ความเป็นที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายโดยลำดับการชำระหนี้ต้องเรียงตาม ต้นเงิน → ดอกเบี้ย → ค่าฤชาธรรมเนียม เพื่อให้ลูกหนี้สามารถดำเนินการชำระหนี้ตามแผนได้จริง และเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างเป็นธรรม ลูกหนี้สามารถ“การปลดหนี้” โดยไม่ตกเป็นบุคคลล้มละลาย และสามารถกลับมาใช้ชีวิตใหม่ในระบบเศรษฐกิจได้อย่างสุจริตผลัดดันให้มีการจัดตั้งสถาบันช่วยเหลือลูกหนี้ ที่มีรูปแบบการแก้ปัญหาหลายวิธีตามความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ อาทิ การซื้อหนี้เสียและหลักทรัพย์ค้ำประกันหลักทรัพย์ค้ำประกันของลูกหนี้ ที่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นสถาบันการเงินได้นำลูกหนี้และหลักทรัพย์ค้ำประกันไปไว้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ เข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือโดยยึดแนวทาง “ทุกฝ่ายต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน คือ ลูกหนี้จะไม่ถูกฟ้องร้องและจะได้ทรัพย์คืน เจ้าหนี้จะได้รับการชำระหนี้ และรัฐบาลจะไม่เสียหาย” การช่วยเหลือจะขายหนี้คืนให้กับลูกหนี้ในราคาเท่าทุน เพื่อเป็นการช่วยเหลือฟื้นฟูลูกหนี้ให้กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติโดยการพักชำระหนี้ และมีมาตรการหรือวิธีการฟื้นฟูอาชีพลูกหนี้ให้มีรายได้เพียงพอในการชำระหนี้คืน เป็นต้น

          ล้างหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อความยุติธรรม และอนาคตของชาติ การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การกู้ยืมเงินจาก กยศ. จึงเป็นกลไกของรัฐในการเปิดโอกาสทางการศึกษา มิใช่เครื่องมือในการสร้างภาระหนี้ระยะยาวที่บั่นทอนศักดิ์ศรีและโอกาสของเยาวชนและแรงงานไทย ในปัจจุบันได้สะสมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยมีข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าลูกหนี้ กยศ. ที่เข้าเกณฑ์ปรับโครงสร้างหนี้มีประมาณ 3.49 ล้านรายมีผู้ใช้สิทธิเข้าปรับโครงสร้างหนี้เพียง ร้อยละ 23.57 ขณะที่ ร้อยละ 76.43 หรือมากกว่า 3 ใน 4 ยังไม่เข้าทำสัญญา ข้อเท็จจริงที่ลูกหนี้ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการได้ สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ภาระหนี้ แม้จะได้รับการผ่อนปรนแล้ว ก็ยังเกินกำลังชีวิตจริงของประชาชนจำนวนมาก และผลลัพธ์คือ ลูกหนี้จำนวนหลายล้านรายยังคงเป็นหนี้จากการเข้าถึงการศึกษา ที่รัฐธรรมนูญให้เป็นหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งขัดต่อหลักความเสมอภาคและหลักสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา “ล้างหนี้ กยศ” เพื่อปิดบัญชีปัญหาหนี้สะสมจากระบบเดิม และคืนโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมามีศักยภาพทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง นโยบายนี้ ไม่ใช่การล้างความรับผิดชอบ แต่เป็นการแก้ไขความผิดพลาดเชิงโครงสร้างของระบบเดิม และวางรากฐานระบบใหม่ที่เป็นธรรมและยั่งยืน สามารถดำเนินการได้ทันทีภายใต้กฎหมายปัจจุบัน โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. 2566  ภายหลังการล้างหนี้ พรรคประชาชาติจะปฏิรูประบบ กยศ. ใหม่ทันที ภายใต้หลัก“กู้ได้ ต้องรับผิดชอบตามกำลังจริง” โดยใช้ระบบชำระหนี้ตามรายได้มาไช้ รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องชำระ เชื่อมการชำระผ่านระบบภาษีอัตโนมัติ ไม่มีค่าปรับเชิงลงโทษเกินสมควร ดำเนินการภายใต้กรอบวินัยการคลังและงบประมาณของรัฐ

          3.4.3 เศรษฐกิจการเกษตร

          สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรอย่างครบวงจรและถือเป็นวาระของชาติ คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาดให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด เน้นการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปสภาเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ร่วม สนับสนุนและคุ้มครองระบบสหกรณ์ให้เป็นอิสระ รวมทั้งขจัดและป้องกันการผูกขาดระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม 

          จัดตั้งและปรับปรุงองค์กรเพื่อพัฒนาการตลาดการเกษตร เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภคและสามารถเชื่อมโยงกับตลาดภายในและตลาดโลก 

          ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและประมงพื้นบ้านเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันในระดับชาติ โดยให้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการผลิตและส่งเสริมการจำหน่าย 

          ยกระดับความสามารถของวิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหารและให้มีบทบาทหลักในระบบกระจายอาหาร ไม่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บรักษาและปรับปรุงพันธุ์พืชที่ตนใช้เพาะปลูกได้ ส่งเสริมวิสาหกิจเมล็ดพันธุ์ ตลอดจนขยายระบบชลประทาน โดยเน้นระบบชลประทานในไร่นาแทนการสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่

          กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ พัฒนาการเกษตรและการปศุสัตว์ ที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ ต่อยอดและพัฒนาการเกษตรพื้นบ้าน เช่น สวนดูซง (สวนไม้ผลผสมผสาน) สวนทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน การปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้าน ตลอดจนส่งเสริมการแปรรูปพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

3.5 นโยบายด้านสังคม

          ส่งเสริมและสนับสนุน “สังคมพหุวัฒนธรรม” ที่กลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา และความเชื่อต่างๆ สามารถดำรงชีวิตอย่างสอดคล้องกับวัฒนธรรม ประเพณี และตามความสมัครใจ โดยไม่มีการผูกขาด ครอบงำ หรือเลือกปฏิบัติ ทุกคนได้รับการส่งเสริมศักยภาพให้เกิดเป็นคุณค่าและเป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศ โดยผลักดันให้มีมาตรการคุ้มครองสังคมพหุวัฒนธรรมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และป้องกันการยุยงปลุกปั่นหรือสร้างความเกลียดชังโดยอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมกับพัฒนาสังคมในแต่ละด้านดังนี้

          3.5.1 ด้านการศึกษา

          เด็กและเยาวชน คือ หัวใจของการศึกษา พรรคประชาชาติมีความเชื่อว่าเด็กและเยาวชน คือ หัวใจสำคัญที่ต้องได้รับสิทธิในการอยู่รอดและการคุ้มครองอย่างเท่าเทียม โดยรัฐมีหน้าที่โอบอุ้มดูแลตั้งแต่กลุ่มเด็กเปราะบางไปจนถึงเด็กพิเศษ เพื่อให้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพอย่างสมบูรณ์ มุ่งเน้นการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาให้เต็มตามศักยภาพภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พร้อมสร้างหลักประกันให้เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจากรัฐอย่างเท่าเทียม มีมาตรการเพื่อสร้างผู้นำเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนประชาธิปไตยเพื่อเตรียมความพร้อมในการนำพาประเทศชาติในอนาคต พร้อมกับสนับสนุนให้มีการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่เยาวชน

           – สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้รับ “การศึกษาดี มีคุณภาพ ถ้วนหน้าจนถึงระดับปริญญาตรี” เนื่องจากการศึกษาเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและหน้าที่ของรัฐ โดยพรรคประชาชาติมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ท่าเทียม และเคารพในความหลากหลาย เพื่อให้มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยรัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพและมาตรฐานนานาประเทศ บูรณาการทั้งทางสติปัญญา จิตวิญญาณ วุฒิภาวะทางอารมณ์ และความสมบูรณ์ของร่างกาย มีหลักสูตรที่สร้างความรับผิดชอบ มีคุณธรรม ภูมิใจในอัตลักษณ์ชาติและท้องถิ่น ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี เพื่อเป็นประชากรคุณภาพของโลก โดยมีแนวนโยบายดังนี้

          – ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาในพื้นที่พหุวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน (ICESCR) ส่งเสริมการศึกษาพหุวัฒนธรรมและเครือข่ายศรัทธาสู่มาตรฐานสากลสนับสนุนเครือข่ายองค์กรศาสนา โดยการยกระดับการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม ตาดีกา ปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อรับรองสถานะและจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมให้แก่สถานศึกษาศาสนาควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรศาสนาและหลักสูตรสามัญในลักษณะคู่ขนาน ส่งเสริมการเทียบโอนผลการเรียนรู้เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ดูแลสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการศึกษา โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน และความเคารพต่ออัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม ส่งเสริมการเรียนการสอนพหุภาษาและภาษาแม่ (เช่น ภาษามลายู) สนับสนุนค่าตอบแทนบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและเสริมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่

          – ส่งเสริมและสนับสนุนสวัสดิการการศึกษาถ้วนหน้าที่มีคุณภาพฟรี ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ศักยภาพของมนุษย์ไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะทางการเงิน  ล้างหนี้ กยศ เพราะการศึกษาต้องมีอนาคต การเรียนต้องไม่มีหนี้ ยกระดับการศึกษาภาคบังคับ 15 ปี ให้เป็นการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพที่รัฐดำเนินการปัจจุบันและจัดให้มีเงินสนับสนุนรายเดือนแก่ผู้เรียนทุกคน เพื่อเป็นหลักประกันด้านการศึกษาและรายได้ขั้นพื้นฐานแก่ครอบครัวตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นต้น ได้รับการศึกษาฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นด้านการเรียน การดำรงชีพ และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน และจัดสรรเงินสนับสนุนรายเดือนแก่ผู้เรียน ระดับอนุบาล (ชั้นปีที่ 1–3)เงินสนับสนุนรายเดือนเพิ่มปีละ 100 บาทในอัตราเริ่มต้นประมาณ 600–800 บาทต่อคน ระดับประถมศึกษา (ชั้นปีที่ 1–6) เงินสนับสนุนรายเดือนเพิ่มปีละ 100 บาทในอัตราเริ่มต้นประมาณ 900–1,400 บาทต่อคน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ชั้นปีที่ 1–3) เงินสนับสนุนรายเดือนเพิ่มปีละ 100 บาทในอัตราเริ่มต้นประมาณ 1,500–1,700 บาทต่อคนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย / ปวช. (ชั้นปีที่ 1–3) เงินสนับสนุนรายเดือนเพิ่มปีละ 100 บาทในอัตราประมาณ 1,800–2,000 บาทต่อคน

          การปรับอัตราเงินสนับสนุนในแต่ละช่วงชั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ การได้รับเงินสนับสนุนรายเดือนให้เป็นไปตามหลักความรับผิดชอบ ดังนี้ ผู้เรียนต้องมีอัตราการมาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ต่อเดือน กรณีผู้เรียนสอบตกซ้ำชั้น ให้ระงับการจ่ายเงินสนับสนุนในปีการศึกษานั้น จนกว่าจะผ่านเกณฑ์และเลื่อนระดับชั้นได้ การบริหารจัดการงบประมาณ โดยใช้งบประมาณประมาณ 180,000 ล้านบาทต่อปี ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้สาธารณะเพิ่มเติม ผ่านแนวทาง การปรับโครงสร้างงบประมาณแผ่นดิน โดยโยกงบจากโครงการหรือรายการที่มีประสิทธิภาพต่ำ มาสู่การลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ การบูรณาการและลดความซ้ำซ้อนของสวัสดิการเด็กและเยาวชนที่มีอยู่เดิม การใช้รายได้จากภาษีที่จัดเก็บได้ตามกฎหมาย เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีลาภลอย และรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งผลที่คาดว่าจะได้รับ ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครอบครัว และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษา พัฒนาคุณภาพกำลังแรงงานในระยะยาวเพิ่มสภาพคล่องให้กับครัวเรือน และส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศ กับเสริมสร้างความมั่นคงให้กับโครงสร้างประชากรและสังคมในระยะยาว

          – สำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา(ปริญญาตรี) ให้เรียนฟรีตามศักยภาพของประชาชนบนพื้นฐานความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ

          – บูรณาการกลไกมาตรการทางภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามารับบทบาทหุ้นส่วนทางการศึกษา โดยสนับสนุนกองทุนการศึกษาในระดับท้องถิ่น มุ่งเป้าหมายการทลายความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืนทางการศึกษาจากฐานราก

          – มุ่งยกระดับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตครูอย่างต่อเนื่อง พร้อมปฏิรูปการทำงานด้วยการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ไม่จำเป็น เพื่อคืนครูสู่ห้องเรียนให้สามารถมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนและสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ

           – ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสนับสนุนการศึกษาตามอัธยาศัยให้เท่าทันโลก สนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาให้มีเสรีภาพทางวิชาการและการวิจัยที่ตอบสนองความจำเป็นของสังคม

           – ปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณผ่านกองทุนสนับสนุนการวิจัย โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถาบันการศึกษาทุกระดับ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างและชุมชน ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์บริบทพื้นที่และสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาหรือสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริงในวงกว้าง

          3.5.2 การเสริมพลังสตรีสู่การพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน

          ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรมระหว่างเพศและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการยอมรับบทบาทสตรี โดยเสริมพลังของสตรี สร้างช่องทางและกลไกให้แก่สตรีในการพัฒนา การบริหาร และการตัดสินใจในระดับต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม สาธารณสุข สังคม การเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม ส่งเสริมศักยภาพ ตลอดจน สิทธิในทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้หญิง โดยเฉพาะสิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดินและทรัพย์สินอื่น รวมทั้งการเข้าถึงการศึกษาในทุกระดับ การศึกษาด้านศาสนา และการศึกษาตลอดชีวิตของผู้หญิงทั้งในระบบและนอกระบบ สนับสนุนการยุติความรุนแรงต่อสตรี สนับสนุนให้สตรีสามารถเข้าถึงความยุติธรรมและได้รับการคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด ส่งเสริมสุขภาวะและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของสตรี จัดตั้งสภาสตรีระดับจังหวัด ภาค และระดับชาติ พร้อมทั้ง จัดให้มีสถาบันพัฒนาสตรี ครอบครัว ชุมชน และ
ท้องถิ่น

          เพิ่มศักยภาพกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และศักยภาพในการเป็นผู้นำ รวมถึง การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของกลุ่มสตรี เพิ่มสัดส่วนของสตรีในระดับผู้บริหารเพื่อให้มีอำนาจในการตัดสินใจทั้งภาคการเมือง ราชการ และเอกชน โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการว่าด้วยการจ้างงานเพื่อความเท่าเทียมและยุติธรรมของสตรี ทำหน้าที่เสนอแนะ  พร้อมทั้ง คัดกรองบุคคลเข้าทำงาน ตลอดจนพิจารณาตำแหน่งและค่าตอบแทนที่เท่าเทียมและเป็นธรรม

          3.5.3 ศาสนาและจิตวิญญาณ คือ กลไกสร้างความสันติสุขและความก้าวหน้าของชาติ

          ส่งเสริมสนับสนุนศาสนาทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน เน้นความเป็นพหุวัฒนธรรมในทางศาสนาและจิตวิญญาณ โดยให้ความเคารพ  ตลอดจน ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการนับถือและการปฏิบัติตามหลักบัญญัติของศาสนา นิกาย ลัทธินิยม และการยึดถือในทางจิตวิญญาณในลักษณะต่างๆ 

          ในส่วนของศาสนา เน้นปฏิรูปองค์กรการบริหารของทุกศาสนาให้มีธรรมาภิบาลและมีประสิทธิภาพในการพัฒนาสังคมบนฐานคุณธรรมและจริยธรรม แก้ไขกฎหมาย รวมถึง การจัดองค์กรในการสนับสนุนศาสนาให้เหมาะสมและเกิดความเสมอภาค ส่งเสริม ตลอดจน สนับสนุนงบประมาณในกิจกรรมทางศาสนา อาทิ การสนับสนุนการศึกษาพระพุทธศาสนา หรือทำบุญและการปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนา  ตลอดจน ธรรมเนียมประเพณีของชาวพุทธ และ การประกอบพิธีฮัจญ์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบียของชาวมุสลิม โดยพรรคประชาชาติมีนโยบายลดภาระค่าจ่ายในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก และค่าบริการนำแสวงบุญ โดยจะพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกำหนดเพดานราคาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้เป็นการควบคุมดูแลและการรักษาการตามกฎหมายเป็นไปในลักษณะการรวมศูนย์ พรรคประชาชาติยังสนับสนุนให้มีการให้สวัสดิการและค่าตอบแทนแก่บุคลากรทางศาสนาของทุกศาสนา กรณีศาสนาพุทธ ได้แก่ พระภิกษุสงฆ์ บุคลากรและองค์กรในพระพุทธศาสนา กรณีศาสนาอิสลาม ได้แก่ อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น กรรมการอิสลามมัสยิด และกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ตลอดจนบุคลากรของศาสนาอื่นๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีกิจกรรมข้ามวัฒนธรรมระหว่างศาสนิกชนต่างศาสนาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างกัน

          ปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ที่การวินิจฉัยชี้ขาดกรณีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลาม ที่ผู้นับถือศาสนาอิสลามด้วยกันเป็นคู่ความหรือเป็นเจ้ามรดก ให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทน โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมร่วมพิจารณาพิพากษาพร้อมกับผู้พิพากษา และให้ขยายไปยังพื้นอื่นที่มีประชากรเป็นมุสลิมหนาแน่นรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบด้วย

          3.5.4 สวัสดิการถ้วนหน้า คือ สิทธิพื้นฐานที่เท่าเทียม

          แรงงานมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน  รวมถึง หลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นจากการทำงาน ส่งเสริมให้ประชากร วัยทำงานมีงานทำ พัฒนาทักษะแรงงานและการประกอบอาชีพ จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ ตลอดจน ระบบไตรภาคีที่ผู้ทำงานมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน จัดระบบประกันสังคม คุ้มครองให้ผู้ทำงานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกันได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งจัดให้มีหรือส่งเสริม การออมเพื่อการดำรงชีพเมื่อพ้นวัยทำงาน

          ส่งเสริม ตลอดจน คุ้มครองสิทธิแรงงานทุกเพศและวัย รวมทั้งสิทธิในการตั้งสหภาพแรงงานในทุกสาขาอาชีพและการนัดหยุดงาน พัฒนาระบบการจัดการแรงงานข้ามชาติในฐานะที่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ พัฒนาแรงงานกึ่งทักษะให้เป็นแรงงานที่มีทักษะ ส่งเสริมสนับสนุนแรงงานและผู้ประกอบการในต่างประเทศทั้งด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน การสนับสนุนแหล่งทุน การลดค่าใช้จ่ายและการดูแลสวัสดิภาพที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมให้มีการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติหรือพลเมืองโลก 

          กรณีผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ส่งเสริมการกระจายโอกาสและความมั่นคงในชีวิต ให้มีความรู้และมีกองทุนในการประกอบอาชีพตามความรู้ความสามารถ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

          จัดตั้ง “กองทุนผู้สูงอายุ” เพื่อดูแลสุขภาพและจิตใจ ตลอดจนให้มีพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ส่งเสริมการใช้เครื่องมือทางศาสนา  รวมถึง  วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นในการทำให้ผู้สูงอายุตระหนักในศักยภาพและคุณค่าของตน พึ่งพาตนเองได้ และมีอิสรภาพในการกำหนดชีวิตในแบบของตน 

          ส่งเสริมระบบบำนาญแห่งชาติและสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งรัฐต้องจัดให้ประชาชนอย่างเสมอหน้า ด้วย “สิทธิที่เสมอกัน” ไม่ว่ายากดีมีจน ภายใต้หลักการที่ว่าสวัสดิการเป็น “สิทธิ” อันพึงมีของประชาชน มิใช่เพียงแค่ “หน้าที่” ของรัฐในการสงเคราะห์คนอนาถา

          3.5.5 ปฏิรูประบบสาธารณสุขให้เป็นธรรม

          การสาธารณสุขเป็นสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง จึงต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มากยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ มีการนำเทคโนโลยี ตลอดจนคลังข้อมูลมาใช้ใน การบริหารงบประมาณและบุคลากร พร้อมทั้งส่งเสริมให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพและการจัดบริการสาธารณสุข โดยผู้มีหน้าที่ให้บริการดังกล่าวซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 

          ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค โดยการบริการสาธารณสุขต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม ตลอดจนการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ 

          ส่งเสริม “การแพทย์พหุลักษณ์” ที่ตอบสนองต่อความแตกต่างทางสังคมวัฒนธรรม นิเวศวิทยา รวมถึงสภาพเศรษฐกิจ พัฒนาแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมการตรวจสุขภาพตามวิถีศาสนา ตลอดจน สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง “ธนาคารอาหารสุขภาพประจำตำบล” เนื่องจากสารพิษปนเปื้อนในอาหารเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งของความเจ็บป่วยในปัจจุบัน 

          3.5.6 การท่องเที่ยวและการกีฬา

          ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในมิติต่างๆ ให้ได้มาตรฐาน โดยหมายรวมถึงการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว อาทิ ระบบการคมนาคม ระบบไฟฟ้า และระบบน้ำประปา ทั้งนี้ โดยให้ความสำคัญกับการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม มีความสอดคล้องกับสภาพสังคม อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และอยู่บนฐานของความยั่งยืนของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

          ส่งเสริมการกีฬารวมถึงวิทยาศาสตร์และเวชศาสตร์การกีฬา โดยจัดให้มีบริการสาธารณะด้านกีฬา มีการจัดตั้งสโมสรหรือศูนย์กีฬาชุมชนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ให้มีสนามและอุปกรณ์กีฬาที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน เพื่อให้บริการด้านการกีฬาแก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ สตรี รวมทั้ง ผู้พิการ ตลอดจนส่งเสริมให้เอกชนมีการลงทุนด้านการกีฬา โดยสร้างแรงจูงใจด้านสิทธิพิเศษทางภาษี หรือ สิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้อื่นๆ ที่เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงกีฬามากขึ้น 

          จัดตั้งสภากีฬาแห่งชาติ ประกอบด้วยผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในทุกประเภทกีฬา ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการกีฬาของชาติ มีการจัดตั้งสถาบันบริหารการกีฬาอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นกีฬาอาชีพ วิทยาศาสตร์การกีฬา และเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อพัฒนาการกีฬาของชาติ รวมทั้งสนับสนุนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการแข่งขันทั้งในประเทศและนานาชาติ โดยให้มีสถานที่เก็บตัวฝึกซ้อมที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้ง มีอุปกรณ์กีฬาที่ได้มาตรฐาน

          3.5.7 ปัญหายาเสพติด

          พรรคประชาชาติต้องการยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เป็นวาระของชาติและนานาชาติ โดยถือว่าการค้ายาเสพติดเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่สำคัญซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคีระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดและผู้ทรงอิทธิพลให้สังคมไทยปลอดภัยอย่างยั่งยืน พรรคยึดหลักการ “กันไว้ดีกว่าแก้” โดยใช้กลไกของรัฐ ควบคู่กับ กลไกนอกเหนือภาครัฐ พลังทางสังคม เข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กและเยาวชน พร้อมให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ชุมชน และหมู่บ้านซึ่งเป็นหัวใจแห่งความสำเร็จ พรรคมีนโยบายสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมเป็นหน่วยงานหลักในการป้องกันและฟื้นฟูสภาพทางสังคม โดยยึดหลักการ “ผู้ค้าคือผู้ร้าย” ที่ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรมผ่านมาตรการปราบปรามทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดและใช้มาตรการ “ยึดทรัพย์” เพื่อตัดวงจรการค้าและสารตั้งต้นตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด ขณะที่ “ผู้เสพคือผู้ป่วย” ซึ่งต้องได้รับสิทธิเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงเพื่อพัฒนาขีดความสามารถกลับเข้าสู่ภาคแรงงานและมีที่ยืนในสังคมโดยไม่กลับไปทำผิดซ้ำ พรรคจะนำผลการวิจัยและมาตรการที่สัมฤทธิ์ผลมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทไทย โดยเฉพาะกรณีเยาวชนจะส่งเสริมระบบ “ยุติธรรมทางเลือก” ที่ดึงบทบาทครอบครัว ผู้นำศาสนา และผู้นำชุมชนมามีส่วนร่วมในการแก้ไขแทนการลงโทษ พร้อมจัดตั้งศูนย์ศาสนบำบัดครบวงจรและใช้การกีฬาผ่าน “ศูนย์กีฬาประจำตำบล” เป็นกลไกสร้างงานสร้างรายได้ นอกจากนี้ พรรคจะมุ่งแก้ปัญหาพื้นที่เฉพาะเช่นการแพร่ระบาดของน้ำต้มใบกระท่อมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และยืนหยัดในนโยบายกัญชาเป็นยาเสพติด โดยอนุญาตให้ใช้เฉพาะในทางการแพทย์และการวิจัยเท่านั้น

3.6 นโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

          -ปฏิรูปกฎหมายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหา โดยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ใน 6 เดือนแรก เร่งนิรโทษกรรมแก่ราษฎรผู้ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ ให้กับกลุ่มคนต่อไปนี้

         -กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดเกิดจากรัฐและนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศป่าหรือที่สงวนหวงห้ามครั้งแรกทับที่ราษฎรที่อยู่มาก่อนประกาศ

         -กลุ่มมติ ครม. 30 มิถุนายน 2541: ผู้ที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก่อนวันที่รัฐประกาศเป็นพื้นที่หวงห้ามครั้งแรก และได้รับการผ่อนผันตามมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ ประมาณ 4.7 ล้านไร่ทั่วประเทศ โดยให้มีการพิสูจน์สิทธิ แต่พบว่ารัฐยังไม่ดำเนินพิสูจน์สิทธิมีผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินคดี

         -กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า (ยุค คสช.)
กลุ่มผู้ที่ได้รับกระทบจากนโยบายทวงคืนพื้นป่า ตามคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ผู้ที่อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ป่ามาก่อนมีคำสั่ง คสช. เป็นราษฎรที่ยากไร้ และไร้ที่ทำกินได้ถูกดำเนินคดี

         -ดำเนินการเร่งร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎรผู้ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. ….ซึ่งพรรคประชาชาติเป็นผู้เสนอและคณะกรรมการฯพิจารณาเสร็จ แต่ปรากฏว่ามีการยุบสภาก่อน จะเร่งรัดให้เสร็จภายใน 6 เดือน หลังการเลือกตั้ง

         -กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ครอบคลุมทั้งประเทศโดยคำนึงถึงสมรรถนะของดิน กำหนดรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ ความเป็นจริง วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบยั่งยืน บนพื้นฐานที่เปิดโอกาสให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย

         -กำหนดให้มีนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม โดยผลักดันให้เกษตรกรได้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบการเกษตรอย่างทั่วถึงผ่านกลไกของการการปฏิรูปที่ดิน การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค และวิธีการอื่น ๆ ทั้งหลักการของโฉนดชุมชนรูปแบบแปลงรวมและให้มีการดำเนินการผ่านกลไกของธนาคารที่ดินในฐานะองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อให้คนยากไร้สามารถเข้าถึงที่ดิน มีความมั่นคงในที่ดินทำกิน และทำสำคัญคือการมุ่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในกรณีที่รัฐได้ประกาศที่ “ป่า” ทับที่ดินทำกินดั้งเดิมของประชาชนและชุมชนท้องถิ่น โดยผลักดันให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการพิสูจน์สิทธิกรณีดังกล่าว โดยคำนึงถึง ความเป็นธรรมและข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชุมชนนั้น และให้หน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรม ภายในกรอบระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี

         -ส่งเสริมและผลักดันให้มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการดำรงชีวิตอยู่ในป่า รวมถึง ในเขตสงวนอื่น ๆ ของรัฐ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุง รักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ ตลอดจนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างสมดุลและยั่งยืน นอกจากนี้ การให้สัมปทานในเขตที่ดินรัฐที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน จะต้องกำหนดให้ประชาชนรวมถึงชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพิจารณา รวมถึงมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์กลับคืนแก่ท้องถิ่น เพื่อความเป็นธรรมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

​         -ผลักดันให้การปลูกป่าภาคเอกชน เป็นกลไกหลักในการเพิ่มพื้นที่ป่าให้กับประเทศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการมีพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 40 ที่กำหนดในนโยบายป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยส่งเสริมและสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ T-VER เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียน ภาคอุตสาหกรรมที่มีกิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การจัดการของเสีย โดยใช้กิจกรรมการปลูกต้นไม้และการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า ซึ่งนอกจากจะช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้แล้วยังสามารถรักษาและสร้างสมดุลของความหลายหลายทางชีวภาพได้อีกด้วย

         -จัดให้มีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ ซึ่งเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม และต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งในส่วนของการสงวน บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์

         -สนับสนุนและปรับปรุงกิจการและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ให้มีความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลไกการควบคุมการลดการปลดปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้ง ส่งเสริมให้ชุมชนมีสิทธิและบทบาทในการจัดการ ตลอดจน ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น

         -ปฏิรูปกฎหมายประมงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืน สนับสนุน รวมถึง ปรับปรุงให้การประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องมีความยั่งยืน ไม่ทำลายล้างสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ตลอดจน เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน กระจายอำนาจในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรมระหว่างชาวประมงทุกกลุ่ม สำหรับพื้นที่ชายฝั่งที่เกี่ยวข้องกับท่าเทียบเรือและร่องน้ำ ส่งเสริมการจัดการอย่างมีส่วนร่วมที่คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศที่เอื้อต่อเรือประมงในประเทศและเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

         -ส่งเสริม บำรุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพดินและสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนควบคุมและกำจัดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยประชาชน ชุมชนท้องถิ่น รวมถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการดำเนินงาน และจัดให้มีการวางผังเมืองที่ได้รับการดำเนินตามอย่างมีประสิทธิภาพ 

3.7 นโยบายด้านสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ

          พรรคประชาชาติยึดถือว่า “เสรีภาพสื่อมวลชน คือเสรีภาพของประชาชน” ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาท พรรคจึงมีนโยบายส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศให้เป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจในสังคมพหุวัฒนธรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ดังนี้:

          -ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI และโมเดลภาษาท้องถิ่น (Thai & Local LLM) เพื่อช่วยในการแปลและสร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม ป้องกันการใช้เทคโนโลยีบิดเบือนข้อมูลหรือสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech)

          -คุ้มครองสิทธิเสรีภาพบนโลกดิจิทัล โดยให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยรัฐต้องไม่ใช้ AI เพื่อการสอดแนมหรือปิดกั้นข้อมูลข่าวสารที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย

          -ผลักดันให้หน่วยงานรัฐทุกแห่งเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ (Open Data) ในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ (Machine-readable) เช่น CSV หรือ JSON เพื่อความโปร่งใสและให้ประชาชนนำไปต่อยอดได้

          -พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโปรแกรมประยุกต์ (Mobile Application) ที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการรัฐสวัสดิการได้โดยตรง ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก

          -ยกระดับศูนย์สารสนเทศชุมชนด้วย AI เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่น และเป็นช่องทางขายผลิตภัณฑ์ OTOP หรือสินค้าเกษตรออนไลน์ที่มีการวิเคราะห์ความต้องการตลาดแม่นยำ

          -ยกระดับทักษะแรงงานสู่ยุคดิจิทัล ผ่านโครงการ Upskill & Reskill ด้านเทคโนโลยีอุบัติใหม่และ AI อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเปลี่ยนคนในชุมชนจาก “ผู้ใช้” เป็น “เจ้าของเทคโนโลยี” พร้อมรองรับการพลวัตของตลาดแรงงานโลกอย่างยั่งยืน

          -สนับสนุนการจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อกำกับดูแลมาตรฐาน AI ให้ถูกต้องตามจริยธรรม และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

          -บูรณาการระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นกลไกหลักในการเฝ้าระวังและสกัดกั้นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ เพื่อตัดวงจรฉ้อโกงออนไลน์และสร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนในโลกดิจิทัล

          -ส่งเสริมการทูตด้วยเทคโนโลยี โดยสร้างความร่วมมือกับนานาชาติในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI และวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ประเทศไทยมีทรัพยากรบุคคลและนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีโลก นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ประชาชนมีความ “มั่นคง มั่งคั่ง” ผ่านการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยมีภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเท่าเทียม

3.8 ด้านพลังงาน

          พรรคประชาชาติมุ่งมั่นปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมและลดภาระค่าครองชีพอย่างยั่งยืน โดยยึดถือว่าพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐานคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม จึงมีนโยบายดังนี้

          -ปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า โดยรวมสามเป็นหนึ่ง เพื่อค่าไฟราคาเดียวและถูกลง เราจะยุติความซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐที่เป็นต้นทุนแฝงในบิลค่าไฟของประชาชน

          -ควบรวม 3 การไฟฟ้า (กฟผ. กฟน. กฟภ.): จัดตั้งเป็น “การไฟฟ้าแห่งชาติ” เพื่อลดงบประมาณบริหารจัดการ ลดบอร์ดบริหารที่ซ้ำซ้อน และใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างเดียวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

          -ปฏิรูปโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เพื่อความเป็นธรรม โดยมุ่งแก้ไขเกณฑ์ค่าความพร้อมจ่ายและบริหารจัดการปริมาณไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่ซ้ำซ้อนและสูงเกินจำเป็น

          -ผลักดันนโยบายค่าไฟมาตรฐานเดียว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและชายแดนใต้ ได้รับการบริการที่เท่าเทียมทั้งด้านราคาและประสิทธิภาพ

          -ปฏิรูปกลไกราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติภายใต้หลักการ “ทรัพยากรไทยต้องถึงมือคนไทยก่อน” แก้ไขโครงสร้างราคาที่อิงตลาดโลกโดยไม่สมเหตุสมผล พร้อมบริหารจัดการส่วนต่างกำไรเพื่อสร้างสวัสดิการและลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

          -จัดให้มี LPG ภาคครัวเรือนในราคาต้นทุน โดยจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยให้ภาคครัวเรือนเป็นลำดับแรกในราคาต้นทุนทรัพยากร เพื่อให้แก๊สหุงต้มราคาถูกลงทันที

          -ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันตามความเหมาะสม และกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่ให้สูงเกินควร เพื่อลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้เป็นธรรมที่สุด

          -รัฐต้องถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51%: ยึดมั่นตามรัฐธรรมนูญว่าโครงสร้างพื้นฐานพลังงานต้องเป็นของรัฐ เพื่อป้องกันการผูกขาดและการแสวงหากำไรเกินสมควรจากเอกชน

          -ส่งเสริมพลังงานสะอาดและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง ส่งเสริมโซลาร์เซลล์เสรี (Net Metering) โดยปลดล็อกให้ทุกครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ง่าย หักลบหน่วยไฟฟ้าแบบ 1:1 ขายคืนรัฐได้ในราคาที่เป็นธรรม

          -จัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชนและพลังงานพหุวัฒนธรรม โดยการสนับสนุนงบประมาณติดตั้งระบบพลังงานสะอาดใน มัสยิด วัด โรงเรียน และสถาบันศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนกลางของชุมชน

          -ส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว โดยการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้โรงงานที่เปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

          -นำระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะมาช่วยบริหารการกระจายพลังงานให้ทั่วถึง ลดความสูญเสียในระบบส่ง

          -จัดตั้งสภาพลังงานภาคประชาชน โดยเปิดให้ตัวแทนประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบต้นทุนและกำหนดนโยบายพลังงานร่วมกับรัฐ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจอยู่บนผลประโยชน์ของส่วนรวม

          -ส่งเสริมค่าไฟให้มีราคาถูกลง โดยการควบรวมหน่วยงานและรื้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ส่งเสริมให้น้ำมันมีราคาถูกลง โดยการปรับโครงสร้างภาษีและค่าการกลั่น และส่งเสริมให้แก๊สมีราคาถูกลง โดยการจัดสรรก๊าซในประเทศให้ครัวเรือนก่อน

4. นโยบายแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ของประเทศ

4.1 ความขัดแย้งทางการเมือง

          ในช่วงทศวรรษเศษที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในเขต “ชนบท” ได้ก่อให้เกิดกลุ่มคนที่มีความปรารถนาในชีวิต ตลอดจน จินตนาการทางสังคมและการเมืองแบบใหม่ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นส่งผลให้ประชาชนโดยเฉพาะที่อยู่ใน “ต่างจังหวัด” เกิดความตระหนักว่าการเมืองคือช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะซึ่งเคยกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมกระตุ้นให้สังคมเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่ม องค์กร ในการแก้ไขปัญหาทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศ ขณะที่การเมืองเชิงนโยบายส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นช่องทางกระจายทรัพยากรสาธารณะอย่างเป็นธรรม และเป็นวิธีการขจัดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน แต่ทว่าความปรารถนา จินตนาการ ความรู้ ความเข้าใจ และความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ขัดกับกับอำนาจ ผลประโยชน์ ระบบคุณค่า ความเชื่อ และอุดมการณ์ของคนบางกลุ่มในสังคม ก่อให้เกิดกระแสต่อต้าน การเผชิญหน้า รวมถึงการใช้กำลังแก้ไขปัญหา ซึ่งส่งผลให้ความขัดแย้งแหลมคมและซับซ้อนยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องมีนโยบายคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศอย่างรอบคอบรัดกุม   

          ในระดับถัดมา ต้องเร่งฟื้นฟูและส่งเสริมขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมหรือ ภาคประชาสังคมให้กลับมามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของประชาชน ชุมชน สังคม และประเทศในลักษณะที่เป็นการหนุนเสริมการเมืองระบบรัฐสภา พร้อมกับสร้างความตระหนักในกลุ่มและองค์กรที่เกี่ยวข้องว่าปัญหาไม่ว่าจะเป็นด้านใดไม่สามารถแยกออกจากปัญหาการเมืองได้จำเป็นจะต้องแก้ปัญหาการเมืองไปด้วยในเวลาเดียวกัน และปัญหาการเมืองรวมถึงความขัดแย้งที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม อีกทั้งการเห็นว่าบุคคลมีสิทธิ มีเสียง และมีคุณค่าไม่เสมอกัน 

          ในระยะยาว ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนและสังคมเห็นว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งปกติของทุกสังคมที่ประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ ปัญหา ความต้องการ ความใฝ่ฝัน และผลประโยชน์ ซึ่งสามารถคลี่คลายได้ด้วยระบอบประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มได้เจรจาต่อรองกันอย่างเสมอหน้าและอย่างสันติ รวมไปถึง “สังคมพหุวัฒนธรรม” ที่คนกลุ่มต่างๆ มีความเคารพ อดทน ตลอดจน อดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลายของกันและกันโดยเฉพาะในด้านอุดมการณ์ ทางการเมือง    

4.2 เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

          ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่บางแห่งของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และบางอำเภอในจังหวัดสงขลา เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ และมีผลกระทบต่อความสงบสุข ขวัญ และกำลังใจของประชาชนในพื้นที่ จึงสมควรกำหนดให้มีการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในฐานะที่เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกับมีนโยบายเพื่อสร้างความปลอดภัยทั้งจากความขัดแย้ง ภัยธรรมชาติและพัฒนาให้สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการของพื้นที่ ด้วยการสันติภาพที่ยั่งยืนและความปลอดภัยที่มั่นคงมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากอำนาจพิเศษสู่ระบบพลเรือนที่เข้มแข็ง โดยมี “กฎหมายสันติภาพ” เป็นกลไกขับเคลื่อนการเมือง นิรโทษกรรมเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่สันติภาพและสันติสุข  มี “ศูนย์เฝ้าระวังภัย” เป็นกลไกคุ้มครองชีวิตประชาชน และการพัฒนาการให้สอดคล้องกับบริบท พร้อมกับมีนโยบายสำคัญดังนี้

          4.2.1 ยุทธศาสตร์ “ประชาชาติ 10-100-0”

          พรรคประชาชาติมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ประชาชาติ 0–10–100” หรือ0% คอร์รัปชัน : 10% การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) : 100% นิติรัฐนิติธรรม” เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีแนวนโยบายสำคัญดังต่อไปนี้

          ยุทธศาสตร์ที่ 1. “0% คอร์รัปชัน”

          พรรคประชาชาติมุ่งดำเนินนโยบายเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามอบายมุขและการทุจริตในทุกรูปแบบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยครอบคลุมทั้งการทุจริตเชิงนโยบาย การทุจริตเชิงโครงสร้าง และการทุจริตในระดับพื้นที่ รวมถึงอบายมุขและกิจกรรมผิดกฎหมายที่บ่อนทำลายศีลธรรม สังคม และความมั่นคงของชุมชน อาทิ ยาเสพติด การพนัน การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้พรรคได้กำหนดแนวนโยบายและมาตรการสำคัญ ดังต่อไปนี้

          – จัดให้มีกลไกการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ผ่านการจัดตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบ ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการใช้งบประมาณย้อนหลัง เพื่อร่วมกันจัดทำและพัฒนาฐานข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

          – ส่งเสริมการบริหารงบประมาณในลักษณะ “รวมศูนย์เพื่อสันติภาพ” โดยมอบหมายให้ ศอ.บต. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการจัดทำคำของบประมาณจากส่วนกลางเพียงจุดเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนของโครงการ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ และป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณด้านความมั่นคงที่ยากต่อการตรวจสอบ

          – มีระบบการช่วยเหลือเยียวยาภัยพิบัติและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอันเกิดจากความขัดแย้ง โดยใช้ระบบดิจิทัลที่ตรวจสอบสถานะการเยียวยาได้ทุกขั้นตอน ทำให้ขั้นตอนการฟื้นฟู เยียวยาโปร่งใส เข้าถึงประชาชนได้อย่างทันท่วงที ตั้งเป้าหมายให้การทุจริตคอร์รัปชันในการฟื้นฟูเยียวยาเป็นศูนย์

          – ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เหลือศูนย์ ผ่านการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ได้มาตรฐานยกระดับการศึกษาตาดีกา ปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อรับรองสถานะและจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมให้แก่สถานศึกษาศาสนาควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรศาสนาและหลักสูตรสามัญในลักษณะคู่ขนาน ส่งเสริมการเทียบโอนผลการเรียนรู้เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ดูแลสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการศึกษา โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน และความเคารพต่ออัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและเสริมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่

          – ส่งเสริมให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างรอบด้าน ครอบคลุมการป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟู โดยให้ชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของปัญหาและเจ้าของแนวทางแก้ไข ขณะที่รัฐทำหน้าที่สนับสนุน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว

          – เร่งสร้างความปลอดภัยในการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ด้วยการสร้างพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในการอยู่ร่วมกันของสังคม สนับสนุนกระบวนการพูดคุยเพื่อสร้างสันติภาพโดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเพื่อขจัดความรู้สึกหวาดระแวง อคติ และความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันของฝ่ายต่างๆ ในระดับพื้นที่และในระดับประเทศรวมทั้งประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียนและโลกมุสลิมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน

          ยุทธศาสตร์ที่ 2. “10% โต” (GDP ของจังหวัดชายแดนภาคใต้)

          พรรคประชาชาติมีนโยบายในการผลักดันให้เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านความเชื่อมั่นในกระบวนการสันติภาพ โดยมุ่งเน้นนโยบายดังต่อไปนี้

          – ใช้กฎหมายกระบวนการสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งและดึงดูดการลงทุนจากโลกมุสลิมและอาเซียน ผลักดันให้มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม โดยจะผลักดันให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเร่งรัดศึกษา กำหนดที่ตั้ง และดำเนินการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลให้เสร็จสิ้นอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

          – ส่งเสริมการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเชิงบูรณาการ FreeTax + Freeport + DutyFree + BOI เพื่อผลักดันการลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยมุ่งต่อยอดจากรูปแบบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อทำให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษเชิงบูรณาการ อันจะสร้างแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจ ให้นักลงทุนทั้งประเทศมุสลิมที่มีศักยภาพ และนักลงทุนนานาชาติ สนใจเข้ามาพัฒนาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนอันเปี่ยมไปด้วยทรัพยากรที่มีคุณค่าหลายอย่าง โดยการออกมาตรการจูงใจด้านภาษีและอากรอย่างครบวงจร อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษบูรณาการนี้ การยกเว้นอากรนำเข้าและส่งออกในรูปแบบ Freeport การยกเว้นภาษีทุกประเภท ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 2 เฉพาะที่แบ่งให้ท้องถิ่น และภาษีท้องถิ่นหรือภาษีรูปแบบเฉพาะในรูปแบบ Duty Free และผนวกการส่งเสริมการลงทุนตามรูปแบบของ BOI เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจสามจังหวัดชายแดน ให้เป็นแหล่งเศรษฐกิจที่มีพลังในอนาคต อันจะสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีความน่าสนใจและสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคต่อไป

          -สนับสนุนการจัดตั้ง “กองทุนหมู่บ้านสันติสุข” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพัฒนาต่อยอดจากแนวคิดกองทุนหมู่บ้านในอดีต แต่ปรับเป้าหมายให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และสถานการณ์ความขัดแย้ง เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในระดับฐานราก ให้ชุมชนมีแหล่งเงินทุนหมุนเวียนของตนเอง ลดปัญหาการขาดแคลนเงินทุน และลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ อันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม กองทุนนี้ยังส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของชุมชน โดยเปิดโอกาสให้หมู่บ้านบริหารจัดการกองทุนด้วยตนเอง เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพ โดยเฉพาะการเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสำหรับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในการพัฒนาทักษะอาชีพ สร้างงาน และดำเนินกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ช่วยป้องกันปัญหาสมองไหล ลดแรงจูงใจในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และลดปัจจัยเสี่ยงด้านความรุนแรง

          – ยกระดับและผลักดันสินค้าเกษตรฮาลาลของจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่ตลาดสากล สนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเงินทุนในการพัฒนาสินค้าเกษตรฮาลาลที่มีมูลค่าเพิ่ม พร้อมผลักดันการสร้างอัตลักษณ์สินค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สินค้าเกษตรจากจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความโดดเด่น สามารถแข่งขันได้ในตลาดฮาลาลระดับอาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดมุสลิมทั่วโลกผ่านการพัฒนามาตรฐานการผลิตและแปรรูป การรับรองฮาลาลที่น่าเชื่อถือ และการเชื่อมโยงตลาดส่งออก เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างรายได้ให้เกษตรกร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

          – ปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยกเลิกการจัดสรรงบประมาณแบบสัดส่วนคงที่ที่ไม่สะท้อนสภาพปัญหาที่แท้จริง และเปลี่ยนมาใช้ สูตรการจัดสรรงบประมาณตามระดับความจำเป็นและความยากจนของพื้นที่ (Needs-based Formula) เป็นหลัก สูตรดังกล่าวจะคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ อาทิ ระดับรายได้และความยากจนของประชาชน ความขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพการศึกษาและสาธารณสุข สถานการณ์ความเปราะบางทางสังคม รวมถึงภาระต้นทุนจากปัญหาความไม่สงบพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่สะสมมาอย่างยาวนาน เพื่อให้จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถลงทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างสอดคล้องกับสภาพจริง ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ และสร้างโอกาสการพัฒนาที่เท่าเทียมกับภูมิภาคอื่นของประเทศอย่างยั่งยืน

          – สร้างความปลอดภัยเชิงรุก โดยจัดให้มี “ศูนย์ป้องกันและเฝ้าระวังภัยพิบัติ” ป้องกันความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติและภัยจากมนุษย์ ด้วยระบบ Real-time Risk Map เพื่อคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมและย่านธุรกิจ ผ่านมาตรการ 6 ด้าน ได้แก่ 1) ป้องกันภัยธรรมเชิงรุกในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยการจัดทำฐานข้อมูลและแผนที่เสี่ยงภัย (Risk Map) แบบเรียลไทม์ พร้อมปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เสี่ยงให้ปลอดภัย 2) พัฒนาระบบติดตามสถานการณ์และช่องทางแจ้งเตือนที่เข้าถึงประชาชนผ่านมือถือและเครือข่ายชุมชนอย่างทั่วถึง รวดเร็ว ทันกับสถานการณ์ 3) ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุสม่ำเสมอ จัดเตรียมอุปกรณ์กู้ภัย และศูนย์พักพิงชั่วคราวให้มีความพร้อมใช้งาน 24 ชั่วโมง 4) จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ร่วม (Single Command) เพื่อบูรณาการการช่วยเหลือและอพยพประชาชนอย่างมีเอกภาพ 5) ใช้ระบบเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการสำรวจความเสียหายเพื่อดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาให้กับผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำข้อมูลมาทำการวิจัยเพื่อวิเคราะห์ถอดเป็นบทเรียนเพื่อใช้ในการป้องการเหตุการณ์ภัยพิบัติในอนาคตล่วงหน้า และ 6) สนับสนุนงบประมาณแก่เครือข่ายอาสาสมัครชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้สามารถจัดการภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน

          – จัดตั้งกองทุนเยียวยาเพื่อสันติภาพ เพื่อสนับสนุนและอัดฉีดทรัพยากรทางการเงินแก่ผู้ได้รับผลกระทบ ให้สามารถฟื้นฟูคุณภาพชีวิต กลับมาประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

          – ส่งเสริมและยกระดับแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีศักยภาพและอัตลักษณ์โดดเด่น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน โดยต่อยอดจากต้นทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น (Soft Power) ควบคู่กับการจัดทำ แผนที่การท่องเที่ยวเชิงเชื่อมโยง (Tourism Connectivity Map) ที่บูรณาการแหล่งท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าด้วยกัน เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นกลไกสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนภายในชุมชน และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

          ยุทธศาสตร์ที่ 3. “100%  นิติรัฐนิติธรรม”

          การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรมเป็นแกนกลาง โดยให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของประชาชนทุกคน การบังคับใช้กฎหมายต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและลดเงื่อนไขความขัดแย้งที่สะสมมาอย่างยาวนาน พรรคประชาชาติมุ่งเน้นนโยบายดังต่อไปนี้

          – ปฏิรูปและปรับปรุงกฎหมายพิเศษที่ใช้บังคับในพื้นที่ ได้แก่ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดนโยบายไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ ในระดับหมู่บ้าน ชุมชน และเขตเมือง ให้ใช้กำลังตำรวจและ/หรือกลไกพลเรือนในการดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยตามอำนาจหน้าที่ แทนการใช้กำลังทหารซึ่งควรปฏิบัติภารกิจหลักด้านการป้องกันประเทศ

          – ยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ และคืนสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแก่ประชาชน โดยยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎอัยการศึก เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การบังคับใช้กฎหมายปกติและการบริหารจัดการโดยพลเรือนอย่างเต็มรูปแบบ

          – ส่งเสริมให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. ศอ.บต. พ.ศ. 2553 โดยเสนอแนะให้มีการเพิ่มบทบัญญัติเรื่อง “กระบวนการสันติภาพในการอยู่ร่วมกันบนฐานสังคมพกุวัฒนธรรม” เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของ สมช. และ สภาที่ปรึกษาฯ ในฐานะกลไกสันติภาพระดับชาติและพื้นที่ เพิ่มบทบัญญัติเรื่อง “การบริหารจัดการภัยพิบัติระดับพื้นที่” โดยกำหนดให้ ศอ.บต. เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการฐานข้อมูลและความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นเพื่อเฝ้าระวังภัยพิบัติ เพิ่มมาตราที่รับรองสถานะและความคุ้มครองแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการสันติภาพ

          – คืนอำนาจสูงสุดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองและกฎหมาย โดยปรับปรุงพระราชบัญญัติศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้คณะกรรมการระดับพื้นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมดร้อยละ 100 (อำเภอละ 1 คน) เพื่อให้การบริหารงานยึดโยงกับเจตนารมณ์และความต้องการของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

          – ส่งเสริมหลักความคุ้มกันแห่งเสรีภาพ (Freedom Immunity) ในการแสดงออกทางการเมืองในพื้นที่สาธารณะ โดยรับรองว่าการแสดงออกที่เป็นไปโดยสันติ เป็นสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่ต้องได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่

          – พรรคประชาชาติเชื่อมั่นว่าตามหลักนิติธรรม คนเป็นหนี้ต้องได้รับโอกาส และหนี้ไม่ควรเป็นพันธนาการที่ปิดกั้นอนาคตของชีวิตตลอดไป โดยเฉพาะเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ สังคม และโอกาสการจ้างงานจากปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน พรรคประชาชาติมีนโยบายพักชำระหนี้ลูกหนี้ กยศ. ทุกสถานะบัญชี เป็นระยะเวลาปลอดภาระ 10 ปี ควบคู่กับการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้ที่ประสบปัญหา เพื่อฟื้นฟูศักยภาพชีวิตและลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่อาจนำไปสู่ปัญหาสังคม ความรุนแรง หรือยาเสพติด สำหรับลูกหนี้ที่ค้างชำระและสมัครใจเข้าร่วมโครงการ พรรคประชาชาติเสนอแนวทางแปลงภาระหนี้เป็นโอกาสรับใช้สังคมและสร้างสันติภาพในพื้นที่ โดยเปิดโอกาสให้ผ่านการคัดเลือกเข้าปฏิบัติงานในฐานะบุคลากรภาครัฐหรือภาคสาธารณะใน 3 ภารกิจเร่งด่วนของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ 1) กลุ่มส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม: ดูแลอากาศสะอาดและการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM25 2) กลุ่มสาธารณสุขชุมชน: เสริมกำลังสุขอนามัยและดูแลสุขภาพประชาชน และ 3) กลุ่มสาธารณประโยชน์: งานพัฒนาท้องถิ่น งานจัดการฐานข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ งานส่งเสริมป้องกันยาเสพติด

          – เสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการค้นหาความจริงอย่างเป็นกลาง ควบคู่กับการประยุกต์ใช้กระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์หรือยุติธรรมชุมชนบนฐานของหลักการทางศาสนา เพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง และดำเนินการเยียวยา ฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ อาทิ เด็กกำพร้า หญิงหม้าย และมารดาผู้สูญเสีย อย่างเหมาะสมและมีศักดิ์ศรี

          – ตรากฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยและคุ้มกันด้านกฎหมายแก่คณะพูดคุยและผู้เข้าร่วมกระบวนการสันติภาพทุกฝ่าย เพื่อสร้างความไว้วางใจในการเจรจาคุ้มครองประชาชนที่แสดงความคิดเห็นเรื่องรูปแบบการปกครองโดยสันติในเวทีปรึกษาหารือสาธารณะ ไม่ให้ถูกฟ้องร้องในข้อหายุยงปลุกปั่นนำมาตรการถอนฟ้องหรือพักโทษมาใช้กับผู้ที่พร้อมเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ พร้อมตั้งกองทุนเยียวยาที่เป็นธรรมและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

          – กำหนดมาตรการนิรโทษกรรมทางอาญา แพ่ง และปกครอง แก่ผู้ที่กระทำความผิดอันมีมูลเหตุจากการแสดงออกทางการเมือง อุดมการณ์ทางความคิด หรือการชุมนุมโดยสันติ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ ให้ครอบคลุมฐานความผิดที่สำคัญในพื้นที่ อาทิ ความผิดฐานอั่งยี่ ซ่องโจร ความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามมาตรา 135/1–135/3 เท่าที่กำหนดไว้ในบัญชีท้าย ตลอดจนความผิดอันเกิดจากการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการดำเนินการดังกล่าว ให้จัดตั้ง กลไกพิเศษเพื่อสันติสุข (Peace Mechanisms) โดยมีคณะกรรมการนิรโทษกรรมซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วน รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการความขัดแย้ง นักกฎหมาย และองค์กรภาคประชาสังคม ทำหน้าที่พิจารณาและวินิจฉัยความผิดเป็นรายกรณีอย่างรอบคอบ เป็นธรรม และโปร่งใส ภายใต้หลักนิติรัฐและนิติธรรม นอกจากนี้ ให้ดำเนินการ ลบประวัติอาชญากรรมของผู้ที่ได้รับสิทธินิรโทษกรรมทั้งหมด เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถกลับคืนสู่สังคม ประกอบอาชีพ และดำเนินชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ปราศจากตราบาปหรือมลทิน อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความปรองดองและสันติสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

4.3 ความขัดแย้งบริเวณชายแดน

          ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ซับซ้อน เช่น บริเวณปราสาทโบราณและเส้นเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตย ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ชาตินิยม และผลประโยชน์ทางการเมือง ความขัดแย้งดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐ แต่ยังกระทบต่อความเป็นอยู่ ความปลอดภัย และความสัมพันธ์ของประชาชนสองประเทศ การใช้กำลังทางทหารไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ตรงกันข้ามกลับเพิ่มความสูญเสียและความไม่ไว้วางใจ ดังนั้น นโยบายนี้จึงมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาด้วย “สันติวิธี” บนพื้นฐานของการเจรจา ความร่วมมือ ความเคารพซึ่งกันและกัน และกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมี 5 แนวนโยบายและมาตรการสำคัญดังนี้

          ด้านการเมืองและการทูต

          – จัดตั้งหรือฟื้นฟู คณะกรรมาธิการร่วมไทย–กัมพูชา (Joint Boundary Commission: JBC) ให้มีความต่อเนื่อง โปร่งใส และมีอำนาจเชิงปฏิบัติ

          – ใช้การเจรจาอย่างสม่ำเสมอในทุกระดับ ทั้งระดับผู้นำ รัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่เทคนิค

          – แยกประเด็นข้อพิพาทชายแดนออกจากการเมืองภายใน เพื่อป้องกันการปลุกกระแสชาตินิยม

          – ใช้กลไกของอาเซียนในฐานะ “ตัวกลางที่เป็นมิตร” (ASEAN Good Offices) เพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจา

          ด้านกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศ

          – ยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ และกฎหมายว่าด้วยการระงับข้อพิพาทโดยสันติ

          – ส่งเสริมการใช้ข้อมูลทางเทคนิค แผนที่ ภาพถ่ายดาวเทียม และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน

          – หากจำเป็น ให้พิจารณาการใช้กลไกตุลาการระหว่างประเทศหรือคณะอนุญาโตตุลาการโดยความยินยอมร่วมกัน และเคารพคำตัดสินหรือข้อเสนอแนะของกลไกระหว่างประเทศอย่างจริงใจ

          ด้านความมั่นคงและการทหาร

          – ลดการเผชิญหน้าทางทหารในพื้นที่พิพาท และจัดตั้ง เขตลดความตึงเครียด (Demilitarized or Buffer Zones)

          – จัดทำมาตรการสร้างความไว้วางใจ (Confidence-Building Measures: CBMs) เช่น การแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อมีการเคลื่อนกำลัง หรือ การลาดตระเวนร่วมในบางพื้นที่

          – เพิ่มช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างหน่วยทหารชายแดนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน

          – ส่งเสริม การพัฒนาร่วมกัน (Joint Development) ในพื้นที่ชายแดน เช่น การค้า การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน

          – จัดตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดนที่เน้นผลประโยชน์ร่วม ไม่ใช่การแข่งขัน

          – สนับสนุนการจ้างงานและรายได้ของประชาชนในพื้นที่เพื่อลดเงื่อนไขของความขัดแย้ง

          – คุ้มครองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมร่วมให้เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ ไม่ใช่สนามความขัดแย้ง

          ด้านสังคม วัฒนธรรม และประชาชน

          – ส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน (People-to-People Relations) เช่น โครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน หรือ ความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรม

          – สนับสนุนบทบาทของภาคประชาสังคม นักวิชาการ และสื่อมวลชนในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนหรือสร้างวาทกรรมเกลียดชัง

          – ส่งเสริมอัตลักษณ์ร่วมและประวัติศาสตร์ร่วมอย่างสมดุล

คําประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง

คําประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคประชาชาติ

(1) พรรคประชาชาติ มีเป้าประสงค์เพื่อดําเนินกิจการทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นพรรคการเมืองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ที่สมาชิกพรรค มาจากหลากหลายอาชีพ วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และถิ่นกําเนิดร่วมกันพัฒนาการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย   ทั้งในฐานะประชาชนและพลเมืองของโลก 

(2) พรรคประชาชาติเชื่อว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน จึงต้องส่งเสริมการกระจายอํานาจให้ประชาชนและองค์กรท้องถิ่น โดยรัฐเป็นผู้กระจายความสุขและผลประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างสมดุล

(3) พรรคประชาชาติ เชื่อว่าประโยชน์สูงสุดของประชาชน และความมั่นคงของประเทศเป็นสิ่งเดียวกันจึงมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมเพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน แก้ไขปัญหาความยากจน ขจัดการผูกขาดและความเหลื่อมล้ำทั้งด้านสิทธิโอกาสอํานาจ และศักดิ์ศรี ตลอดจนลดปัจจัยเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งเสริมสร้างระบบสวัสดิการทางสังคมแก่ประชาชน 

 (4) พรรคประชาชาติ เชื่อว่าการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม การกดขี่ การกระทําทุจริต และความขัดแย้งในสัง คมต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตยและความยุติธรรมบนฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามแนวทางสันติวิธี โดยรัฐต้องมีหน้าที่อํานวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม รวมทั้งต้องไม่ใช้วิธีการแก้ไขโดยใช้กำลัง หรืออํานาจเผด็จการที่ไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย หรือ กระทําการใดๆ ให้ประชาชนหวาดกลัวและจํายอม 

(5) พรรคประชาชาติ เชื่อว่าความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา จารีตประเพณี และความคิด เป็นลักษณะทั่วไปของสังคมพหุวัฒนธรรม ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน แบ่งปัน และเกื้อกูลกัน พรรคประชาชาติจึงมุ่งขจัดการครอบงํา หรือเลือกปฏิบัติทางวั ฒนธรรมโดยไม่เป็นธรรม  

 (6) พรรคประชาชาติ เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีคุณค่าและมีศักยภาพ มนุษย์จึงเป็นเป้าหมายหลักที่จะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม ทั่วถึง และมีอิสระ เพื่อจะได้เป็นทรัพยากรสําคัญในการพัฒนาประเทศและสังคมโลก 

(7) พรรคประชาชาติ เชื่อว่ามนุษย์มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพในสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของบุคคลอื่น เคารพในกติกาที่ร่วมกันสร้าง และทําประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม 

(8) พรรคประชาชาติ เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นปรากฏการณ์ปกติของสังคม มนุษย์จึงจําเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ การศึกษาวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี อันจะนําไปสู่ความเจริญผาสุกของประชาชาติ 

 (9) พรรคประชาชาติ เชื่อว่าประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก จึงมุ่งที่จะส่งเสริมและแสวงหาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ภูมิภาค อนุภูมิภาค และประชาคมโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และการเมืองเพื่อสร้างความเข็มแข็งของพหุวัฒนธรรมในบริบทโลก 

นโยบายของพรรค

นโยบายของพรรคประชาชาติ มีดังนี้

พรรคประชาชาติให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมและเปิดโอกาสให้สมาชิกร่วมกำหนดนโยบาย พัฒนาการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงมีส่วนร่วมในกระบวนการคัดสรรผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบต่างๆ ตลอดจนการกำหนดมาตรการและกลไกที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนเพื่อให้มีการดําเนินการตามนโยบาย รวมถึง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลและชุมชน โดยมีนโยบาย ดังนี้

(1.) นโยบายพื้นฐาน

ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตย รวมถึง อํานวยการให้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ เป็นไปด้วยความยุติธรรม เสมอภาค สามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดจน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยธํารงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม 

 (2.) นโยบายเฉพาะของพรรค 

ส่งเสริม “ สังคมพหุวัฒนธรรม ” ที่เคารพในความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ถิ่นกําเนิด ความเชื่อ และอุดมการณ์ อันจะนําไปสู่ความเป็น  “ประชาชาติ ”  ที่ชาติคือประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย เป็นพลเมืองของประเทศที่อยู่ร่วมกันอย่างเสมอหน้าและสันติ มีความเคารพ รวมถึงเอื้ออาทรต่อกันภายใต้การรับรองโดยกฎหมาย อีกทั้ง มุ่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามหลักนิติธรรม  ส่งเสริมแนวทางสันติวิธี กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ยุติธรรมทางเลือก ตลอดจนการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุต่างๆ ในทุกด้าน เพื่อให้สามารถดํารงชีวิตอย่างมีคุณภาพใน 
“สังคมพหุวัฒนธรรม ” 

(3.) นโยบายรวม

(3.1) ด้านการบริหารและการปกครอง 

          มุ่งเน้นการกระจายอํานาจหน่วยราชการจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่ องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ หรือตามสาขาอาชีพที่หลากหลาย โดยใช้ฐานของท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในการตอบสนองความความต้องการของประชาชน แก้ไขปัญหา และขจัดความเหลื่อมล้ำทางด้าน สิทธิ โอกาส อํานาจและศักดิ์ศรี ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การวางแผน การตัดสินใจ  และการพัฒนาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทําบริการสาธารณะและตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่สําหรับท้องถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครองตนเองได้ย่อมมีสิทธิจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในพื้นที่นั้น โดยการปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถมีรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ โดยเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ และ มีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ และประชาชน

          กรณีเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น ภูเก็ต จังหวัดชายแดนภาคใต้  รวมทั้ง ท้องถิ่นอื่นๆ ที่มีลักษณะเฉพาะ จะส่งเสริมให้มีการปกครองในรูปแบบพิเศษตามหลักแห่งการปกครอง ตนเองที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ กระชับและคล่องตัวในการให้บริการสาธารณะและตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง ส่วนกรุงเทพมหานคร จะจัดให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารตั้งแต่ระดับเขตจนถึงผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร แก้ปัญหาการจราจร กำจัดขยะและสิ่งปฏิกูล  รวมถึงทบทวนและย้ายหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐออกจากศูนย์กลางเมืองเพื่อลดความแออัดและพัฒนารูปแบบตลอดจนโครงสร้างของเมือง และบริการสาธารณะสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ ( smart city ) รวมถึง และปรับโครงสร้างทางการบริหารที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยยึดหลักธรรมาภิบาล 

          ปฏิรูประบบการจัดทํางบประมาณแผ่นดินให้มีความสมดุลกับการจัดเก็บรายได้ และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ จัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมลํ้า โดยจัดตั้งสถาบันอิสระในสังกัดสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตรวจสอบ วิเคราะห์ ติดตามผลระบบงบประมาณแผ่นดิน และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทํางบประมาณทุกขั้นตอนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งสร้างความเป็นธรรมและเพิ่มประสิทธิภาพในระบบภาษีอากร อาทิ จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครอบคลุมรายได้จากทรัพย์สินมรดกและทรัพย์สินทุกประเภทอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลจะมีการปฏิรูปหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์เพื่อลดความเหลื่อมลํ้า และมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการใช้ดุลยพินิจตามอําเภอใจของเจ้าพนักงานในการจัดเก็บภาษี เป็นต้น

          ขจัดและป้องกันการกระทําทุจริตต่อหน้าที่ ปรับโครงสร้างและปฏิรูประบบราชการด้วยการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้าราชการ บุคลากรของรัฐ และองค์กรต่างๆ สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงเป้าหมาย และสอดคล้องกับการพัฒนา โดยต้องลดขนาดกำลังคน เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส ให้สามารถตรวจสอบได้ในวงกว้างและเชื่อมโยง กับทุกฝ่าย รวมถึงต้องถ่ายโอนบางภารกิจของภาครัฐให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมดําเนินการแทน พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงภายในให้มีความสมดุลกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคง   โดยคํานึงถึงความผาสุกของประชาชนเป็นหลัก 

          ส่งเสริมความยุติธรรมในอาชีพข้าราชการทุกประเภทตามหลักธรรมาภิบาล  รวมถึงให้คัดเลือก สรรหา หรือเลือกตั้งจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ หรือมีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อดํารงตําแหน่งสําคัญที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศหรือตําแหน่งตัวแทนของประเทศ 

(3.2) ด้านการต่างประเทศ 

          ส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ และถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนปฏิบัติตามสนธิสัญญา อนุสัญญา และความตกลงว่าด้วยเรื่องต่างๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้งตามพันธกรณีที่ได้กระทําไว้กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ ส่งเสริมการค้า การลงทุน  สังคม การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และแรงงานกับนานาประเทศ โดยเฉพาะกับอาเซียน พร้อมกับให้ความคุ้มครอง และดูแลผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ ตลอดจนสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจให้ไทยได้รับการยอมรับ มีเกียรติและศักดิ์ศรีในสายตานานาชาติ 

          เน้นการสร้างความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับประเทศในเขตวัฒนธรรมเดียวกัน เช่น เขตวัฒนธรรมมลายู ซึ่งประกอบด้วยชายแดนภาคใต้ของไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์ และกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่นํ้าโขง เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียน มา และจีน ตลอดจนเร่งฟื้นฟูและปรับความสัมพันธ์ทวิภาคีของไทยกับบางประเทศให้กลับสู่ภาวะปกติ เช่น ความสัมพันธ์กับราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น 

(3.3) ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 

          ผลักดันให้มีการยกเลิกและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ไม่จําเป็นไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดํารงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และกฎหมายที่บัญญัติขึ้นในขณะที่ประเทศไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยรวมถึงให้มีการบัญญัติ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับระบบอนุญาตไว้ในกฎหมายและพึงยกเลิกระบบที่ให้อํานาจคณะกรรมการในการใช้ ดุลพินิจพิจารณาอนุญาต อนุมัติ หรือสั่งการ ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งของความไม่เป็นธรรมและเป็นช่องทางในการทุจริต  ตลอดจนส่งเสริมให้ทนายความ นักกฎหมาย และนักวิชาการ รวมทั้งสถาบันการศึกษา ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ ประชาชนอย่างทั่วถึง  อีกทั้ง การร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ต้องให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย   มีส่วนร่วม มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและให้นําผลการรับฟังความคิดเห็นมาแสดงให้สาธารณะ ได้ทราบและมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้ด้วย

          จัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคที่เป็นอิสระในจํานวนที่เหมาะสม ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และหลากหลายอาชีพ เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายหลังกฎหมายใช้บังคับแล้วรวมทั้ง ส่งเสริมให้มีหน่วยงานคณะกรรมการกฤษฎีกาประจําจังหวัดหรือท้องถิ่นบางแห่งที่มีความจําเป็น

          ปฏิรูปองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีที่มาจากตัวแทนสหวิชาชีพและมีความยึดโยงกับประชาชน ตลอดจนมีกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลคําสั่งหรือคําพิพากษา

          ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการยุติธรรม ได้แก่ งานตํารวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ กรมบังคับคดี และกระทรวงยุติธรรม รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม และมีการตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ รวมถึงมีการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในทางอาญาเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา เช่น สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว หรือขั้นตอนการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือองค์กรที่มีหน้าที่สอบสวนในทางอาญา ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและมาตรฐานการสอบสวน อีกทั้งจะต้องกระทําในรูปขององค์คณะเพื่อป้องกันการแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรมและให้ถือมติเสียงข้างมากในการมีความเห็นทางคดี เป็นต้น รวมถึง ให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ศาลเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางและต้องไม่ใช่หน่วยงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทําให้ตาย ร่วมเป็นผู้สอบสวนสาเหตุการตายที่เกิดจากการวิสามัญฆาตกรรม หรือ การตายที่เกิดจากการกระทําของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงให้ดําเนินการไต่สวนอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

          ปฏิรูประบบราชทัณฑ์ที่มีผู้ต้องขังแออัดและสุขอนามัยขัดหลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งให้ปฏิบัติต่อผู้ต้องหา หรือจําเลยก่อนคําพิพากษาคดีถึงที่สุดตามรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่ายังไม่ใช่ผู้กระทําผิดจะปฏิบัติเหมือนนักโทษเด็ดขาดไม่ได้

          ส่งเสริมการนําเทคโนโลยีด้านการจัดการข้อมูล ได้แก่ ระบบข้อมูลขนาดใหญ่ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ระบบคลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์ มาใช้ในงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน ป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล รวมทั้งสนับสนุนการดําเนินการ การตรวจสอบถ่วงดุลเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม และผู้บังคับใช้กฎหมายอื่น ตลอดจนตรวจสอบทบทวนสัญญา รวบรวม คัดกรองข้อมูลเกี่ยวกับคดี รวมถึงการใช้คลังข้อมูลที่จัดเก็บในรูปแบบที่สามารถนําไปวิเคราะห์ ช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการด้านกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม

(3.4) ด้านเศรษฐกิจ 

          ส่งเสริมและสนับสนุนระบบเศรษฐกิจกระแสหลักแบบเสรีและเป็นธรรม หรือ  ระบบเศรษฐกิจแบบทางเลือก  ที่หมายรวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มุ่งใช้องค์ความรู้ การสร้างสรรค์งานทรัพย์สิน ทางปัญญา เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนระบบเศรษฐกิจฐานคุณธรรม ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือ ดูแล  ผู้เดือดร้อน และธุรกรรมทางการเงินที่สอดคล้องกับหลักการทางศาสนา 

     (3.4.1) เศรษฐกิจภาพรวม 

          ยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ซึ่งมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับความจําเป็นทางเศรษฐกิจ ให้การประกอบกิจการมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ป้องกันและขจัดสัมปทาน การผูกขาด ควบรวม ครอบงํา หรือซื้อกิจการของกลุ่มทุน รวมทั้งสนับสนุนสินค้าไทยที่ได้มาตรฐานอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการทุ่มตลาดจากสินค้าข้ามชาติ

          ปฏิรูปสถาบันการเงินทั้งรัฐและเอกชนที่มุ่งหารายได้และกำไรที่มากเกินควรจากค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย หรือค่าบริการที่เรียกเป็นอย่างอื่น พร้อมทั้ง ให้สถาบันการเงินของรัฐให้ยึดนโยบายหลัก ด้านการช่วยเหลือทางสังคมและเศรษฐกิจแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 

          จัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจําเป็นต่อการดํารงชีวิตของประชาชน ส่งเสริมและขยายโอกาสในการประกอบอาชีพ พร้อมกับพัฒนาศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานในการคมนาคม ทั้งในส่วนของรถไฟและสนามบินในภูมิภาค 

          พัฒนาเศรษฐกิจเชิงนิเวศวัฒนธรรมของท้องถิ่นต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนรายได้ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์ รวมทั้งเพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมตามศักยภาพบุคคลในท้องถิ่นที่มีความชํานาญและโดดเด่นในแต่ละสาขาการผลิต ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยมุ่งสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ ที่ไทยเป็นสมาชิก ตลอดจนพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศยุทธศาสตร์ที่สําคัญในภูมิภาคและนอกภูมิภาค 

          ส่งเสริมการค้าชายแดนครบวงจร สร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจในการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีการเชื่อมโยงกับประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ แล ะบรูไน โดยใช้ศักยภาพทางภาษาและวัฒนธรรมเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ  นอกจากนี้จะร่วมมือกับประเทศมาเลเซียอย่างใกล้ชิดทั้งในระดับรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนที่ยากจนในพื้นที่ ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหารไทย หรือร้าน “ต้มยำ” พร้อมกับยกระดับแรงงานท้องถิ่นและเร่งจัดหาแหล่งงานในประเทศเพื่อนบ้าน 

          ส่งเสริมเศรษฐกิจทางเลือกที่สอดคล้องกับศักยภาพ องค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึง ความถนัดของประชาชนและท้องถิ่นส่งเสริมประชาชนในการประกอบกิจการอิสระผ่านการทําธุรกิจออนไลน์ ส่งเสริมสนับสนุนนักธุรกิจรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ผ่านการตั้งกองทุนและวิธีการอื่นๆ ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจครบวงจร และธุรกิจเครือข่ายให้เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่จําเป็นต้องประกอบอาชีพในภาคเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการ เช่น หาบเร่ แผงลอย คนทํางานภาคกลางคืน รวมทั้งความสําคัญกับมาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคตามกฎหมาย 

          พัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานคุณธรรม โดยส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนกิจการเพื่อสังคม  เพื่อช่วยเหลือดูแลผู้เดือดร้อนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันทางการเงิน สหกรณ์ หรือกองทุน ที่เปิดช่องให้ดําเนินธุรกรรมทางการเงินที่สอดคล้องกับหลักการทางศาสนา เช่น สถานธนานุบาลปลอดดอกเบี้ย เป็นต้น 

          ในระดับหมู่บ้านและชุมชน ดําเนินการพัฒนาอย่างเสมอภาคและสอดคล้องกับวิถีชีวิต อัตลักษณ์ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และพัฒนาประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะ ผู้ด้อยโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพ และจัดสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง สนับสนุนครัวเรือนที่มีความพร้อมเป็นผู้ประกอบการ รวมทั้งยกระดับ OTOP และวิสาหกิจชุมชนเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนเป็น “หนึ่งอําเภอหนึ่งอุตสาหกรรม ”   

     (3.4.2) แก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินภาคประชาชน 

          ให้ความสําคัญกับแก้ไขปัญหาความยากจนกลุ่มครัวเรือนรากหญ้าด้วยให้ความรู้ ทักษะ และเปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยการผลิตต่างๆ โดยเฉพาะที่ดินทํากินและตลาด  ส่วนผู้ยากจนข้นแค้นจะช่วยเหลือด้วยการสังคมสงเคราะห์ เช่น ที่พักอาศัย เงินสงเคราะห์รายเดือน 

          ให้ความสําคัญกับการช่วยเหลือและแก้ปัญหาลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือไม่อาจช่วยตัวเองได้ โดยจัดตั้งสถาบันช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การจัดตั้งธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank) ที่มีรูปแบบการแก้ปัญหาหลายวิธีตามความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ อาทิ การซื้อหนี้เสีย และหลักทรัพย์ค้ำประกันของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินได้นําลูกหนี้ และหลักทรัพย์ค้ำประกันไปไว้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ เข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือโดยยึดแนวทาง “ทุกฝ่ายต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน คือ ลูกหนี้จะไม่ถูกฟ้องร้องและจะได้ทรัพย์คืน เจ้าหนี้จะได้รับการชําระหนี้ และรัฐบาลจะไม่เสียหาย ” การช่วยเหลือจะขายหนี้คืนให้กับลูกหนี้ในราคาเท่าทุน เพื่อเป็นการช่วยเหลือฟื้นฟูลูกหนี้ให้กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติโดยการพักชําระหนี้ และมีมาตรการหรือวิธีการ ฟื้นฟูอาชีพลูกหนี้ให้มีรายได้เพียงพอในการชําระหนี้คืน เป็นต้น 

          นอกจากนี้จะจัดให้มีการสอบทานและทบทวนการบริหารจัดการกองทุน ที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปี ในรูปองค์การมหาชน องค์การของรัฐที่เป็นอิสระ หรือ กองทุนที่เป็นนิติบุคคลอื่น เพื่อการพัฒนา  หรือ  ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและบริหารจัดการ ของกระทรวง ทบวง กรม หรือ หน่วยงานที่เรียกเป็นอย่างอื่นที่ผลการประเมินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่คุ้มค่า ให้ปฏิรูปและส่งเสริมให้จัดตั้งบรรษัทบริหารจัดการกองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ ( National Development and Management Fund/ NDMF)  เพื่อใช้เป็นกลไกในการสร้างความเข็มแข็งให้กับคนรากหญ้า ตลอดจน  ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และกรณี กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ก็จะมีการตั้งกองทุนในลักษณะเดียวกันเพื่อส่งเสริมสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล รวมทั้งให้มีการชะลอ หรือเจรจาไกล่เกลี่ยให้มีการชําระหนี้แบบผ่อนปรน โดยหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องดําเนินคดี หรือ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการกู้ยืม การเจรจา การปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม  พร้อมทั้ง มีการนํามาตรการ หรือมาตรฐานสิทธิมนุษยชนมาปฏิบัติ  รวมทั้ง จัดตั้ง “บรรษัทบริหารจัดการกองทุนเพื่อคนรากหญ้า ” ( Wealth Management Fund for the Grassroots/WMFG) หรือ  “บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์แห่งชาติเพื่อคนรากหญ้า ” (National Assets Management Company for the Grassroots/NAMCG)  เพื่อรับซื้อหรือโอนหนี้มีปัญหาหรือหนี้เสียมาบริหารจัดการโดย ไม่ทําลายวิธีปฏิบัติของธุรกรรมการกู้ยืมเงิน 

     (3.4.3) เศรษฐกิจการเกษตร

          สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรอย่างครบวงจรและถือเป็นวาระของชาติ คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาดให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด เน้นการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกตํ่า ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปสภาเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตร และรักษาผลประโยชน์ร่วม สนับสนุนและคุ้มครองระบบสหกรณ์ให้เป็นอิสระ  รวมทั้ง ขจัดและป้องกันการผูกขาดระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม 

          จัดตั้งและปรับปรุงองค์กรเพื่อพัฒนาการตลาดการเกษตร  เพื่อทําหน้าที่บริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดทั้งต่อเกษตรกร และผู้บริโภคและสามารถเชื่อมโยงกับตลาดภายในและตลาดโลก 

          ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและประมงพื้นบ้านเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในทางเศรษฐกิจ  ส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรรายย่อย และชุมชนท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันในระดับชาติโดยให้นําเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการผลิตและส่งเสริมการจําหน่าย 

          ยกระดับความสามารถของวิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหารและให้มีบทบาทหลักในระบบกระจายอาหาร ไม่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บรักษาและปรับปรุงพันธุ์พืชที่ตนใช้เพาะปลูกได้ ส่งเสริมวิสาหกิจเมล็ดพันธุ์ตลอดจนขยายระบบชลประทาน โดยเน้นระบบชลประทานในไร่นาแทนการสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่

          กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ พัฒนาการเกษตรและการปศุสัตว์ที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ  ต่อยอดและพัฒนาการเกษตรพื้นบ้าน เช่น สวนดูซง  (สวนไม้ผลผสมผสาน) สวนทุเรียน พันธุ์พื้นบ้าน การปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้าน   ตลอดจน  ส่งเสริมการแปรรูปพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม 

(3.5) ด้านสังคม 

          ส่งเสริมและสนับสนุน “สังคมพหุวัฒนธรรม ” ที่กลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา และความเชื่อ ต่างๆ สามารถดํารงชีวิตอย่างสอดคล้องกับวัฒนธรรม ประเพณี และตามความสมัครใจ โดยไม่มีการผูกขาด ครอบงํา หรือ เลือกปฏิบัติ ทุกคนได้รับการส่งเสริมศักยภาพให้เกิดเป็นคุณค่าและเป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศ โดยผลักดันให้มีมาตรการคุ้มครองสังคมพหุวัฒนธรรมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนู ญ และป้องกันการยุยง ปลุกปั่นหรือสร้างความเกลียดชัง โดยอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมกับพัฒนาสังคมในแต่ละด้านดังนี้

     (3.5.1) เด็กและเยาวชน 

          เด็กและเยาวชนมีสิทธิในการอยู่รอด ได้รับการปกป้องคุ้มครอง และได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาตามศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยคํานึงถึงการ มีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเป็นสําคัญ เด็กและเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแลมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษา อบรมที่เหมาะสมจากรัฐ  รวมทั้ง ให้ความช่วยเหลือและดูแลเด็กกำพร้า เด็กพิเศษ ตลอดจนเด็กที่เป็นบุตรของแรงงานข้ามชาติ 

          มีมาตรการเพื่อสร้างผู้นําเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนประชาธิปไตย เพื่อเตรียมความพร้อมในการนําพาประเทศชาติในอนาคต  พร้อมกับสนับสนุนให้มีการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่เยาวชน 

          แก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งด้านการป้องกัน ปราบปราม บําบัด ฟื้นฟูให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตลอดจนนํามาตรการที่สัมฤทธิ ์ ผลในการแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึง ผลการวิจัยเกี่ยวกับตัวยาและสารเสพติดมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย  กรณีเด็กและเยาวชนที่ติดยาเสพติด ส่งเสริมการนําระบบ “ยุติธรรมทางเลือก ” มาใช้ในการแก้ปัญหาที่เอื้อต่อบทบาทของครอบครัว ผู้นําศาสนา และผู้นําชุมชน ในการมีส่วนร่วมในการแก ้ปัญหา ใช้วิธีการแก้ไขแทนการลงโทษ ใช้การกีฬาเพื่อเป็นกลไกในการบูรณาการเยาวชนกับระบบเศรษฐกิจเพื่อเป็นช่องทางในการสร้างงาน สร้างรายได้ เข้าสู่ชุมชนและสังคม ตลอดจนป้องกันและแก้ไขการแพร่ระบาดของยาเสพติด เช่น กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประสบปัญหาการแพร่ระบาดน้ำต้มใบกระท่อม สนับสนุนให้มี “สภาเยาวชน…” เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้เรียนรู้ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยให้มีการฝึกอบรมเสวนาผ่าน “สถาบันพัฒนาประชาธิปไตย ” รวมถึง ทำความรู้จักและดูแลซึ่งกันและกัน  ส่งเสริมสนับสนุนให้มี “ศูนย์กีฬาประจําตําบล ”  รวมทั้ง จัดตั้งศูนย์ศาสนบําบัดยาเสพติดครบวงจร

     (3.5.2) การศึกษา 

          การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นเสรีภาพของบุคคล โดยสนับสนุนการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาปฐมวัย พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบให้เท่าเทียมกัน และได้มาตรฐานนานาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาความคิด สติปัญญา และศักยภาพของผู้เรียนให้มีการบูรณาการทั้งทางสติปัญญา จิตวิญญาณ วุฒิภาวะทางอารมณ์ และความสมบูรณ์ของร่างกาย  มีหลักสูตร และกิจกรรมที่สร้างความรับผิดชอบ มีคุณธรรม ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี  เสียสละ และมีจิตใจที่เป็นมิตรภาพบนความแตกต่างหลากหลาย เพื่อเป็นประชากรคุณภาพของประเทศและประชาคมโลก 

          ส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายอํานาจให้สถานศึกษาทุกระดับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์การทางศาสนา ตลอดจน เอกชน พัฒนาครูให้มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบ ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการศึกษา จัดตั้งกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เสมอภาคและเป็นธรรม   รวมทั้งพัฒนาระบบสวัสดิการเพื่อการศึกษาแบบถ้วนหน้าจนถึงระดับปริญญาตรี ส่งเสริมสนับสนุนนักเรียน นักศึกษาที่ศึกษาในต่างประเทศ สร้างโอกาสทางการศึกษาของผู้มีข้อจํากัดด้านเงินทุน โดยสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือการศึกษาที่ท้องถิ่นหรือชุมชนเป็นฝ่ายบริหารและดําเนินการ 

          ในกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีรูปแบบการศึก ษาเป็นการเฉพาะหลายรูปแบบให้ยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และอุดหนุนการจัดการศึกษาทุกระดับในโรงเรียนเอกชนสามัญ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ส่งเสริมการเรียนการสอนทางศาสนาของทุกศาสนาในสถาบันการศึกษารูปแบบต่างๆ ส่งเสริมให้มีค่าตอบแทนครูสอนศาสนา ส่งเสริมระบบการศึกษา บนฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธุ์  รวมทั้ง พัฒนาความคิด สติปัญญา และศักยภาพของทุกชาติพันธุ์   โดยเริ่มต้นจากภาษาแม่ อาทิ ภาษามลายู 

          เพิ่มสิทธิและบทบาทของระบบการศึกษาทางเลือกและการศึกษาด้วยตัวเอง ของประชาชนในทุกช่วงวัย ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการศึกษาตามอัธยาศัยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและของโลก 

          สนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาให้สามารถทําหน้าที่จัดการเรียนการสอนวิจัย และบริการวิชาการแก่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเสรีภาพทางวิชาการ ตลอดจน  มีการสร้างความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาทั้งใน และต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้มีกองทุนสนับสนุนการวิจัยที่ท้องถิ่น นักวิจัย นักวิชาการ และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สามารถเข้าถึงทุนการวิจัยได้อย่างเท่าเทียมกัน

          ส่งเสริมและสนับสนุนระบบการวิจัยของประเทศให้สามารถตอบสนองต่อความจําเป็นของสังคม ประชาชน และภาคธุรกิจ  รวมถึงมีการเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยให้เกิดความรู้ การพัฒนา  และนวัตกรรม รวมทั้งพัฒนาและจัดให้มีองค์กรด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระดับชาติและระดับต่างๆ เพื่อประมวลผลข้อมูลจากงานวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศในทุกด้าน  

     (3.5.3) สตรี

          ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรมระหว่างเพศและขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการยอมรับบทบาทสตรี โดยเสริมพลังของสตรี สร้างช่องทางและกลไกให้แก่สตรีในการพัฒนา การบริหาร และการตัดสินใจในระดับต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจสภาพแวดล้อม สาธารณสุข สังคม การเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม ส่งเสริมศักยภาพตลอดจนสิทธิในทางเศรษฐกิจ และสังคมของผู้หญิง โดยเฉพาะสิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดินและทรัพย์สินอื่น รวมทั้งการเข้าถึงการศึกษาในทุกระดับ การศึกษาด้านศาสนา และการศึกษาตลอดชีวิตของผู้หญิงทั้งในระบบและนอกระบบ สนับสนุนการยุติ ความรุนแรงต่อสตรี สนับสนุนให้สตรีสามารถเข้าถึงความยุติธรรมและได้รับการคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด ส่งเสริมสุขภาวะและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของสตรี จัดตั้งสภาสตรีระดับจังหวัด ภาค และระดับชาติ พร้อมทั้ง จัดให้มีสถาบันพัฒนาสตรี ครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่น

          เพิ่มศักยภาพกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และศักยภาพในการเป็นผู้นํา รวมถึง การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของกลุ่มสตรี เพิ่มสัดส่วนของสตรีในระดับ ผู้บริหารเพื่อให้มีอํานาจในการตัดสินใจทั้งภาคการเมือง ราชการ และเอกชน โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการว่าด้วย การจ้างงานเพื่อความเท่าเทียมและยุติธรรมของสตรีทําหน้าที่เสนอแนะ  พร้อมทั้งคัดกรองบุคคลเข้าทํางานตลอดจนพิจารณาตําแหน่งและค่าตอบแทนที่เท่าเทียมและเป็นธรรม 

     (3.5.4) ศาสนาและจิตวิญญาณ 

          ส่งเสริมสนับสนุนศาสนาทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน เน้นความเป็นพหุวัฒนธรรมในทางศาสนาและจิตวิญญาณ โดยให้ความเคารพ  ตลอดจน ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการนับถือและการปฏิบัติตามหลักบัญญัติของศาสนา นิกาย ลัทธินิยม และการยึดถือในทางจิตวิญญาณในลักษณะต่างๆ 

          ในส่วนของศาสนา เน้นปฏิรูปองค์กรการบริหารของทุกศาสนาให้มีธรรมาภิบาล และมีประสิทธิภาพในการพัฒนาสังคมบนฐานคุณธรรมและจริยธรรม แก้ไขกฎหมาย  รวมถึงการจัดองค์กรในการสนับสนุนศาสนาให้เหมาะสมและเกิดความเสมอภาค ส่งเสริม   ตลอดจน สนับสนุนงบประมาณในกิจกรรมทาง ศาสนา อาทิ การสนับสนุนการศึกษาพระพุทธศาสนา หรือทําบุญและการปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนา ตลอดจน ธรรมเนียมประเพณีของชาวพุทธ และการประกอบพิธีฮัจญ์  ณ ประเทศซาอุดีอาระเบียของชาวมุสลิม  เป็นต้น สนับสนุนสวัสดิการและค่าตอบแทนบุคลากรทางศาสนาของทุกศาสนา กรณีศาสนาพุทธ ได้แก่พระภิกษุสงฆ์ บุคลากร และองค์กรในพระพุทธศาสนา กรณีศาสนาอิสลาม ได้แก่ อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น กรรมการอิสลามมัสยิด และกรรมการอิสลามประจําจังหวัด  ตลอดจน  บุคลากรของศาสนาอื่นๆ  รวมทั้งส่งเสริมให้มีกิจกรรมข้ามวัฒนธรรมระหว่างศาสนิกต่างศาสนาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างกัน

          ปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ที่การวินิจฉัยชี้ขาดกรณีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลาม ที่ผู้นับถือศาสนาอิสลามด้วยกันเป็นคู่ความหรือเป็นเจ้ามรดก ให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทน  โดยให้ดะโต๊ะยุติธรรมร่วมพิจารณาพิพากษาพร้อมกับผู้พิพากษา และให้ขยายไปยังพื้นอื่นที่มีประชากรเป็นมุสลิมหนาแน่น  รวมทั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบด้วย 

     (3.5.5) แรงงานและระบบสวัสดิการ 

          แรงงานมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทํางาน  รวมถึงหลักประกันในการดํารงชีพทั้งในระหว่างการทํางานและเมื่อพ้นจาก การทํางาน ส่งเสริมให้ประชากรวัยทํางานมีงานทํา พัฒนาทักษะแรงงานและการประกอบอาชีพ จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ ตลอดจน ระบบไตรภาคีที่ผู้ทํางานมีสิทธิเลือกผู้แทนของตนจัดระบบประกันสังคม คุ้มครองให้ผู้ทํางานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกันได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ รวมทั้งจัดให้มีหรือส่งเสริมการออมเพื่อการดํารงชีพเมื่อพ้นวัยทํางาน ส่งเสริม ตลอดจน คุ้มครองสิทธิแรงงานทุกเพศ และวัยรวมทั้งสิทธิในการตั้งสหภาพแรงงานในทุกสาขาอาชีพและการนัดหยุดงาน พัฒนาระบบการจัดการแรงงานข้ามชาติในฐานะที่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแรงงานกึ่งทักษะให้เป็นแรงงานที่มีทักษะส่งเสริมสนับสนุนแรงงานและผู้ประกอบการในต่างประเทศทั้งด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน การสนับสนุนแหล่งทุน การลดค่าใช้จ่ายและการดูแลสวัสดิภาพที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมให้มีการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติอย่างมีศักดิ์ ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติ หรือพลเมืองโลก 

          กรณีผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ส่งเสริมการกระจายโอกาสและความมั่นคงในชีวิตให้มีความรู้และมีกองทุนในการประกอบอาชีพตามความรู้ความสามารถ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี 

          จัดตั้ง “กองทุนผู้สูงอายุ” เพื่อดูแลสุขภาพและจิตใจตลอดจนให้มีพื้นที่สําหรับผู้สูงอายุได้ทํากิจกรรมร่วมกัน ส่งเสริมการใช้เครื่องมือทางศาสนารวมถึงวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นในการทําให้ผู้สูงอายุตระหนักในศักยภาพและคุณค่าของตนพึ่งพาตนเองได้  และมีอิสรภาพในการกำหนดชีวิตในแบบของตน 

          ส่งเสริมระบบบํานาญแห่งชาติและสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งรัฐต้องจัดให้ประชาชนอย่างเสมอหน้าด้วย “สิทธิที่เสมอกัน” ไม่ว่ายากดีมีจน ภายใต้หลักการที่ว่าสวัสดิการเป็น “สิทธิ ” อันพึงมีของประชาชน มิใช่เพียงแค่ “หน้าที่” ของรัฐในการสงเคราะห์คนอนาถา 

     (3.5.6) สาธารณสุข 

          การสาธารณสุขเป็นสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง จึงต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มากยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ มีการนําเทคโนโลยี  ตลอดจนคลังข้อมูลมาใช้ในการบริหารงบประมาณ และบุคลากร พร้อมทั้งส่งเสริมให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพ และการจัดบริการสาธารณสุขโดยผู้มีหน้าที่ให้บริการดังกล่าวซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพ และจริยธรรมย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 

          ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคโดยการบริการสาธารณสุขต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม ตลอดจนการป้องกันโรคการรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ 

          ส่งเสริม “ การแพทย์พหุลักษณ์ ” ที่ตอบสนองต่อความแตกต่างทางสังคมวัฒนธรรม นิเวศวิทยา รวมถึงสภาพเศรษฐกิจ พัฒนาแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมการตรวจสุขภาพตามวิถีศาสนา ตลอดจน สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง “ธนาคารอาหารสุขภาพประจําตําบล ”เนื่องจากสารพิษปนเปื้อนในอาหารเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งของความเจ็บป่วยในปัจจุบัน

     (3.5.7) การท่องเที่ยวและการกีฬา 

          ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในมิติต่างๆให้ได้มาตรฐานโดย หมายรวมถึง การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่จําเป็นต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว  อาทิ ระบบการคมนาคม  ระบบไฟฟ้า และระบบน้ำประปา ทั้งนี้ โดยให้ความสําคัญกับการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม มีความสอดคล้องกับสภาพสังคมอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และอยู่บนฐานของความยั่งยืนของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม 

          ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม รวมถึงภาครัฐในการยกระดับมาตรฐานและพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน และพัฒนาสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน 

          ส่งเสริมการกีฬารวมถึงวิทยาศาสตร์และเวชศาสตร์การกีฬา โดยจัดให้มีบริการสาธารณะด้านกีฬา มีการจัดตั้งสโมสรหรือศูนย์กีฬาชุมชนให้ครอบคลุมทั่วประเทศให้มีสนามและอุปกรณ์กีฬาที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน เพื่อให้บริการด้านการกีฬาแก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ สตรี  รวมทั้ง  ผู้พิการ ตลอดจนส่งเสริมให้เอกชนมีการลงทุนด้านการกีฬาโดยสร้างแรงจูงใจด้านสิทธิพิเศษทางภาษี หรือ สิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้อื่นๆ ที่เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงกีฬามากขึ้น 

          จัดตั้งสภากีฬาแห่งชาติ ประกอบด้วยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในทุกประเภทกีฬา ทําหน้าที่กำหนดนโยบายการกีฬาของชาติ มีการจัดตั้งสถาบันบริหารการกีฬาอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นกีฬาอาชีพวิทยาศาสตร์การกีฬา และเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อพัฒนาการกีฬาของชาติ  รวมทั้งสนับสนุนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการแข่งขันทั้งในประเทศและนานาชาติ โดยให้มีสถานที่เก็บตัวฝึกซ้อมที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้ง มีอุปกรณ์กีฬาที่ได้มาตรฐาน 

(3.6) ด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม 

          ปฏิรูปกฎหมายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหา โดยให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

          กําหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการใช้ที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยคํานึงถึง ความสอดคล้องกับระบบนิเวศ ความเป็นจริง วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนโดยต้องให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์ การใช้ที่ดินมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย 

          กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและดําเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ หรือ สิทธิในที่ดินเพื่อประกอบการเกษตรอย่างทั่วถึง โดยการปฏิรูปที่ดิน การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค และวิธีการอื่นๆ ทั้งในส่วนโฉนดรวมของชุมชนและที่ดําเนินการผ่านธนาคารที่ดินในฐานะองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อให้คนจนเข้าถึง ตลอดจนมีความมั่นคงในที่ดินทํากิน และเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในกรณีที่รัฐได้ประกาศให้ที่ดินของประชาชนแต่เดิมเป็นพื้นที่ “ป่ า”

          ส่งเสริมให้มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการดํารงชีวิตอยู่ในป่า รวมถึงในเขตสงวนอื่นๆ ของรัฐ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ ตลอดจนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างสมดุลและยั่งยืน นอกจากนี้การให้สัมปทาน ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน ต้องให้ประชาชนรวมถึงชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์ เพื่อความเป็นธรรมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 

          จัดให้มีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ และความหลากหลาย ทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ ซึ่งเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม และต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งในส่วนของการสงวน บํารุงรักษา และใช้ประโยชน์ 

          สนับสนุนและปรับปรุงกิจการและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ให้มีความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนมีสิทธิและบทบาทในการจัดการ ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น

          ในด้านทรัพยากรประมงและชายฝั่ง ปฏิรูปกฎหมายประมงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และ ยั่งยืน สนับสนุน รวมถึงปรับปรุงให้การประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องมีความยั่งยืน ไม่ทําลายล้าง ตลอดจนเป็นไปตามหลักการคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน กระจายอํานาจในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ระหว่างชาวประมงทุกกลุ่ม สําหรับพื้นที่ชายฝั่งที่เกี่ยวข้องกับท่าเทียบเรือและร่องนํ้า ส่งเสริมการจัดการอย่างมีส่วน ร่วมที่คํานึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศที่เอื้อต่อเรือประมงในประเทศและเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ 

          ส่งเสริม บํารุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพดินและสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ ยั่งยืน ตลอดจนควบคุมและกำจัดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยประชาชนชุมชนท้องถิ่น รวมถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการกําหนดแนวทางการดําเนินงาน และจัดให้มีการวางผังเมือง ที่ได้รับการดําเนินตามอย่างมีประสิทธิภาพ 

          ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และยั่งยืน โดยสนับสนุนตลอดจนพัฒนาให้มีการผลิต ตลอดจนใช้พลังงานทางเลือกทั้งในระดับครัวเรือน ตลอดจนอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและกำกับทิศทางตลาดพลังงานบนผลประโยชน์ของส่วนรวม รวมทั้งนําระบบเทคโนโลยีมาช่วยจัดการการกระจายพลังงานให้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ 

(3.7) นโยบายด้านสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ

          พรรคประชาชาติเห็นความสําคัญต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน เพราะเสรีภาพสื่อมวลชน คือ เสรีภาพของประชาชน ดังนั้น พรรคจะไม่ปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชนเพื่อให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นตามสิทธิ เสรีภาพของประชาชนด้วย เพราะในสังคมพหุวัฒนธรรม การสื่อสาร สร้างความเข้าใจต่อกัน ต่อกันในสังคม เป็นนโยบายของพรรคประชาชาติ และจะส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ทันสมัย เป็นเครื่องมือสําคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในโลกปัจจุบัน

          การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและข้อมูลแบบเปิด (Open Data) การส่งเสริมภาครัฐให้จัดทําระบบสารสนเทศหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้บริการประชาชน เช่น โครงข่ายอินเทอร์เน็ตโปรแกรมประยุกต์ (Application/Mobile Application) เป็นต้น ทําให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้บริการภาครัฐผ่านทางเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ รวมถึง การส่งเสริมให้มีการใช้บริการศูนย์สารสนเทศชุมชนให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนในด้านต่าง ๆ เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน การนําเสนอผลิตภัณฑ์ของชุมชน หรือโอทอปการขายผลิตภัณฑ์เกษตรผ่านทางเครือข่ายออนไลน์ เป็นต้น และการเสริมความรู้ให้กับประชาชนเพื่อให้มีศักยภาพพัฒนาตนเองหรือเลือกใช้บริการภาครัฐสําหรับการส่งเสริมอาชีพและวิสาหกิจชุมชนได้ เพื่อให้ชุมชนเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องการสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การให้ภาครัฐเป็นหน่วยงานหลักในการใช้เทคโนโลยีของประเทศ และ การสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงในด้านทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีที่สําคัญ และนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับสากล

(4) นโยบายแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ของประเทศ

(4.1) ความขัดแย้งทางการเมือง 

          ในช่วงทศวรรษเศษที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในเขต “ชนบท” ได้ก่อให้เกิดกลุ่มคนที่มีความปรารถนาในชีวิต ตลอดจนจินตนาการทางสังคมและการเมืองแบบใหม่ การกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นส่งผลให้ประชาชนโดยเฉพาะที่อยู่ใน “ต่างจังหวัด ” เกิดความตระหนักว่าการเมืองคือช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะซึ่งเคยกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมกระตุ้นให้สังคมเห็นความสําคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่ม องค์กร ในการแก้ไขปัญหาทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และ ประเทศ ขณะที่การเมืองเชิงนโยบายส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นช่องทางกระจายทรัพยากรสาธารณะอย่างเป็นธรรม  และเป็นวิธีการขจัดความเหลื่อมลํ้าไม่เป็นธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน แต่ทว่าความปรารถนา จินตนาการ ความรู้ ความเข้าใจ และความเปลี่ยน แปลงเหล่านี้ขัดกับอํานาจ ผลประโยชน์ ระบบคุณค่า ความเชื่อ และอุดมการณ์ของคนบางกลุ่มในสังคม ก่อให้เกิดกระแสต่อต้าน การเผชิญหน้า รวมถึงการใช้กำลังแก้ไขปัญหา ซึ่งส่งผลให้ความขัดแย้งแหลมคมและซับซ้อนยิ่งขึ้น จึงจําเป็นต้องมีนโยบายคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศอย่างรอบคอบรัดกุม   

          ในเบื้องต้น ต้องเร่งฟื้นฟูสถาบันและกลไกในระบอบประชาธิปไตยโดยเฉพาะพรรคการเมือง ระบบรัฐสภา และการเลือกตั้งให้สามารถกลับมาทําหน้าที่ในการคลี่คลายปัญหาหรือว่าตอบสนองต่อความต้องการหรือผลประโยชน์ที่แตกต่างหลากหลายของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับส่งเสริมให้กลไกรัฐโดยเฉพาะด้านความมั่นคงและความยุติธรรมทําหน้าที่แก้ปัญหาของประเทศ และประชาชนในครรลองของระบอบประชาธิปไตย แทนที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ทางการเมืองของคนบางกลุ่ม  ซึ่งส่งผลให้ความขัดแย้งบานปลาย และแก้ไขไม่ได้ในที่สุด พร้อมทั้งสร้างหลักประกันและมาตรการทางกฎหมายในการนําผู้กระทําผิดมาลงโทษ ตลอดจนสร้างกระบวนการตรวจสอบ และลงโทษการใช้อํานาจโดยมิชอบของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม 

          ในระดับถัดมา ต้องเร่งฟื้นฟูและส่งเสริมขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม หรือ ภาคประชาสังคมให้กลับมามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของประชาชน ชุมชน สังคม และประเทศในลักษณะที่เป็น

          การหนุนเสริมการเมืองระบบรัฐสภา พร้อมกับสร้างความตระหนักในกลุ่มและองค์กรที่เกี่ยวข้องว่าปัญหาไม่ว่าจะเป็นด้านใดไม่สามารถแยกออกจากปัญหาการเมืองได้จําเป็นจะต้องแก้ปัญหาการเมืองไปด้วยในเวลาเดียวกัน และปัญหาการเมืองรวมถึงความขัดแย้งที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม อีกทั้งการเห็นว่าบุคคลมีสิทธิ มีเสียง และมีคุณค่าไม่เสมอกัน 

          ในระยะยาว ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนและสังคมเห็นว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งปกติของทุกสังคมที่ประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ ปัญหาความต้องการ ความใฝ่ฝัน และผลประโยชน์  ซึ่งสามารถคลี่คลายได้ด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มได้เจรจาต่อรองกันอย่างเสมอหน้าและอย่างสันติ รวมไปถึง “สังคมพหุวัฒนธรรม ” ที่คนกลุ่มต่างๆ  มีความเคารพ อดทน  ตลอดจน อดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลายของกันและกัน โดยเฉพาะในด้านอุดมการณ์ทางการเมือง    

(4.2) เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

          ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่บางแห่งของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และบางอําเภอในจังหวัดสงขลา  เป็นปัญหาสําคัญของประเทศ และมีผลกระทบต่อความสงบสุข ขวัญ และกำลังใจของประชาชนในพื้นที่  จึงสมควรกำหนดให้มีการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในฐานะที่เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกับมีนโยบายสําคัญ ดังนี้

          เร่งยุติความไม่สงบที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด รวมทั้งเร่งสร้างความปลอดภัยในการดํารงชีวิตของคนในพื้นที่ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ด้วยการสร้างพื้นที่ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในการอยู่ร่วมกันของสังคม สนับสนุนกระบวนการพูดคุยเพื่อสร้างสันติภาพโดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม รวมทั้งประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียน และโลกมุสลิมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน 

          ขจัดความรู้สึกหวาดระแวง อคติ และความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันของฝ่ายต่างๆ ในระดับพื้นที่และในระดับประเทศ ส่งเสริมการเคารพในความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความคิดเห็นในการอยู่ร่วมกัน 

          ลดช่องว่างระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ส่งเสริมให้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความรู้ความสามารถ มีจริยธรรม และความคิดที่เปิดกว้างเข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการบริหารการพัฒนา และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 

          ปฏิรูปและปรับปรุงกฎหมายพิเศษที่ใช้บังคับในพื้นที่ ได้แก่ พระราชบัญญัติการรักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้ประชาชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน รวมทั้งในขั้นตอนบังคับใช้กฎหมายด้วย ในหมู่บ้านชุมชน และสังคมเมือง ให้ใช้กำลังตํารวจหรือพลเรือนดูแลความสงบและปลอดภัยตามอํานาจหน้าที่แทนกำลังทหารซึ่งต้องใช้ปฏิบัติภารกิจด้านการป้องกันประเทศ 

          เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและการอํานวยความเป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม และตรวจสอบ นําวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยในการค้นหาความจริง รวมทั้งนํากระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์หรือยุติธรรมชุมชนที่อยู่บนฐาน ของหลักการศาสนามาปรับใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งตลอดจนการเยียวยาหรือ ฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ เช่น เด็กกำพร้า หญิงหม้าย และมารดาผู้สูญเสีย 

          ส่งเสริมและพัฒนาระบบเรือนจํา ทัณฑสถาน ให้เหมาะสมกับพื้นที่ตามหลักปฏิบัติทางศาสนา อาทิ ให้ผู้ต้องขังได้ปฏิบัติศาสนกิจ การแต่งกาย  และการจัดเลี้ยงอาหาร ส่วนการเยี่ยม การย้าย ผู้ต้องขังกลับภูมิลําเนา และการแก้ไขปัญหาปริมาณผู้ต้องขังแออัด ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องมีนโยบายด้านอื่นควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นในด้านการศึกษา  การพัฒนาทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่ให้ความสําคัญกับลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น ลักษณะทางภูมิศาสตร์และระบบนิเวศ ปัจจัยทางอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และศาสนา ตลอดจนเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้คนที่เชื่อมโยงกับนานาชาติรวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม พร้อมทั้งต้องมีนโยบายแก้ปัญหาเร่งด่วนที่เป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนในพื้นที่ด้วย ได้แก่ ปัญหาราคาผลผลิตการเกษตรตกตํ่า  ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ดังที่ได้ระบุไว้แล้วในหมวดนโยบายรวมด้านต่างๆ 

“ เอกสารนโยบายพรรคประชาชาติ ”