พรรคประชาชาติ

ชาติของประชาชน บนฐานสังคมพหุวัฒนธรรม

วันที่ 27 มิถุนายน 2567 ระหว่างเวลา 9.30 -12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี นางเพ็ญรวี มาแสง รองอธิบดีกรมบังคับคดี และคณะเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี เข้าร่วมการประชุมว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ครั้งที่ 12 ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย โดยในช่วงแรก ได้หารือกับ นาย ดิมิทรี อริสตอฟ ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดี สหพันธรัฐรัสเซีย (Mr. Dmitriy Aristov , Director of the Federal Bailiff Service) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้สอบถามเกี่ยวกับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่สหพันธรัฐรัสเซียพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการสนับสนุนงานบังคับคดี ซึ่งสำนักงานบังคับคดีสหพันธรัฐรัสเซียได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำชมการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยดำเนินงานในทุกขั้นตอนทั่วประเทศ ตั้งแต่การตรวจสอบและติดตามสถานะของลูกหนี้ การตรวจสอบประเภทหนี้ การชำระหนี้และค่าธรรมเนียมต่างๆ รวมถึงการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับคดี ตลอดจนขั้นตอน และกระบวนการบังคับคดี ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ชื่นชมนวัตกรรมดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอให้นำไปเป็นต้นแบบในการปรับใช้กับประเทศไทยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานบังคับคดี
จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เข้าร่วมการประชุมเปิดสำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนานาชาติ (Open Meeting of Justice Ministers) ณ Congress Center, Conference Hall 10 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจากประเทศต่าง ๆ ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการยุติธรรม โดยในส่วนของประเทศไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้กล่าวถึงความก้าวหน้าของประเทศไทยในการปฏิรูปเรือนจำ การลดจำนวนผู้ต้องขัง และการเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม โดยเน้นย้ำว่าการดำเนินงานของประเทศไทยทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หลักกฎหมาย และหลักนิติธรรม โดยประเทศไทยให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก โดยผู้ต้องขังส่วนมากเป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด รัฐบาลจึงได้แก้ประมวลกฎหมายยาเสพติดโดยนำหลักสาธารณสุขเข้ามาช่วยในการบำบัดเพื่อให้บุคคลเหล่านั้นเป็นผูัมีสุขภาพดี เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ และมีความพร้อมกลับคืนสู่สังคม นอกจากนั้น รัฐบาลยังมีนโยบายแยกผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาออกจากผู้ต้องขังเด็ดขาด เนื่องจากคนกลุ่มนี้ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์รวมถึงนำมาตรการคุมขังในสถานที่อื่นแทนสถานที่คุมขังมาปรับใช้ เช่น การควบคุมตัวในที่พักอาศัย (House Arrest) เพื่อให้เป็นมาตรการลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำอีกด้วย ในส่วนการเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคมนั้น ปัจจุบัน กระทรวงยุติธรรมได้ให้ความสำคัญกับการให้การศึกษาขั้นพื้นฐานแก่ผู้ต้องขังเพื่อให้มีความรู้ติดตัวและสามารถออกไปประกอบอาชีพภายหลังจากกลับคืนสู่สังคมได้ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรัสเซียได้ชื่นชมการดำเนินงานในการพัฒนาเรือนจำและผู้ต้องขังของประเทศไทย รวมทั้งได้เชิญมาเข้าร่วมการประชุมฯ อีกในปีหน้า เพื่อนำเสนอต้นแบบที่ดีให้กับประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ภายหลังจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ ได้หารือทวิภาคีร่วมกับ นายซาเด็ค ราฮิมิ รองประธานศาลฎีกาและสมาชิกสภาศาลสูงของอิหร่าน (H.E. Mr Sadegh Rahimi, Deputy Head of the Judiciary and Member of the High Judicial Council) และคณะ ซึ่งประกอบด้วยคณะผู้พิพากษาจากสำนักงานตุลาการต่างประเทศ คณะผู้บริหารจากกระทรวงการต่างประเทศ และคณะเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงมอสโก โดยในเบื้องต้น อิหร่านได้ชื่นชมถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและความพยายามของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขี้นในเรือนจำ รวมถึงขอบคุณรัฐบาลไทยที่ดูแลชาวมุสลิมเป็นอย่างดี โดยที่ผ่านมาทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่ดีร่วมกันมาโดยตลอด ในโอกาสนี้ จึงได้แลกเปลี่ยนพัฒนาการของอิหร่านในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ชั้นตำรวจ อัยการ ศาล ข้อมูลทุกอย่างสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมสามารถทำงานที่บ้านได้ และประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมผ่านทางแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ (E-Platform) เช่นกัน ซึ่งสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย สำหรับผู้กระทำความผิดก็มีระบบ E-tracking ในการติดตามผู้ต้องขังที่อยู่นอกเรือนจำ รวมถึงมีการออกใบรับรอง Clean Citizens ให้ด้วย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ผู้กระทำความผิดสามารถกลับคืนสู่สังคมและประกอบอาชีพได้ ทั้งนี้ ได้สอบถามประเทศไทยถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกับประเทศไทยต่อไป
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ขอบคุณรัฐบาลอิหร่านที่แลกเปลี่ยนพัฒนาการด้านเทคโนโลยี สำหรับความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น ประเทศไทยมีความยินดีที่จะร่วมมือกับอิหร่านเนื่องจากมีภูมิประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใกล้เคียงกัน กล่าวคือ เป็นทั้งประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่าน และประเทศปลายทาง นอกจากนั้น ทั้งสองประเทศ ยังมีผู้ต้องขังคดียาเสพติดจำนวนมาก รวมถึงมีปัญหาการแพร่ระบาดของยาบ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยให้ความสำคัญกับการบำบัดรักษา และการฟื้นฟูผูัติดยาเสพติด สำหรับกรณีผู้ผลิต เนื่องจากส่วนมากเป็นผู้ผลิตมาจากต่างประเทศ ประเทศไทยจึงเน้นการสกัดกั้นสารตั้งต้น การปราบปราม และการยึดทรัพย์ ซึ่งในประเด็นนี้ อิหร่าน ได้ชื่นชมการดำเนินงานของประเทศไทย และเห็นว่าทั้งสองประเทศมีสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน จึงมีความยินดีที่จะร่วมมือกับประเทศไทยในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดต่อไป