39410250_2136563736602318_9139380871889944576_n

ตั้งแต่ราว 2-3 ทศวรรษมาแล้วที่ในแต่ละปีพี่น้องชาวไทยนับแสนคนอพยพไปทำมาหากินในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวมลายูมุสลิมชายแดนใต้ การอพยพนี้มีสาเหตุมาจากความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจและการไม่มีฐานอาชีพที่หลากหลายเพียงพอของท้องถิ่น อันนำมาสู่การว่างงาน ทั้งนี้ สถานการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในพื้นที่ก็มีผลอย่างสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจ อนึ่ง ในประเทศมาเลเซียประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์มลายูเช่นเดียวกับคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่เอื้อให้คนมลายูมุสลิมชายแดนใต้อพยพเข้าไปทำงานในประเทศมาเลเซียอย่างกว้างขวาง

น่าสนใจว่าคนจากชายแดนใต้ที่อพยพไปทำงานในประเทศมาเลเซีย ส่วนใหญ่ทำงานในร้านอาหารไทย หรือที่เรียกติดปากว่า ร้าน “ต้มยำ” ซึ่งแม้ว่าการทำงานในร้านต้มยำจะช่วยให้มีรายได้ประจำ และกลายเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัว แต่การทำงานในประเทศมาเลเซียก็ประสบความยากลำบากในหลายด้าน

ในส่วนแรงงานในร้านต้มยำ ประสบปัญหาการขอใบอนุญาตทำงานที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมสูงและมีขั้นตอนทางเอกสารที่ยุ่งยาก แรงงานส่วนใหญ่มีการศึกษาน้อย ไม่เข้าใจขั้นตอนเอกสาร ขณะที่การทำประกันสุขภาพตามระเบียบของสำนักตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย ก็ไม่ได้ช่วยให้แรงงานเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้จริง ทั้งนี้ แรงงานในร้านต้มยำกุ้งส่วนใหญ่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน เพราะนอกจากความยากลำบากในการขอแล้ว ก็ยังมีความยุ่งยากจากการที่ต้องเดินทางไปประทับตราเข้าเมืองตามกำหนดบ่อยครั้ง โดยเฉพาะร้านต้มยำในรัฐที่อยู่ห่างไกลจากด่านชายแดน การไปประทับตราเข้าเมืองมีค่าใช้จ่ายสูงทั้งในส่วนค่าเดินทางและค่าธรรมเนียมพิเศษ

ชาวไทย โดยเฉพาะจากชายแดนใต้ที่อยู่ในธุรกิจร้าน “ต้มยำ” ในประเทศมาเลเซียประกอบด้วยสองกลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของร้านเอง และ 2) กลุ่มแรงงานในร้านอาหาร ทั้งสองกลุ่มต่างก็ประสบปัญหาและความยากลำบากในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป

ในส่วนเจ้าของร้าน “ต้มยำ” ปัญหาที่ประสบก็คือ การเปิดร้านอาหารในมาเลเซียต้องให้พลเมืองชาวมาเลเซียเป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนทางการค้าและขอใบอนุญาตประกอบการจากรัฐบาลท้องถิ่น จากนั้นทางร้านจึงจะสามารถขอทำใบอนุญาตทำงานให้แก่พนักงานในร้านได้ อย่างไรก็ตามร้าน “ต้มยำ” ของพี่น้องจากจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนมากยังเป็นเพียงร้านเล็กๆ ที่ประกอบกิจการกันเองภายในครอบครัว จึงมักไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง หากมีการตรวจเจอหรือหากมีการร้องเรียนจากคนท้องถิ่นในมาเลเซีย ร้านเหล่านี้ก็ต้องปิดกิจการ สำหรับร้านที่มีขนาดใหญ่ ก็จะจ้างชาวมาเลเซียที่ไว้ใจในการจดทะเบียนเป็นเจ้าของร้านให้ ซึ่งก็ต้องเสียค่าตอบแทนในส่วนนี้หลายหมื่นบาทต่อเดือน

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะผู้ก่อตั้ง “ประชาชาติ” ได้เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อแสดงความยินดี (ในฐานะที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว) กับรัฐบาลใหม่ของประเทศมาเลเซีย และถือโอกาสพบปะกับผู้ประกอบการและแรงงานในร้าน “ต้มยำ” เพื่อสานสัมพันธภาพ-มิตรภาพ และรับทราบปัญหาต่างๆ ของพี่น้องเพื่อนำไปหาแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไปในอนาคต

แม้กิจการร้านต้มยำมักเป็นไปด้วยดี เพราะได้รับความนิยมจากชาวมาเลเซียมาก แต่ร้านต้มยำส่วนใหญ่ก็ยังขาดมาตรฐานในเรื่องคุณภาพอาหาร ความสะอาด และการจัดภูมิทัศน์ของร้าน รวมทั้งยังไม่มีร้านใดที่สามารถปรับปรุงให้มีระบบการบริหารจัดการแบบสมัยใหม่ได้ ที่สำคัญยังมีแรงานนอกกฎหมายจำนวนมากที่ไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ ขณะที่หากภาครัฐของไทยจะทำการประสานความร่วมมือกับประเทศมาเลเซียเพื่อแก้ปัญหา ก็ไม่อาจทำได้โดยง่าย เนื่องจากต้องเกี่ยวข้องกับทั้งรัฐบาลส่วนกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ทั้งนี้ การขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานเป็นอำนาจของรัฐบาลกลาง ส่วนการขอใบอนุญาตประกอบการเป็นอำนาจของรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่ง

“ประชาชาติ” ตระหนักดีว่ารายได้จากร้าน “ต้มยำ” มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชายแดนใต้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในยามที่ราคายางพาราตกต่ำอย่างต่อเนื่อง “ประชาชาติ” เห็นว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องทำในทุกระดับ ทั้งในระดับการร่วมมือกันและหาทางออกร่วมกันในระดับรัฐบาล และในระดับการพัฒนาทักษะการบริหารจัดการของผู้ประกอบการ ตลอดจนการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและคุณภาพชีวิตของแรงงาน/พนักงานร้าน

“ประชาชาติ” ขอขอบคุณพี่น้องชาว “ต้มยำ” เป็นอย่างสูงที่ให้ความสำคัญและที่เดินทางมาร่วมการประชุมพบปะในครั้งนี้ ทราบว่าบางท่านเดินทางมาไกลระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร ข้อมูลที่ได้รับจากการประชุมพบปะนี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อ “ประชาชาติ” ในการกำหนดนโยบายและแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาและส่งเสริมศักยภาพ ฟื้นฟูศักดิ์ศรีของพี่น้องร้านต้มยำทั้งในระยะเฉพาะหน้าและระยะยาวอย่างยั่งยืนต่อไป