Site Loader
สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติ ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติ ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.

“สังคมพหุวัฒนธรรม” คือ หัวใจของนโยบายพรรคประชาชาติ

This slideshow requires JavaScript.

+++“พหุวัฒนธรรม” หรือ “สังคมพหุวัฒนธรรม” คืออะไรกันแน่+++

ในทางวิชาการ คำว่า “พหุวัฒนธรรม” หรือ “สังคมพหุวัฒนธรรม” นอกจากจะเป็นการพรรณาถึงสภาพสังคมวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางชาติพันธุ์และทางศาสนา แล้วนั้น ยังหมายถึงขบวนการเคลื่อนไหว ที่มีเป้าหมายเพื่อการสร้างความเท่าเทียมหรือตระหนักในความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งหมายถึง นโยบายรัฐ หรือรัฐประชาชาติ ที่ก่อตัวขึ้นมาท่ามกลางความหลากหลายของคน และพยายามหาดุลยภาพ ระหว่างการเคารพความในความแตกต่างกับสร้างวัฒนธรรมร่วมแห่งชาติขึ้นมา

ในมิติทางอุดมการณ์หรือมิติของขบวนการเคลื่อนไหว คำว่า “พหุวัฒนธรรม” หรือ “สังคมพหุวัฒนธรรม” เป็นแนวคิดที่ยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม (cultural diversity) ต่อต้านการเหยียดและการกีดกันทางวัฒนธรรมต่อกลุ่มสังคมย่อยต่างๆ เพื่อการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเสมอภาคและสิทธิที่เท่าเทียมกันของคนทุกกลุ่ม ทั้งนี้ ตามปกติแล้ว กลุ่มคนที่มีอำนาจมากกว่ามักจะมองข้ามคุณค่าทางวัฒนธรรมของกลุ่มคนที่มีอำนาจน้อยกว่าในสังคม

“พหุวัฒนธรรม” หรือ “สังคมพหุวัฒนธรรม” ไม่จำกัดเฉพาะความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น แต่สามารถคำนึงถึงคนในกลุ่มวัฒนธรรมย่อยอื่นๆ ด้วย อาทิ ผู้อพยพ แรงงานข้ามชาติ กลุ่มเพศสภาพ กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ คนจน คนไร้บ้าน

ประเทศแคนาดาเป็นประเทศแรกที่ประกาศแนวทางพหุวัฒนธรรมนิยม (multiculturalism) เป็นนโยบายมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันความคิดต่อต้านสังคมพหุวัฒนธรรมเกิดขึ้นในโลกตะวันตกค่อนข้างมาก จากปัญหาผู้อพยพย้ายถิ่นเข้ายุโรป (non-European immigrant)ปัญหาการก่อการร้าย (terrorist attacks) และการเติบโตของพวกขวาจัด (extreme right-wing)

+++“สังคมพหุวัฒนธรรม” วาทกรรมที่ถูกแย่งชิงความหมายจากหลายฝ่าย+++

ในบริบทสังคมไทย แม้ครั้งหนึ่งแนวคิด “พหุวัฒนธรรม” หรือ “สังคมพหุวัฒนธรรม” จะเกิดขึ้นมาเพื่อวิพากษ์หรือตั้งคำถามต่อรัฐ ที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียวของเชื้อชาติ/ชนชาติและเน้นการหลอมรวมให้ทุกคนมีวัฒนธรรมเดียว รวมทั้งการที่รัฐมองความแตกต่างทางวัฒนธรรมว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 2540 เป็นต้นมา รัฐไทยได้หันมาให้ความสำคัญกับ “สังคมพหุวัฒนธรรม” มากขึ้น โดยเริ่มยอมรับสถานะ “ชนกลุ่มน้อย” สิทธิชุมชน และวัฒนธรรมท้องถิ่น อันเป็นผลมาจากกระแสสิทธิมนุษยชน และกระแสการส่งเสริมความหลากหลายในระดับสากล ตลอดจนกระแสการเติบโตของภาคประชาสังคมไทย การกระจายอำนาจ และกระบวนการประชาธิปไตย (ที่มีในบางช่วง) ในประเทศไทย ทั้งนี้ แม้แต่หน่วยงานด้านความมั่นคง อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กองทัพหรือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็มีนโยบายและโครงการที่ส่งเสริมความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในพื้นที่ทีมีสถานการณ์ความไม่สงบอย่างจังหวัดชายแดนภาคใต้

อย่างไรก็ดี แนวคิด “พหุวัฒนธรรม” หรือ “สังคมพหุวัฒนธรรม” ของรัฐยังมีลักษณะกระจัดกระจาย แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ขาดมาตรการในการปกป้องคุ้มครอง “ชนกลุ่มน้อย” หรือ “ชนเผ่าพื้นเมือง” จากการถูกละเมิดสิทธิ และไม่มีนโยบายใหญ่ในระดับชาติที่รับรองและส่งเสริมการเป็นรัฐพหุวัฒนธรรม

ที่สำคัญในกระบวนทัศน์ของรัฐ/เจ้าหน้าที่รัฐ “พหุวัฒนธรรม” หรือ “สังคมพหุวัฒนธรรม” ยังหมายถึงการที่ กลุ่มย่อยจะต้องปรับตัวตามคนกลุ่มใหญ่ อันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลายแต่ไม่เท่าเทียม รวมทั้งเน้นความสามัคคี สมานฉันท์ และความเป็นองค์รวมของชาติไทย หรือการรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ มากกว่าแนวคิดเรื่องสิทธิ ความเท่าเทียมและความเสมอภาค

นอกจากนั้น “พหุวัฒนธรรม” หรือ “สังคมพหุวัฒนธรรม” ของรัฐมักไม่สัมพันธ์กับระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย กล่าวคือ ผู้นำรัฐบาลหรือกลไกรัฐในระบอบเผด็จการทหารก็สามารถใช้วาทกรรมและกำหนดนโยบายส่งเสริม “สังคมพหุวัฒนธรรม” ได้ แม้ว่าโดยแท้จริงแล้ว “พหุวัฒนธรรม” หรือ “สังคมพหุวัฒนธรรม” ไปด้วยกันได้ดีกับการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่คนกลุ่มต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในสังคมการเมืองด้วยกัน
+++แล้ว “สังคมพหุวัฒนธรรม” ของพรรคประชาชาชาติเป็นแบบไหน+++

“สังคมพหุวัฒนธรรม” ของพรรคประชาชาชาติเน้นสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคเท่าเทียม รวมทั้งต้องควบคู่ไปกับระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย

ในนโยบายเฉพาะของพรรคประชาชาติ ระบุว่า พรรคประชาชาติ “ส่งเสริม ‘สังคมพหุวัฒนธรรม’ ที่เคารพในความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ถิ่นกำเนิด ความเชื่อ และอุดมการณ์ อันจะนำไปสู่ความเป็น ‘ประชาชาติ’ ที่ชาติคือประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย เป็นพลเมืองของประเทศที่อยู่ร่วมกันอย่างเสมอหน้าและสันติ มีความเคารพ รวมถึง เอื้ออาทรต่อกันภายใต้การรับรองโดยกฎหมาย”

สำหรับพรรคประชาชาติ ระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยกับการสร้าง “สังคมพหุวัฒนธรรม” ต้องไปด้วยกัน ประชาธิปไตยนอกจากจะเปิดโอกาสให้ทุกกคนได้เข้ามาส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเสมอหน้ากันแล้วนั้น ประชาธิปไตยยัง รับฟังและให้ความสำคัญกับเสียงส่วนน้อยที่เป็นกลุ่มชาติพันธ์หรือกลุ่มสังคมวัฒนธรรมย่อยต่างๆ ให้ได้รับการดูแล การปกป้องคุ้มครอง และการมีสิทธิในทุกด้าน

+++รูปธรรมการสร้าง “สังคมพหุวัฒนธรรม”: การลดความเหลื่อมล้ำและรัฐสวัสดิการ+++

จากแนวคิด “สังคมพหุวัฒนธรรม” ของพรรคประชาชาชาติที่หมายถึง สิทธิที่เสมอกันของคนทุกกลุ่ม ได้นำมาสู่โจทย์ที่ว่า แล้วเราจะทำให้สิทธิของคนทุกกลุ่มเสมอกันได้อย่างไร คำตอบก็คือ การที่จะต้องลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ทั้งนี้ “ชนกลุ่มน้อย” มักมีสถานะที่เสียเปรียบหรือถูกกดทับทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อยู่เสมอๆ

วิธีการสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ก็คือ การสร้างรัฐสวัสดิการให้เกิดขึ้น โดยสวัสดิการเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนต้องได้รับอย่างเสมอกันในฐานะที่เป็นพลเมืองและเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ ตัวอย่างรูปธรรมของการสร้างรัฐสวัสดิการของพรรคประชาชาติ อาทิ
– การเรียนฟรีมีคุณภาพถึงระดับปริญญาตรี
– การรักษาพยาบาลฟรี ที่เน้นการรักษาและการบริการที่ดีแก่ประชาชน
– เบี้ยบำนาญผู้สูงอายุ 3,000 บาท ต่อเดือน (ตามมาตรฐานเส้นความยากจน)

+++รูปธรรมการสร้าง “สังคมพหุวัฒนธรรม”: การกระจายอำนาจ+++

การกระจายอำนาจ คือ หนทางหนึ่งในการสร้าง “สังคมพหุวัฒนธรรม” พรรคประชาชาติมุ่งเน้นการกระจายอำนาจหน่วยราชการจากส่วนกลางสู่ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งในท้องถิ่นต่างๆ มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายอาศัยอยู่ การกระจายอำนาจเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การวางแผน การตัดสินใจ และการพัฒนา ที่ตอบสนองความความต้องการของพื้นที่ อันเป็นการช่วยขจัดความเหลื่อมล้ำทางด้านสิทธิ โอกาส อำนาจ และศักดิ์ศรี

อนึ่ง การกระจายอำนาจของพรรคประชาชาติยังหมายถึง สิทธิจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบที่หลากหลายตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในพื้นที่นั้น โดยเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
+++รูปธรรมการสร้าง “สังคมพหุวัฒนธรรม”: เศรษฐกิจทางเลือกและเศรษฐกิจฐานคุณธรรม+++

การสร้าง “สังคมพหุวัฒนธรรม” ของพรรคประชาชาติสะท้อนอยู่ในนโยบายเศรษฐกิจทางเลือก ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพ องค์ความรู้ และภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ซึ่งมีความหลากหลายแตกต่าง ทั้งนี้ ในระบบเศรษฐกิจทางเลือกประกอบไปด้วยวิถีการผลิดที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ เช่น เกษตรพื้นบ้าน การแปรรูปพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม นอกจากนั้น การสร้าง “สังคมพหุวัฒนธรรม” ยังปรากฏในเศรษฐกิจฐานคุณธรรม ที่การดำเนินธุรกรรมทางการเงินวางอยู่บนหลักความเชื่อ ศรัทธา การทำความดี ตามคำสอนทางศาสนาของคนหลากหลายกลุ่ม

+++รูปธรรมการสร้าง “สังคมพหุวัฒนธรรม”: มาตรการคุ้มครองสังคมพหุวัฒนธรรม+++

พรรคประชาชาติส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา และความเชื่อต่างๆ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างสอดคล้องกับวัฒนธรรมของตน ตามความสมัครใจ โดยไม่มีการผูกขาด ครอบงำ หรือเลือกปฏิบัติ และส่งเสริมการเคารพในความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความคิดเห็นในการอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้ พรรคประชาชาติจะผลักดันให้มี “มาตรการคุ้มครองสังคมพหุวัฒนธรรม” ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการยุยงปลุกปั่นหรือสร้างความเกลียดชัง และการสร้างความรู้สึกหวาดระแวง และอคติระหว่างฝ่ายต่างๆ

+++รูปธรรมการสร้าง “สังคมพหุวัฒนธรรม”: กิจกรรมทางศาสนา/จิตวิญญาณและการศึกษา+++

พรรคประชาชาติตระหนักดีว่า อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้บุคคลหรือกลุ่มคนมีรู้สึกที่ดีกับการเป็นตัวของตัวเอง ทั้งนี้ กิจกรรมทางศาสนา/จิตวิญญาณและการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนตระหนักในอัตลักษณ์ของตนเองและเข้าใจในอัตลักษณ์ของผู้อื่น ดังนั้น พรรคประชาชาติจึงมีนโยบายที่เน้นความเป็นพหุวัฒนธรรมในทางศาสนาและจิตวิญญาณ โดยให้ความเคารพ ตลอดจนส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการนับถือและการปฏิบัติตามหลักบัญญัติของศาสนา นิกาย ลัทธินิยม และการยึดถือในทางจิตวิญญาณในลักษณะต่างๆ และส่งเสริมสนับสนุนทุกศาสนาและทุกความเชื่ออย่างเท่าเทียมกัน

ส่วนในด้านการศึกษา พรรคประชาชาติเน้นส่งเสริมระบบการศึกษาบนฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธุ์ รวมทั้งพัฒนาความคิด สติปัญญา และศักยภาพของทุกชาติพันธุ์โดยเริ่มต้นจากภาษาแม่ อาทิ ภาษามลายู

+++ข้อระมัดระวังในการนำเสนอนโยบาย “สังคมพหุวัฒนธรรม”+++

แม้แนวคิด “สังคมพหุวัฒนธรรม” คือ หัวใจของนโยบายพรรคประชาชาติ แต่ทั้งนี้ พรรคได้ตระหนักถึงข้อจำกัดของแนวคิด “สังคมพหุวัฒนธรรม” กล่าวคือ

1. เราตระหนักดีว่า ท่ามกลางความเป็นสังคมสมัยใหม่ที่มีการเคลื่อนย้ายของคนและข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง วัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มย่อยย่อมมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน โดยไม่ได้มีขอบเขตทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มที่ตายตัว อีกทั้งวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มก็ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มีพลวัตตลอดเวลา ขณะเดียวกันบุคคลหรือกลุ่มคนหนึ่งๆ ก็มีการทับซ้อนของอัตลักษณ์และตัวตนที่มากกว่าหนึ่งอัตลักษณ์อยู่เสมอ

2. เราตระหนักว่า ภายในกลุ่มวัฒนธรรมหนึ่งๆ ก็มีความหลากหลายและซับซ้อน เช่น มีความแตกต่างทางชนชั้นภายในกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง มีการเบียดขับแข่งขันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยด้วยกัน รวมทั้งการที่ยังมีกลุ่มคนชายขอบบางกลุ่มที่ยังคงถูกละเลย เช่น คนที่มีความหลากหลายทางเพศ คนที่ไม่มีศาสนา

3. เราระมัดระวังว่า แนวคิด “สังคมพหุวัฒนธรรม” จะไม่กลายเป็นแนวคิดที่ครอบจักรวาล เป็นความถูกต้องที่ไม่ถูกตั้งคำถามหรือถูกวิพากษ์ และมีนิยามที่ตายตัว เป็นเนื้อเดียว ไม่หลากหลาย

4. เราระมัดระวังอย่างยิ่งว่าแนวคิด “สังคมพหุวัฒนธรรม” จะต้องไม่ผลิตซ้ำอุดมการณ์ชาตินิยมที่ล้นเกินหรือแข็งตายตัว แต่ต้องนำมาสู่เสรีภาพทางความคิดที่เปิดกว้างต่อความฝันหรือจินตนาการถึงรูปแบบสังคมการเมืองและการพัฒนาที่แต่ละคนหรือหรือแต่ละกลุ่มพึงปรารถนา

//////////////////////////
24 มีนา จับปากกาสร้าง “ประชาชาติ”
ชาติของประชาชน บนฐานสังคมพหุวัฒนธรรม

Post Author: Prachachat Party

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.