(๔) นโยบายแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ของประเทศ

(๔.๑) ความขัดแย้งทางการเมือง

ในช่วงทศวรรษเศษที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองในลักษณะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในเขต “ชนบท” ได้ก่อให้เกิดกลุ่มคนที่มีความปรารถนาในชีวิต ตลอดจน จินตนาการทางสังคมและการเมืองแบบใหม่ การกระจายอานาจสู่ท้องถิ่นส่งผลให้ประชาชนโดยเฉพาะที่อยู่ใน “ต่างจังหวัด” เกิดความตระหนักว่าการเมืองคือช่องทางในการเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะซึ่งเคยกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมกระตุ้นให้สังคมเห็นความสาคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่ม องค์กร ในการแก้ไขปัญหาทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศ ขณะที่การเมืองเชิงนโยบายส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นช่องทางกระจายทรัพยากรสาธารณะอย่างเป็นธรรม และเป็นวิธีการขจัดความเหลื่อมล้าไม่เป็นธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน แต่ทว่าความปรารถนา จินตนาการ ความรู้ ความเข้าใจ และความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ขัดกับกับอานาจ ผลประโยชน์ ระบบคุณค่า ความเชื่อ และอุดมการณ์ของคนบางกลุ่มในสังคม ก่อให้เกิดกระแสต่อต้าน การเผชิญหน้า รวมถึงการใช้กาลังแก้ไขปัญหา ซึ่งส่งผลให้ความขัดแย้งแหลมคมและซับซ้อนยิ่งขึ้น จึงจาเป็นต้องมีนโยบายคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศอย่างรอบคอบรัดกุม

ในเบื้องต้น ต้องเร่งฟื้นฟูสถาบันและกลไกในระบอบประชาธิปไตยโดยเฉพาะพรรคการเมือง ระบบรัฐสภา และการเลือกตั้งให้สามารถกลับมาทาหน้าที่ในการคลี่คลายปัญหาหรือว่าตอบสนองต่อความต้องการหรือผลประโยชน์ที่แตกต่างหลากหลายของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับส่งเสริมให้กลไกรัฐโดยเฉพาะด้านความมั่นคงและความยุติธรรมทาหน้าที่แก้ปัญหาของประเทศและประชาชนในครรลองของระบอบประชาธิปไตย แทนที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ทางการเมืองของคนบางกลุ่ม ซึ่งส่งผลให้ความขัดแย้งบานปลายและแก้ไขไม่ได้ในที่สุด พร้อมทั้งสร้างหลักประกันและมาตรการทางกฎหมายในการนาผู้กระทาผิดมาลงโทษ ตลอดจนสร้างกระบวนการตรวจสอบและลงโทษการใช้อานาจโดยมิชอบของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม

ในระดับถัดมา ต้องเร่งฟื้นฟูและส่งเสริมขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมหรือภาคประชาสังคมให้กลับมามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของประชาชน ชุมชน สังคม และประเทศในลักษณะที่เป็นการหนุนเสริมการเมืองระบบรัฐสภา พร้อมกับสร้างความตระหนักในกลุ่มและองค์กรที่เกี่ยวข้องว่าปัญหาไม่ว่าจะเป็นด้านใดไม่สามารถแยกออกจากปัญหาการเมืองได้จาเป็นจะต้องแก้ปัญหาการเมืองไปด้วยในเวลาเดียวกัน และปัญหาการเมืองรวมถึงความขัดแย้งที่ผ่านมา ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความเหลื่อมล้า ไม่เป็นธรรม อีกทั้งการเห็นว่าบุคคลมีสิทธิ มีเสียง และมีคุณค่าไม่เสมอกัน ในระยะยาว ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนและสังคมเห็นว่าความขัดแย้งเป็นสิ่งปกติของทุกสังคมที่ประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ ปัญหา ความต้องการ ความใฝ่ฝัน และผลประโยชน์ ซึ่งสามารถคลี่คลายได้ด้วยระบอบประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มได้เจรจาต่อรองกันอย่างเสมอหน้าและอย่างสันติ รวมไปถึง “สังคมพหุวัฒนธรรม” ที่คนกลุ่มต่างๆ มีความเคารพ อดทน ตลอดจน อดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลายของกันและกันโดยเฉพาะในด้านอุดมการณ์ทางการเมือง

(๔.๒) เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่บางแห่งของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และบางอาเภอในจังหวัดสงขลา เป็นปัญหาสาคัญของประเทศ และมีผลกระทบต่อความสงบสุข ขวัญ และกาลังใจของประชาชนในพื้นที่ จึงสมควรกาหนดให้มีการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในฐานะที่เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกับมีนโยบายสาคัญดังนี้

  • เร่งยุติความไม่สงบที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด รวมทั้งเร่งสร้างความปลอดภัยในการดารงชีวิตของคนในพื้นที่ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ด้วยการสร้างพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในการอยู่ร่วมกันของสังคม สนับสนุนกระบวนการพูดคุยเพื่อสร้างสันติภาพโดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม รวมทั้งประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียนและโลกมุสลิมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน
  • ขจัดความรู้สึกหวาดระแวง อคติ และความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันของฝ่ายต่างๆ ในระดับพื้นที่และในระดับประเทศ ส่งเสริมการเคารพในความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความคิดเห็นในการอยู่ร่วมกัน
    ลดช่องว่างระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ส่งเสริมให้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความรู้ความสามารถ มีจริยธรรม และความคิดที่เปิดกว้างเข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการบริหาร การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่
  • ปฏิรูปและปรับปรุงกฎหมายพิเศษที่ใช้บังคับในพื้นที่ ได้แก่ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กฎอัยการศึก และพระราชกาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้ประชาชนและภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน รวมทั้งในขั้นตอนบังคับใช้กฎหมายด้วย ในหมู่บ้าน ชุมชน และสังคมเมือง ให้ใช้กาลังตารวจและ/หรือพลเรือนดูแลความสงบและปลอดภัยตามอานาจหน้าที่แทนกาลังทหารซึ่งต้องใช้ปฏิบัติภารกิจด้านการป้องกันประเทศ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและการอานวยความเป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตรวจสอบ นาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยในการค้นหาความจริง รวมทั้งนากระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์หรือยุติธรรมชุมชนที่อยู่บนฐานของหลักการศาสนามาปรับใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งตลอดจนการเยียวยาหรือ ฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ เช่น เด็กกาพร้า หญิงหม้าย และมารดาผู้สูญเสีย
  • ส่งเสริมและพัฒนาระบบเรือนจำ ทัณฑสถาน ให้เหมาะสมกับพื้นที่ตามหลักปฏิบัติทางศาสนา อาทิ ให้ผู้ต้องขังได้ปฏิบัติศาสนกิจ การแต่งกาย และการจัดเลี้ยงอาหาร ส่วนการเยี่ยม การย้ายผู้ต้องขังกลับภูมิลาเนา และการแก้ไขปัญหาปริมาณผู้ต้องขังแออัด ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องมีนโยบายด้านอื่นควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นในด้านการศึกษา การพัฒนาทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่ให้ความสาคัญกับลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น ลักษณะทางภูมิศาสตร์และระบบนิเวศ ปัจจัยทางอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และศาสนา ตลอดจนเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้คนที่เชื่อมโยงกับนานาชาติรวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม พร้อมทั้งต้องมีนโยบายแก้ปัญหาเร่งด่วนที่เป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนในพื้นที่ด้วย ได้แก่ ปัญหาราคาผลผลิตการเกษตรตกต่า ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ดังที่ได้ระบุไว้แล้วในหมวดนโยบายรวมด้านต่างๆ

———————————