Site Loader
สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติ ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติ ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.

ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ที่ยังไม่เห็นอนาคตในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะวิธีการแก้ไขปัญหาของ พลเอกประยุทธ์ หลังจากได้รัฐประหารยึดอำนาจและเป็นรัฐบาล ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า

คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 เห็นชอบให้ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 185/2558 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 แต่งตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน

ต่อมา วันที่ 25 ต.ค. 60 พลเอกประยุทธ์ ได้ใช้มาตรา 44 ตั้ง “สำนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” โดยระบุว่าเพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างบูรณาการ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีอำนาจระดมสรรพกำลัง-ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ”

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ให้สร้างระบบ SWOC ( Smart water operation center ) ที่เรียกว่า “ศูนย์น้ำอัจฉริยะ” ขึ้น โดยให้กรมชลประทานเป็นผู้ดำเนินการได้เปิดใช้เมื่อปี 2560 ที่มูลค่าการลงทุนเกินกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน สามารถนำมาติดตาม วิเคราะห์ พยากรณ์และคาดการณ์สถานการณ์น้ำ รวมทั้งยังเป็นข้อมูลสำหรับสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารประเทศ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่าที่ประชนได้รับรู้จากข่าว จะเห็นได้ว่า หลังจากที่มีการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการน้ำ ตามนระบบ นายก ฯ ประยุทธ์ รวมศูนย์ แต่ปัญหาก็ยังเป็นเช่นเดิม และหากเรามาดูรายละเอียด

ด้านงบประมาณที่ใช้ในการบริหารจัดการน้ำภายหลังจากตั้ง คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ปี พ.ศ.2558 ที่พล.อ.ประยุทธ์ ฯ เป็นประธานแล้ว จากข้อมูลสำนักงบประมาณที่เผยแพร่คือ

งบประมาณปี 2559 จำนวน 52,630 ล้านบาท

งบประมาณปี 2560 จำนวน 54,200 ล้านบาท

งบประมาณปี 2561 จำนวน 60,355 ล้านบาท

งบประมาณปี 2562 จำนวน 62,831 ล้านบาท

และที่เสนอตั้งในงบประมาณปี 2563 จำนวน 59,431 ล้านบาท ที่กำลังเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเร็วนี้

เห็นได้ชัดว่าตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี ที่พล.อ.ประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน บริหารจัดการนำได้ใช้งบประมาณไปกว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาความแห้งแล้งและแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก แต่ยังพบกับปัญหาที่ต้องการแก้ไขยังคงเกิดขึ้นซ้ำซาก ซึ่งรัฐมักอ้างว่าปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำแล้งนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่ตกและภูมิอากาศโลกที่แปรปรวน

“งบน้ำ งบภัยแล้ง งบอุทกภัย” จะเป็นที่โจษขานว่ามีการหาประโยชน์ในงานขุดลอกแหล่งน้ำทั่วประเทศ การแก้ปัญหาภัยแล้ง และอุทกภัย ยิ่งในช่วงรัฐบาล คสช. ผ่านมา ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรที่จะตรวจสอบ กลั่นกรองติดตามการใช้งบประมาณ ผู้นำองค์กรของรัฐ และองค์กรอิสระที่รับผิดชอบในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตล้วนก็ถูกแต่งตั้ง โดย พล.อ.ประยุทธ์ฯ ที่รวบอำนาจนั่งเป็นประธานบริหารจัดการน้ำแทนทั้งสิ้น จึงไม่มีใครกล้าตรวจสอบ ดังนั้น แม้รัฐใช้งบบริหารจัดการน้ำไปมากกว่า 2 แสนล้านบาทแต่กลับพบว่าปัญหาน้ำท่วมและแห้งแล้งขาดน้ำไม่ได้เบาบางลงเลย

ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำว่าใช้งบประมาณที่ไปลงทุนเพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่คุ้มค่าหรือไม่ หรือไม่ได้ลงทุนจริงแค่ไหนเพียงไร ที่ผ่านมาขาดการตรวจสอบ เพราะบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยทำให้ประชาชนไม่มีส่วนรวม ไม่มีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลและไม่มีการกระจายอำนาจ

ขณะนี้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเชื่อว่าการบริหารจัดการน้ำน่าจะดีกว่าที่ผ่านมา และคำพูดที่ว่า

“ขอแนะนำพื้นที่ใดน้ำท่วมมากให้ปรับเปลี่ยนอาชีพ เช่น เลี้ยงปลาแทนการทำนาปลูกข้าว..”

ที่พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ พูดกับประชาชนขณะเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2562 ที่แสดงถึงวิธีคิดตามระบอบ “ประยุทธ์ รวมศูนย์” ก็จะได้รับการแก้ไขด้วยหลักประชาธิปไตยที่ส่งเสริมการกระจายอำนาจที่ประชาชนมีส่วนรวมไปด้วย

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

เลขาธิการพรรคประชาชาติ

Post Author: Prachachat Party

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.