(18 พฤษภาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
ร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า… อย่าปล่อยให้ทุนใหญ่อยู่เหนือกฎหมายและประชาชน !
ในวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 มีกำหนดการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร ร่างแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ผมสรุปได้ 7 ประเด็น คือ
ในความเป็นจริง ประเทศไทยไม่เคยขาดแคลนกฎหมายเศรษฐกิจ มีทั้ง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า กฎหมายเฉพาะ มีคณะกรรมการกำกับดูแลระดับชาติ และที่สำคัญมีรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดระบุไว้อย่างชัดเจนว่า อาทิ มาตรา 75 ให้รัฐจัดระบบเศรษฐกิจที่ประชาชนได้ประโยชน์อย่างทั่วถึง เป็นธรรม ขจัดการผูกขาดที่ไม่เป็นธรรม “รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่แข่งขันกับเอกชน” แต่รัฐเอง กลับมีรัฐวิสาหกิจประมาณ 55 รัฐวิสาหกิจ ที่ประกอบกิจการแข่งกับเอกชน หรือ ตามมาตรา 56 สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนในการดำเนินชีวิต รัฐจะกระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 ไม่ได้ ที่สำคัญ ต้องไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งหมายถึงราคาค่าไฟฟ้า น้ำมัน นั่นเอง แต่พบว่ากฎหมายต่าง ๆ ขาดการบังคับใช้อย่างเคร่งครัดและอย่างความสัตย์ซื่อ กลายสภาพเป็นเพียง “เสือกระดาษ” ปล่อยให้ผู้ทรงอิทธิพลอยู่เหนือกฎหมายและความทุกข์ร้อนของประชาชน มีอำนาจเหนือตลาด อาทิ
ด้านการค้าขายที่เป็น “ค้าปลีก-ค้าส่ง” ระบบนิเวศกินรวบชุมชน ซึ่งในอดีตเงินสดที่ชาวบ้านซื้อของจากร้านโชห่วยหรือตลาดสดจะหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ เกิดเป็น ตัวคูณทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่ปัจจุบันทุนยักษ์ใหญ่ได้เปลี่ยนกติกานี้ไปสิ้นเชิง ดูจาก รายงานประจำปีของบริษัทยักษ์ใหญ่ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ช่วยให้เห็นภาพผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนคนรากหญ้าทั้งประเทศ ที่ถูก”สูบเงินสด” จากชุมชนเข้าบริษัทใหญ่ที่ กทม. จนเงินสดในชุมชนหายไปที่มีจำนวนร้านสะดวกซื้อสูงถึง 15,945 สาขา และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นปีละกว่า 600-700 สาขา เกิดการผูกขาด บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มสูงถึง 78.8% สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่การขยายสาขา แต่ควบคุมตั้งแต่ระบบค้าส่ง ค้าปลีก แพลตฟอร์มออนไลน์ ไปจนถึงฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ร้านโชห่วย แผงลอย หรือตลาดสดจึงไม่มีอาวุธใดไปแข่งขันได้ ผลลัพธ์คือ รายได้จากชุมชนไหลเข้าสู่ส่วนกลาง ชุมชนกลายเป็นเพียงแหล่งบริโภค แต่ไม่ใช่แหล่งสะสมทุนอีกต่อไป
ด้าน “พลังงาน” น้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้าฯ กำหนดรัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่า ร้อยละ 51 มิได้ แต่ปรากฏว่าปัจจุบันรัฐไม่ธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ปล่อยให้นายทุนพลังงานสัมปทานผูกขาดเป็นผู้ผลิตมากถึง 70% จนกลุ่มเอกชนนายทุนร่ำรวยจนทนไม่ไหวเป็นอันดับมหาเศรษฐีระดับต้นของประเทศ ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าและน้ำมันแพงจนเดือดร้อนระงม หรือด้านโทรคมนาคม รัฐให้สัมปทานเอกชนผูกขาดปล่อยให้มีการควบรวมกิจการของบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเหลือผู้ให้บริการหลักเพียง 2 ราย ส่งผลให้คนไทยที่ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่า 133 ล้านเลขหมาย ตกอยู่ภายใต้ตลาดที่ไร้ทางเลือก แม้คำตัดสินของศาลปกครองจะยืนยันมติของ กสทช ว่าถูกต้องตามขั้นตอน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า ที่ผ่านมา กลับยังไม่ได้ครอบคลุมธุรกิจโทรคมนาคม หรือ
ด้านคมนาคม ระบบราง และโลจิสติกส์ พบว่าโครงการจากรัฐกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยบริษัทที่ได้รับงานอันดับ 1 มีมูลค่ารวมสูงกว่า 337,396 ล้านบาทเศษ อันดับ 2 มีมูลค่ารวมกว่า 315,016 ล้านบาทเศษ และอันดับ 3 มีมูลค่ารวมกว่า 117,948 ล้านบาทเศษ การกระจุกตัวของทุนผูกขาดสัมปทานเอาสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปจากประชาชนเมื่อครบกำหนดสัมปทานก็มักจะได้รับการขยายอายุสัญญาต่อออกไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เป็นต้น
ที่เป็นกังวลและส่วนตัวไม่เห็นด้วยในร่างแก้ไขนี้ ได้ยกเลิกโทษจำคุกที่มีในโทษทางอาญาออกไป การควบคุมกลุ่มทุนใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาดก็ทำได้ยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้ว ถือเป็น “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรง” เพราะพวกเขามีทั้งเงิน มีทั้งอิทธิพล และมีนักกฎหมายมือดีคอยหาช่องว่าง แต่ร่างใหม่ให้เหลือเพียงโทษปรับทางแพ่งหรือมาตรการทางบริหาร ซึ่งสำหรับกลุ่มทุนระดับแสนล้าน การจ่ายค่าปรับ 1-10 ล้านบาทถือว่าต่ำมากเพื่อแลกกับการได้ผูกขาดตลาดและกอบโกยผลประโยชน์จากกระเป๋าประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถือว่าไม่ได้สัดส่วนกับความผิดที่ทำไป ต้องคงโทษจำคุกเหมือนนานาประเทศที่มีโทษจำคุก
ขณะเดียวกัน ประเทศจำเป็นต้องมีผู้นำ ผู้บังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็ง กล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้า เท่าเทียม และกล้าตัดวงจรผลประโยชน์และอิทธิพลที่อยู่เหนือหลักนิติธรรม ซึ่งความยุติธรรมที่แท้จริงต้องรวมถึงการควบคุมไม่ให้รัฐทุจริตหรือใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมเสียเองด้วย เพราะประเทศไทยต้องเหลือพื้นที่ให้ประชาชนตัวเล็กยังมีตลาด มีทุน มีโอกาสแข่งขัน และมีศักดิ์ศรีทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม