Site Loader
สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติ ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติ ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 มีการจัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “พระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติในสังคมยุค 5G” ที่หอประชุมพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย พระสุธีวีรบัญฑิต หรือ ดร.มหาโชว์ ทัสสนีโย, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อดีตเลขา ศอ.บต และเลขาธิการพรรคประชาชาติ, ดร.โฆสิต สุวินิจจิต ประธานบริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด และนายณคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ดำเนินการเสวนา

พ.ต.อ.ทวีฯ กล่าวว่า ศาสนาพุทธในประเทศไทยได้พัฒนายืนยงมากับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้บัญญัติ “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก”

คำว่า “พุทธมามกะ “ หมายถึง ผู้ประกาศว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา ส่วน “ศาสนูปถัมภก” หมายถึง ผู้ทะนุบำรุงศาสนา

จากข้อมูลที่มีการสำรวจพบว่าคนไทยประมาณ 92-94% นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาประมาณ 4-5% นับถือศาสนาอิสลาม และที่เหลือนับถือศาสนาอื่นๆ โดยทั้งประเทศมีวัดในพระพุทธศาสนาประมาณ 39,276 วัด มีพระสงฆ์ ประมาณ 349,659 รูป (ข้อมูล พ.ศ. 2557)

ในเรื่องความมั่นคงของพระพุทธศาสนา มีประเด็นที่ฝากเพื่ออาจเป็นหัวข้อในการแลกเปลี่ยนหรือเสวนาในโอกาสต่อไป คือ

ประเด็นแรก เป็นภิกษุ สามเณร เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน คือ ตามมาตรา 96 ที่บัญญัติบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. มี 4 ประเภท คือ

(1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

(2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่

(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

(4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ”

การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ “พระภิกษุ สามเณร “ ในพุทธศาสนา ที่มีฐานะเป็นที่เคารพกราบไหว้ และเป็นผู้นำทางจิต ใจ ของผู้นับถือศาสนาพุทธ เป็นบุคคลต้องห้ามใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ให้อยู่ในมาตราเดียวกับนักโทษ และคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือคนบ้านั้น พ.ต.อ.ทวีฯ เห็นว่าไม่เหมาะสม ควรจะแยกเป็นมาตราต่างหาก หรือจัดให้อยู่ในมาตราพระพุทธศาสนา และหากให้เหตุผลถึงการห้ามใช้สิทธิเลือกตั้งไว้ด้วยยิ่งดี

ประการที่สอง รัฐบาล คสช.ได้เปิดโอกาสให้ “ฆราวาสปกครองพระสงฆ์”

ตามรัฐธรรมนูญ 60 ได้บัญญัติเกี่ยวกับพุทธศาสนาไว้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มาตรา 67 ว่า

“รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น

ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทําลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดําเนินมาตรการ หรือกลไกดังกล่าวด้วย

ที่บัญญัติว่า “รัฐ ต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด..” นั้นเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงศาสนาพุทธมากว่า มาตรการและกลไกของรัฐ จะกลายเป็นเครื่องมือของรัฐและฆราวาส หรือรัฐเองก็อาจจะถูกยืมมือเข้าไปจัดการแทรกแซง หรือควบคุมกิจการของพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ หรือแม้แต่ ทรัพย์สินส่วนพระพุทธศาสนาได้โดยง่ายอาจจะถึงขั้นออกกฎหมาย “ฆราวาสปกครองพระ” ก็เป็นได้ ทั้งนี้ เพราะเพียงแค่สงสัยว่ามีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ก็ใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าไปจัดการกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ระดับพระราชาคณะ หรือแม้แต่สมเด็จพระราชาคณะได้แล้ว

ประการที่สาม ความมั่นคงของศาสนาพุทธจะต้องอยู่ที่คุณภาพของบุคคล ว่าถือปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หลักธรรม เพียงใด ไม่ใช่เป็นคนพุทธเพียงกรอกข้อมูลทำบัตรประชาชน และที่สำคัญความสามัคคีของพุทธบริษัท 4 ประกอบไปด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นสิ่งสำคัญให้เกิดความมั่นคงในศาสนาพุทธและประเทศ

ประการที่สี่ ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ เช่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เกิดที่ศาสนาแต่เกิดจากตัวบุคคล เช่น จังหวัดสตูล มีประชาชนนับถือศาสนาพุทธและอิสลามใกล้เคียงกับจังหวัดยะลา ก็อยู่กันอย่างปกติสุข และศาสนาเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสันติภาพ กรณีการสร้างความมั่นคงของชาติด้วยการใช้คุณค่าของศาสนาเป็นกลไกสร้างความสามัคคี ที่ประกอบด้วย การใช้หลักธรรมคำสอน การปฏิบัติพิธีกรรม และสถาบันที่เป็นศาสนสถาน ศาสนบุคคลและศาสนวัตถุ โดยรัฐให้การส่งเสริมสนับสนุนในการจัดกิจกรรมและงบประมาณในการดำเนินการของศาสนาพุทธ รวมถึงการอยู่ร่วมกันที่มีความแตกต่างทางศาสนาด้วย

ประการที่ห้า ต้องใช้ทั้งวิกฤตและโอกาสให้เป็นประโยชน์ที่นำคุณค่าของพุทธศาสนาช่วยสร้างความมั่นคงให้ประเทศ วิกฤตคือสังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงวัยที่มักจะสนใจในการประพฤติและปฏิบัติทางศาสนามากขึ้น ส่วนโอกาสคือเทคโนโลยีที่พัฒนาแบบรวดเร็วจะต้องใช้ในการให้ความรู้และการศึกษาทางศาสนาพุทธ เพื่อเป็นรากฐานด้านคุณธรรมการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าในการกำหนดทิศทางบนเส้นทางที่ถูกต้อง ไม่นำชีวิตไปสู่ความวิบัติหายนะจากกิเลสต่างๆ

ประการสุดท้าย ศาสนาและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าต้องส่งเสริม สนับสนุน ปกป้องรักษาและเผยแพร่ จะต้องไม่ใช้พรหมมาปิดกัน ถ้ามีความคิดปิดกันศาสนาพุทธที่เกิดในอินเดียก็จะไม่เผยแพร่มาประเทศไทยเช่นปัจจุบัน

Post Author: Prachachat Party

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.