Site Loader
สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติ ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติ ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.

เมื่อคืนแอดมินนั่ง search หาข้อมูลเกี่ยวกับระบบการศึกษาของพี่น้องชายแดนใต้ ก็ไปพบเพจๆ เพจหนึ่งที่น่าสนใจที่มีเนื้อหาว่าด้วยประวัติและเรื่องราวในอดีตของโต๊ะครูปอเนาะท่านต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาศาสนาของพี่น้องมลายูมุสลิมชายแดนใต้ สิ่งนี้ทำให้แอดมินนึกถึงปาฐกถาอันหนึ่งเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่แอดมินได้มีโอกาสไปร่วมฟังด้วย เป็นปาฐกถาโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เนื่องในพิธีเปิดงาน “ Melayu Day” ที่จัดโดยชมรมมลายูของมหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา เนื้อหาในปาฐกถาเน้นย้ำความสำคัญของภาษามลายูและเน้นย้ำถึงบทบาทของโต๊ะครูปอเนาะในการรักษาและสืบทอด “ภาษามลายูแบบยาวี” เอาไว้มาจนถึงปัจจุบัน เช้าวันนี้แอดมินจึงขอพักเรื่องการเมืองการเลือกตั้งแป็บ และขอนำสรุปเนื้อหาจากปาฐกถานี้มาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านและเรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ 
///////////////////////////////

+++ปาฐกถาเนื่องในพิธีเปิดงาน “ Melayu Day” 29 กันยายน 2561 อาคารหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิต โดย พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง (“ชาติพันธุ์มลายู และภาษามลายูในฐานะภาษาหนึ่งของสังคมไทย”)+++

ในวันนี้รู้สึกยินดีอย่างมากที่ได้มาร่วมงาน “มลายูเดย์” ที่น้องๆ นักศึกษาและเยาวชนร่วมกันจัดขึ้น ตนเองนั้นมีความรู้สึกเป็นพี่น้องกับคนมลายูเสมอ วันนี้รู้สึกชื่มชมในความคิดและการกระทำของคณะจัดงานและเห็นว่านี่เป็นงานที่มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากความเป็นมลายูคือทุนซึ่งมีศักยภาพและมีประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล

ในทางวิชาการ “ความเป็นมลายู” มักถูกพูดถึงไม่ในฐานะที่เป็น “วัฒนธรรมมลายู” ก็เป็น “ชาติพันธุ์มลายู” ทั้งสองสิ่งนี้อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ก็ความเชื่อมโยงแนบแน่นจนยากจะแยกออกจากกัน สำหรับ “ชาติพันธุ์มลายู” อะไรคือสิ่งที่บ่งบอกความเป็นชาติพันธุ์มลายู หากใช้การสืบเชื้อสายโลหิตมาวัดความเป็นมลายูก็อาจทำได้ยาก เพราะคนมลายูมีการแต่งงานข้ามกลุ่มกันมาก เช่น แต่งงานกับคนจีน คนสยาม จนเกิดเป็นเลือดผสม ดังนั้น สิ่งที่จะบ่งบอกถึงความเป็นชาติพันธุ์มลายูได้ดีกว่าก็คือ ภาษา โดย “ชาติพันธุ์มลายู” หมายถึงผู้ที่ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่

ที่ผ่านมาภาษามลายูเคยถูกกดทับและถูกรัฐมองอย่างหวาดระแวงในแง่ความมั่นคง โดยมีรากเหง้ามาตั้งแต่ยุค “รัฐนิยม” สมัยจอมพล ป. ที่คนมลายูถูกบีบคั้นมาก (ดังสะท้อนให้เห็นในงานเขียนของอัศนี พลจันทร์ หรือ นายผี ซึ่งไปรับราชการเป็นอัยการที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงเวลานั้น) นำมาสู่การออกกฎให้ปอเนาะที่จดทะเบียนแล้วทุกแห่งต้องหยุดการสอนภาษามลายู และนำภาษาไทยไปแทนที่ ต่อมาก็ยกเลิกการเรียนภาษามลายูในโรงเรียนชั้นประถมและห้ามนำเข้าหนังสือมลายูเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย (สมัยนั้นยังเรียกว่า “ประเทศมลายู”) การกดทับนี้ดำเนินเรื่อยมาจนท่านหะยีสุหลงต้องขอต่อรัฐบาลให้ภาษามลายูเป็นภาษาของชายแดนใต้

ภาษามลายูที่ใช้กันอยู่ในชายแดนใต้มีอยู่ 2 แบบ คือ ภาษามลายูที่ใช้ตัวอักษรรูมี (ตัวอักษรโรมัน) และภาษามลายูที่ใช้ตัวอักษรยาวี (ตัวอักษรอาหรับ) ในส่วนที่อยากจะกล่าวถึงก็คือ ภาษามลายูที่ใช้ตัวอักษรยาวี ซึ่งไม่มีใช้ในที่อื่นเลย แม้แต่ในภูมิภาคอาเซียน ส่วนตัวอยากให้เราช่วยกันรักษาภาษามลายูแบบยาวี เพราะสิ่งนี้เป็นสมบัติของของเราเอง ที่ผ่านมาหลายคนได้เสียเลือดเนื้อเพื่อปกป้องภาษามลายูแบบยาวีนี้เอาไว้ ส่วนภาษามลายูกลางเราก็จำเป็นต้องเรียนเพื่อให้รู้ไว้ด้วย

ที่ผ่านมามีบุคคลสามกลุ่มที่ทำหน้าที่สำคัญในการปกป้องรักษา สืบทอด พัฒนา และเผยแพร่ภาษามลายูแบบยาวี ให้ยังคงมีการใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ 1) คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดของทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) อิหม่ามและคณะกรรมการมัสยิดต่างๆ ที่ดูแลกิจการศาสนาในระดับหมู่บ้านและชุมชน และ 3) โต๊ะครูตามสถาบันการศึกษาปอเนาะ อุสตาสหรือครูสอนศาสนาในโรงเรียนเอกชน และเจ๊ะฆูหรือครูผู้สอนตาดีกาตามมัสยิดและสุเหร่าต่างๆ

การรักษาภาษามลายูแบบยาวีมีความสำคัญอย่างมาก การได้เรียนภาษามลายูแบบยาวีคือ ช่องทางที่ช่วยให้เด็กที่เรียนในปอเนาะสามารถไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศอียิปต์ บอกว่านักเรียนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้เก่งภาษาอาหรับมาก เด็กเหล่านี้มีพื้นด้านภาษาอาหรับจากการเรียนในปอเนาะ ทั้งนี้ นักเรียนปอเนาะไม่สามารถเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทยได้ เพราะไม่ถือว่าเรียนจบในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่สามารถไปศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศโลกมุสลิมอย่างเช่นอียิปต์ได้

เด็กนักเรียนชายแดนใต้มีทุนที่มีค่ายิ่งในด้านภาษา คนชายแดนใต้สามารถพูดคุยสื่อสารกับคนในมาเลเซีย อินโดนีเซีย การพัฒนาศักยภาพทางด้านภาษาจึงมีความสำคัญและมีคุณค่าอย่างมาก เราต้องทำให้ได้เช่นเดียวกับพี่น้องเชื้อสายจีนที่เบตงที่ได้มีการพัฒนาและส่งเสริมด้านภาษาจนพูดละเขียนภาษาจีนได้ดีราวกับคนที่อยู่อาศัยอยู่ในประเทศจีน

ในสมัยที่ตนเองทำงานที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้พยายามผลักดันส่งเสริมในด้านภาษา เริ่มตั้งแต่การเสนอเรื่องให้เป็นมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ป้ายของสถานที่ราชการ โรงเรียน และป้ายบอกทางต่างๆ ประกอบด้วย 3 ภาษา คือ ไทย มลายู อังกฤษ และอาจมีจีนด้วย รวมทั้งได้ส่งเสริมให้มีช่องสถานีวิทยุและโทรทัศน์ที่ออกอากาศเป็นภาษามลายูด้วย และส่งเสริมให้มีการเรียนภาษามลายูให้กว้างขวางขึ้น มีการให้ทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกแก่นักวิชาการไปศึกษาด้านภาษามลายู ตลอดจนสนับสนุนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนด้านภาษาของเด็กนักเรียนชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเรียนหนักมากที่สุด (เนื่องจากต้องเรียนควบคู่ทั้งสายสามัญและสายศาสนา) เพื่อทำมาตรฐานการเรียนการสอนด้านภาษาให้มีคุณภาพ

ในวันนี้ตนรู้สึกดีใจมาก งานวันนี้เสมือนว่าภาษามลายูได้ออกมาพ้นจากจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วและมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว คนมลายูมักมองว่าภาษามลายูเป็นสมบัติเฉพาะของคนมลายูเท่านั้น แต่ความจริงในประเทศมาเลเซีย ภาษามลายูเป็นสมบัติของคนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งคนจีน คนอินเดีย ฯลฯ สำหรับประเทศไทย ตนอยากให้ภาษามลายูเป็นภาษาหรือเป็นสมบัติของคนไทยทั้งหมดด้วย อยากให้คนมีที่ใช้ภาษามลายูในกรุงเทพฯ เท่าที่ทราบตอนนี้ที่จังหวัดปทุมธานีก็มีชุมชนที่ใช้ภาษามลายูในชีวิตประจำวันอยู่

นอกจากนั้น ก็อาจมีคนบางส่วนที่โยงภาษามลายูเข้ากับศาสนาอิสลาม โดยบอกว่า “การพูดภาษามลายูกับการนับถือศาสนาอิสลามเป็นสิ่งเดียวกัน” และอาจมีคนบางส่วนที่ยกย่องถึงขั้นว่า “มุสลิมที่ใช้ภาษามลายูดีกว่าหรือเหนือกว่ามุสลิมที่ใช้ภาษาอื่น” แต่ในความเป็นจริงนั้น ในโลกนี้เรามีชาวมุสลิมที่ใช้ภาษาต่างๆ อยู่ทุกภาษา นี่แสดงถึงว่าศาสนาไม่จำกัดภาษา ดังนั้น จึงควรปรับกรอบคิดและส่งเสริมให้ภาษามลายูเป็นของทุกคนในประเทศนี้

Post Author: Prachachat Party

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.