180 วัน อำนวยความเป็นธรรม สังคมปลอดภัย ยับยั้งภัยยาเสพติด

180 วัน อำนวยความเป็นธรรม สังคมปลอดภัย ยับยั้งภัยยาเสพติด
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
และหัวหน้าพรรคประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม – หัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดเวทีเสวนาปฏิรูปราชทัณฑ์ไทย ชูเรือนจำเป็นพื้นที่ ‘ตัดวงจรอาชญากรรม’ สร้างสังคมมั่นคง-ประชาชนปลอดภัย

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม – หัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดเวทีเสวนาปฏิรูปราชทัณฑ์ไทย ชูเรือนจำเป็นพื้นที่ ‘ตัดวงจรอาชญากรรม’ สร้างสังคมมั่นคง-ประชาชนปลอดภัย
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงวิชาการเสวนาเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปราชทัณฑ์ไทย ภาคกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี ภายใต้หัวข้อ “ขับเคลื่อนการปฏิรูปราชทัณฑ์ไทย Unlocking Corrections Reform : แลกเปลี่ยนสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน”
โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาจากหลากหลายภาคส่วน อาทิ นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์, พันตำรวจโท พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม รวมถึงนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงยุติธรรม เช่น รศ.พันตำรวจโท ดร.กฤษพงศ์ พูตระกูล, นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการพิเศษฝ่ายสำนักงานอัยการสูงสุด และอาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยา ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอเชิงนโยบาย
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการเปิดงานว่า “ราชทัณฑ์ในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่การกักขังผู้ต้องขัง แต่ต้องเป็นกระบวนการฟื้นฟู คืนคนดีสู่สังคม ด้วยการศึกษา การสร้างอาชีพ และการลดอคติจากสังคมต่อผู้พ้นโทษ เรือนจำต้องเป็นพื้นที่ตัดวงจรอาชญากรรม เป็นกลไกสร้างความมั่นคงให้ประเทศ และทำให้ประชาชนปลอดภัย”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยังเน้นย้ำว่า ราชทัณฑ์ต้องทำงานเชิงรุกนอกเรือนจำ โดยกำหนดให้ผู้บัญชาการเรือนจำทั่วประเทศ ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง เพื่อประสานงานกับ “ยุติธรรมชุมชน” และช่วยดูแลผู้พ้นโทษไม่ให้กลับไปสู่เส้นทางเดิม พร้อมส่งเสริมให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาและมีรายได้เลี้ยงชีพ
“ราชทัณฑ์ต้องเป็นนักยุทธศาสตร์ ต้องใช้หลักอาชญาวิทยามาเป็นแนวทางในการฟื้นฟูผู้ต้องขัง และเป็นสมองของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพื่อร่วมแก้ปัญหาสังคมในระยะยาว โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมซ้ำซาก” พันตำรวจเอก ทวี กล่าว

“สส.วรวิทย์ บารู มอบของขวัญสุดพิเศษ! ชวนพี่น้องชายแดนใต้ชมฟรี นัดชี้ชะตา ไทยลีก 3 รอบรองฯ ปัตตานี เอฟซี ปะทะ ราษีไศล ยูไนเต็ด”

“สส.วรวิทย์ บารู มอบของขวัญสุดพิเศษ! ชวนพี่น้องชายแดนใต้ชมฟรี นัดชี้ชะตา ไทยลีก 3 รอบรองฯ ปัตตานี เอฟซี ปะทะ ราษีไศล ยูไนเต็ด”

“ทวี สอดส่อง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและหัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดกิจกรรมวิ่งการกุศล Run for Relife 2025 – ประชาชนแห่ร่วมกว่า 5,000 คน สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ก้าวพลาด คืนคนดีสู่สังคมอย่างสงบสุข

“ทวี สอดส่อง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและหัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดกิจกรรมวิ่งการกุศล Run for Relife 2025 – ประชาชนแห่ร่วมกว่า 5,000 คน สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ก้าวพลาด คืนคนดีสู่สังคมอย่างสงบสุข
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล Yellow Ribbon Thailand Presents ราชทัณฑ์ “Run for Relife 2025” ซึ่งจัดโดยกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ณ กรมราชทัณฑ์ จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ร่วมให้การต้อนรับ และมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 5,000 คน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “การให้โอกาสครั้งใหม่คือการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืน” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมของผู้ต้องขังที่พ้นโทษ และลดอคติที่มักมีต่อผู้เคยก้าวพลาด พร้อมรณรงค์สร้างความเข้าใจในหลักการ “ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงยุติธรรมในยุคปัจจุบัน
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวว่า “กิจกรรมวันนี้ไม่ใช่แค่การวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่คือการวิ่งร่วมกันของสังคม เพื่อส่งสัญญาณว่าเราพร้อมให้โอกาส เรายินดีต้อนรับคนที่เคยพลาด ให้มีโอกาสกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างภาคภูมิ การลดการตีตราและเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้ผู้พ้นโทษ คือหัวใจของการสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข”
การคืนคนดีสู่สังคมไม่ใช่เพียงหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์หรือกระทรวงยุติธรรมเท่านั้น แต่เป็น “ภารกิจร่วมของทุกภาคส่วน” โดยเฉพาะภาคประชาชน ชุมชน และครอบครัว ที่ต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้ที่เคยก้าวพลาดสามารถกลับมายืนได้อย่างมีศักดิ์ศรี
กิจกรรมเดิน-วิ่งในครั้งนี้จัดขึ้นหลากหลายประเภท ทั้งประเภทเดิน 3 กิโลเมตร วิ่งระยะสั้น 5 กิโลเมตร และวิ่งเพื่อท้าทายระยะทาง 10 กิโลเมตร พร้อมกิจกรรมประกอบอื่น ๆ อาทิ นิทรรศการส่งเสริมสิทธิผู้ต้องขัง การแสดงจากผู้พ้นโทษต้นแบบ และการออกร้านจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

คึกคัก! ชาวนราธิวาสสวมชุดมลายูต้อนรับ “ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม ลงพื้นที่แก้ปัญหายาเสพติด พร้อม ส.ส.ประชาชาติ และเลขานุการรัฐมนตรีฯ – ชื่นชม อบต.ดุซงญอ สร้างศูนย์เฝ้าระวังยาเสพติดด้วยพลังชุมชน

คึกคัก! ชาวนราธิวาสสวมชุดมลายูต้อนรับ “ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม ลงพื้นที่แก้ปัญหายาเสพติด พร้อม ส.ส.ประชาชาติ และเลขานุการรัฐมนตรีฯ – ชื่นชม อบต.ดุซงญอ สร้างศูนย์เฝ้าระวังยาเสพติดด้วยพลังชุมชน
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมีชาวบ้านกว่า 2,500 คนร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดมลายู สะท้อนเอกลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นและความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของพื้นที่
เวลา 10.15 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรจะแนะ อำเภอจะแนะ เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ ก่อนเดินทางต่อไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ ซึ่งจัดกิจกรรมติดตามงานพัฒนาเชิงพื้นที่และเปิดโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีทั้งข้าราชการ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก
ภายในงาน พ.ต.อ.ทวี ได้กล่าวชื่นชม อบต.ดุซงญอ ที่ริเริ่มสร้างศูนย์เฝ้าระวังยาเสพติดชุมชน ซึ่งมีระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเน้นย้ำว่า “การแก้ปัญหายาเสพติดต้องอาศัยพลังจากชุมชน ศาสนา และครอบครัวอย่างแท้จริง” โดยการเสริมสร้างทักษะชีวิตให้เยาวชนและเปิดพื้นที่สร้างสรรค์คือหัวใจของแนวทางที่ยั่งยืน
รัฐมนตรีฯ ยังได้กล่าวถึง “ดุซงญอ” ว่าเป็นมากกว่าตำบลหนึ่งในชายแดนใต้ แต่คือสัญลักษณ์ของความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยยกตัวอย่างคำบอกเล่าของนักเขียนท้องถิ่นอย่าง ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงค์ ที่ถ่ายทอดภาพจำของดุซงญอในอดีตอันรุ่งเรืองและเปี่ยมด้วยน้ำใจไมตรีระหว่างชาวไทยพุทธ มุสลิม และจีน
 
“เราไม่ควรมองดุซงญอเพียงในฐานะพิพิธภัณฑ์ของความทรงจำ แต่ควรผลักดันให้เป็นเวทีของการพัฒนา ด้วยศาสนา การศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี” พ.ต.อ.ทวี กล่าว พร้อมระบุว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการยอมรับอดีต ออกแบบอนาคตที่เท่าเทียม และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเยาวชนในฐานะ “เจ้าของอนาคตของชุมชน”
ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ พ.ต.อ.ทวี มีกำหนดการเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน และจะเข้าร่วมเปิดกิจกรรม “Run For Relife” เดิน-วิ่งการกุศลของกรมราชทัณฑ์ ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 เวลา 05.00 น. ณ กรมราชทัณฑ์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อสร้างความตระหนักรู้และการยอมรับการกลับคืนสู่สังคมของผู้เคยก้าวพลาด
ภาพข่าว : สำนักข่าวราษฎร

กระทรวงยุติธรรมจะเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้นโยบายทุกฉบับ ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้าง แต่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชนในทุกมิติ

กระทรวงยุติธรรมจะเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้นโยบายทุกฉบับ ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้าง แต่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชนในทุกมิติ
พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นโยบายกระทรวงยุติธรรมเพื่อประชาชน” ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) 22 พฤษภาคม 2568

ความยุติธรรมไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมาย แต่คือหลักประกันของชีวิตที่ทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

ความยุติธรรมไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมาย แต่คือหลักประกันของชีวิตที่ทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นโยบายกระทรวงยุติธรรมเพื่อประชาชน” ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) 22 พฤษภาคม 2568

คนจำนวนมากอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทำตามความรู้สึก คนจำนวนมากอยากให้คนในกระบวนการยุติธรรมทำตามความรู้สึก

คนจำนวนมากอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทำตามความรู้สึก คนจำนวนมากอยากให้คนในกระบวนการยุติธรรมทำตามความรู้สึก
แต่รัฐมนตรีต้องทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อให้กฎหมายรัฐธรรมนูญศักดิ์สิทธิ์”
พันตำรววจเอก ทวี สอดส่อง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ
ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นโยบายกระทรวงยุติธรรม เพื่อประชาชน” ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรรมแห่งประนาศไทย (TIJ) 22 พฤษภาคม 2568

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ ย้ำบทบาทของกระทรวงยุติธรรม คือการสร้างหลักประกันและความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชน

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ ย้ำบทบาทของกระทรวงยุติธรรม คือการสร้างหลักประกันและความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชน
(22 พฤษภาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อาคารสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นโยบายกระทรวงยุติธรรมเพื่อประชาชน” ในการประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 22 : ยุติธรรมกินได้ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ประชาชน และสื่อมวลชนจำนวนมาก เข้าร่วมงาน
”คนจำนวนมาก อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทำตามความรู้สึก คนจำนวนมากอยากให้คนในกระบวนการยุติธรรมทำตามความรู้สึก แต่รัฐมนตรีต้องทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กฎหมายรัฐธรรมนูญศักดิ์สิทธิ์“ – พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมไม่ควรเป็นสิ่งที่ประชาชนรู้สึกไกลตัว แต่ควรเป็นระบบที่ประชาชนรู้สึกได้ว่าเป็นที่พึ่งแรก อยู่เคียงข้างในวันที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เชื่อมั่นว่าบทบาทของกระทรวงยุติธรรม คือ การสร้างหลักประกันและความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชน เพื่อให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตด้วยศักดิ์ศรี ความเท่าเทียม และความหวัง และด้วยความเชื่อนี้ ผมจึงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงยุติธรรมให้สามารถดำเนินภารกิจสำคัญใน 4 ด้าน
[ประการแรก: สร้างระบบยุติธรรมที่ยืนอยู่ข้างประชาชน]
นโยบายที่เราขับเคลื่อน ล้วนยึดหลักว่า ความยุติธรรมที่ดีต้องเข้าถึงได้ รวดเร็ว และไม่เป็นภาระต่อผู้ที่กำลังเดือดร้อน เราจึงเร่งผลักดันมาตรการที่มีผลต่อชีวิตประชาชนอย่างตรงจุด เช่น การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ผ่านศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ครอบคลุมทั่วประเทศ, การปรับระบบการฟ้องร้องลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยเน้นการให้โอกาส มากกว่าการลงโทษ, การปราบปรามยาเสพติดควบคู่กับการพัฒนาและเสริมสร้างกลไกบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด, การแยกผู้ต้องขังระหว่างรอคำพิพากษาออกจากผู้รับโทษ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน, การปรับปรุงกระบวนการฟื้นฟูผู้กระทำผิด ด้วยระบบจำแนกตามกลุ่มปัญหา เพื่อให้สามารถออกแบบแนวทางฟื้นฟูที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
”วันนี้ มาตรการเร่งด่วนต่างๆ ที่กระทรวงยุติธรรมดำเนินการ วางอยู่บนแนวคิดที่ ‘ความยุติธรรม' ไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมาย แต่คือหลักประกันของชีวิตที่ทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม“ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว
[ประการที่สอง: กฎหมายต้องเป็นเครื่องมือเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน]
กฎหมายไม่ใช่ปลายทางของอำนาจ แต่คือ เครื่องมือที่รัฐต้องใช้เพื่อนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นธรรม เพราะกฎหมายจะมีคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อสามารถ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ความเสมอภาค และคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และในทุกการตัดสินใจของนโยบาย ประชาชนต้องเป็นเข็มทิศ ที่กำหนดทิศทางการทำงานของเราทุกคนในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน ควรถูกทบทวนหรือยกเลิกอย่างกล้าหาญ กฎหมายที่ยังคงมีช่องว่าง ควรถูกเติมเต็มด้วยกลไกคุ้มครอง
[ประการที่สาม: กระทรวงยุติธรรมมุ่งทำงานเชิงรุก เชื่อมโยงกับภารกิจของรัฐบาล]
นโยบายของกระทรวงยุติธรรมถูกออกแบบให้สอดคล้องกับภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การลดความเหลื่อมล้ำ หรือการพัฒนากลไกการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม
”เราตระหนักดีว่า สำหรับประชาชนที่กำลังเผชิญความอยุติธรรม การรอคอยไม่ใช่แค่เรื่องของเวลา แต่คือความกังวลที่กัดกินหัวใจในทุกวันคืน คือการกินไม่ได้นอนไม่หลับ คือความไม่มั่นคงในชีวิต ครอบครัว และอนาคต เพราะฉะนั้น หน้าที่ของรัฐไม่ใช่แค่ตอบสนองให้ทัน แต่ต้องทำให้เร็วพอที่จะหยุดความทุกข์นั้นได้ และ นั่นคือเหตุผลที่เราเชื่อว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความอยุติธรรม“ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว
เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดโดยการนำความยุติธรรมไปหาประชาชน โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น มีช่องทางออนไลน์ที่เปิดให้ประชาชนสามารถติดตามสถานะข้อพิพาท ยื่นเรื่องร้องเรียน หรือเข้าถึงข้อมูลสาธารณะได้ รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Decision-Making) เกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อพิพาทต่างๆ ที่สามารถช่วยลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ทำให้การดำเนินการให้สามารถตอบสนองประชาชนได้อย่างโปร่งใสและทันท่วงที ระบบยุติธรรมในอนาคต จะไม่เพียงพัฒนาให้มีความรวดเร็วและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น หากแต่จะเป็นระบบที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง โดยเทคโนโลยีมิได้มุ่งที่จะทดแทนมนุษย์ แต่จะใช้เพื่อเสริมพลังและศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น และนี่จึงนำมาซึ่งประการสุดท้าย
[ประการที่สี่: วางรากฐานที่มั่นคงให้ระบบยุติธรรมเดินหน้าต่อไปได้]
ผมเชื่อว่า หน้าที่ของรัฐมนตรี มิใช่เพียงการขับเคลื่อนนโยบายในช่วงเวลาหนึ่ง หากแต่คือการวางระบบที่มั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืน เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ ผมจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างกระบวนการยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (people-centered justice) ซึ่งให้ความสำคัญกับประชาชนอย่างแท้จริงและออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความยุติธรรมของทุกคนอย่างเท่าเทียม เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีบทบาทในกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (data and evidence-based approach) ที่จะเป็นเครื่องนำทางการปฏิรูป เปิดช่องให้เกิดการพัฒนาบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้จริง กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทางที่ได้ผลจริง
ผมเชื่อว่า ถ้านโยบายใดยึดโยงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และได้รับการขับเคลื่อนด้วยหลักการและความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง เราก็จะสามารถสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง ที่ไม่ยึดอยู่กับตัวบุคคล แต่เป็น “ระบบที่วางอยู่บนหลักนิติธรรม”
[การสร้าง “ยุติธรรม… เพื่อประชาชน”]
ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสหารือกับองค์กรระดับสากล เช่น World Justice Project มีประเด็นที่น่าสนใจและผมคิดว่า เราสามารถถอดบทเรียนมาพัฒนานโยบายด้านความยุติธรรมของประเทศไทยได้ ดังนี้ (1) แสดงเจตนารมณ์ให้ชัดเจน เราต้องส่งสัญญาณที่มั่นคงให้กับทุกหน่วยงานของรัฐว่าการปฏิบัติงานต้องยึดหลักกฎหมาย ( “play by law” ) เปิดเผยข้อมูลและเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ ( “open to public” )
(2) เสริมพลังให้ประชาชน (Empowerment) ยกระดับการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้ถูกกระทำ หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล สิทธิขั้นพื้นฐานต้องได้รับการคุ้มครอง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขา, (3) มองหาโอกาสที่ทำได้ทันที การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องยากเสมอไป จัดลำดับความสำคัญโดยเริ่มจากสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น การส่งเสริมรัฐบาลเปิด (Open Government) ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้รวดเร็ว เป็นก้าวแรกที่อาจนำไปสู่การจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว เช่น การต่อต้านคอร์รัปชัน และ (4) สร้างกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ประชาชนไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ผู้รับผล” ของนโยบาย แต่ต้องเป็น “ผู้ออกแบบ” และ “ผู้กำหนดทิศทาง” ของระบบยุติธรรมด้วย
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวในที่สุดว่า กระทรวงยุติธรรมจะเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้นโยบายทุกฉบับ ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้าง แต่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชนในทุกมิติ และเมื่อประชาชนรู้สึกได้ว่า “กฎหมายคุ้มครอง” “ระบบยุติธรรมรับฟัง” และ “รัฐไม่เพิกเฉยต่อความเดือดร้อน” เมื่อนั้น… เราจึงจะพูดได้อย่างแท้จริงว่า “ยุติธรรม… เพื่อประชาชน” ครับ

สส.วรวิทย์–สส.อับดุลอายี ร่วมต้อนรับคณะ อบต.ปูยุด จ.ปัตตานี เยี่ยมชมรัฐสภา

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา ผศ.ดร.วรวิทย์ บารู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 1 และนายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 3 ร่วมให้การต้อนรับและพบปะพูดคุยกับคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และประชาชนจากองค์การบริหารส่วนตำบลปูยุด อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ที่เดินทางเข้าเยี่ยมชมรัฐสภา
การเยี่ยมชมครั้งนี้ คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมชมห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 4 ซึ่งเป็นสถานที่ใช้ในการประชุมพิจารณากฎหมายสำคัญของประเทศ พร้อมทั้งเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ของอาคารรัฐสภา โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐสภาให้คำอธิบายถึงการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติและความสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตย
โอกาสนี้ สส.วรวิทย์ และ สส.อับดุลอายี ได้กล่าวต้อนรับและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะฯ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น และการเข้าใจบทบาทของรัฐสภาในการผลักดันนโยบายและกฎหมายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
การเยี่ยมชมรัฐสภาในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้านประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนอย่างสร้างสรรค์.