สงกรานต์ 2569 สุราษฎร์ธานี “ทวี สอดส่อง ประธานอุปสมบทแทนคุณพ่อแม่ และรดน้ำดำหัว”

เมื่อ 15 เม.ย.69 เวลา 07:00 ณ พัทธสีมาวัดธรรมบูชา ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ/หัวหน้าพรรคประชาชาติ เดินทางมาเป็นประธานพิธีปลงผมนาค และอุปสมบท สิบเอก พศวัต ล่อใจ บุตรของนายฉลองเกียรติ-นางอนงค์ ล่อใจ และเป็น น้องชายของ นางสาวตฤณ ล่อใจ รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ สาขาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยศรัทธาของครอบครัว ญาติ พี่ น้อง และพุทธศาสนิกชน ที่มาร่วมอนุโมทนาบุญอย่างพร้อมเพียงกัน

การอุปสมบทของ สิบเอก พศวัต ล่อใจ หรือฉายาทางธรรม ฐิตมโน ในครั้งนี้ ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ทดแทนพระคุณบิดามารดา และร่วมสืบสานพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างมั่นคง

โอกาสเดียวกันนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ / หัวหน้าพรรคประชาชาติ ยังได้ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 สะท้อนถึงวิถีวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ที่เปี่ยมด้วยความเคารพ อบอุ่น และความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นปีใหม่ไทย…///

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ อวยพรสงกรานต์ 2569 ขอประชาชนมีความสุข-หลักนิติธรรมเข็มแข็ง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' อวยพรสงกรานต์ 2569 ขอประชาชนมีความสุข-หลักนิติธรรมเข็มแข็ง

(13 เมษายน 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้

สุขสันต์วันสงกรานต์ 2569

ขอให้ทุกท่านมีความสุขใจ สุขกาย สมหวังและโชคดี บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมที่เข็มแข็ง ก้าวสู่ยุคความมั่นคงของรัฐ กับความสุขของประชาชนเป็นเรื่องเดียวกัน ครับ

“วันมูหะมัดนอร์” รุดเยี่ยม “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” หลังเหตุลอบยิงที่บาเจาะ สั่งเร่งล่าคนร้ายโดยเร็ว

“วันมูหะมัดนอร์” รุดเยี่ยม “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” หลังเหตุลอบยิงที่บาเจาะ สั่งเร่งล่าคนร้ายโดยเร็ว

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา และประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พร้อมด้วยนายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และนายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมและให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่บ้านพักในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ภายหลังเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถล่มรถของนายกมลศักดิ์ เมื่อช่วงเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันเดียวกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้คนขับรถและผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย โดยขณะนี้เข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อต้องการมาให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรที่ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชนมาโดยตลอด พร้อมระบุว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับบุคลากรของพรรคประชาชาติ และเป็นเหตุการณ์ที่มีความอุกอาจ โดยเกิดขึ้นบริเวณหน้าบ้านพักของ ส.ส. เอง อีกทั้งมีกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพรถของผู้ก่อเหตุและเส้นทางหลบหนีไว้ได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเบาะแสหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่โดยทันที พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานด้านความมั่นคงเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุ และดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเร็ว พร้อมตรวจสอบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน ในช่วงเทศกาลอีดิ้ลฟิตรีที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 21 มีนาคมนี้ ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ขณะที่นายกมลศักดิ์ กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าจะยังคงทำหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างเต็มกำลัง และจะเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับปัญหาส่วนตัว เนื่องจากไม่มีความขัดแย้งกับผู้ใด

ภายหลังจากการเยี่ยมที่บ้านพัก นายวันมูหะมัดนอร์ และคณะ ได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อติดตามอาการของผู้บาดเจ็บ พร้อมรับฟังรายงานจากทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งตรวจสอบสถานการณ์การบริจาคโลหิต โดยขณะนี้ยังมีความต้องการโลหิตกรุ๊ป B เป็นจำนวนมาก เพื่อใช้ในการรักษาผู้บาดเจ็บให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

#พรรคประชาชาติ
#วันมูหมัดนอร์มะทา
#ความไม่สงบชายแดนใต้
#สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ เตือน แยก “ท่องเที่ยว-กีฬา” และรวม “วัฒนธรรม–ท่องเที่ยว” เป็นโจทย์ที่ท้าทาย-มีความละเอียดอ่อนสูง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' เตือน แยก “ท่องเที่ยว-กีฬา” และรวม “วัฒนธรรม–ท่องเที่ยว” เป็นโจทย์ที่ท้าทาย-มีความละเอียดอ่อนสูง

(12 มีนาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

แยก “ท่องเที่ยว-กีฬา” และรวม “วัฒนธรรม–ท่องเที่ยว” เป็นโจทย์ที่ท้าทายและมีความละเอียดอ่อนสูง

ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปโครงสร้างราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเสนอให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา การแยกท่องเที่ยวออก แล้วนำท่องเที่ยวไปอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม หรือ วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว จึงมีข้อวิพากษ์ประเด็นนี้เป็นมุมมองจากประสบการณ์ ดังนี้

  1. การแยก “ท่องเที่ยว-กีฬา” : เสาหลักที่ทำหน้าที่ได้ดีมาโดยตลอด ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย ล่าสุดในปี 2568 กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศกว่า 1.5 ล้านล้านบาท สะท้อนว่ากระทรวงนี้ทำงานได้อย่างสอดประสานและบูรณาการทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จนี้ไม่ได้มีเพียงมิติเงินตรา แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านระบบกีฬาและการสร้างภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก การจะแยกโครงสร้างที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน รัฐต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า “ประชาชนจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างไร?” มิฉะนั้น การปฏิรูปอาจกลายเป็นเพียงการรื้อระบบที่ลงตัวอยู่แล้วให้หยุดชะงัก และทำให้กลไกทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประชาชนพึ่งพาต้องอ่อนแรงลง
  1. ด้านกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อ “วัฒนธรรม” คือประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม ดังนั้น ข้อเสนอที่ให้นำงานวัฒนธรรมไปควบรวมกับการท่องเที่ยว จึงเป็นประเด็นที่ต้องฉุกคิดอย่างระมัดระวัง เพราะวัฒนธรรมคือ “ลมหายใจของผู้คน” ไม่ใช่ “สินค้าประดับตู้โชว์” เพื่อดึงดูดเงินตราเพียงอย่างเดียว หากรัฐมองวัฒนธรรมผ่านเลนส์ของ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” เพียงอย่างเดียว เรากำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่กัดเซาะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อาทิ

รากเหง้า vs ยอดขาย : เมื่ออัตลักษณ์ถูกประเมินด้วย KPI คุณค่าของคนจะถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขทางสถิติ

วิถีชีวิต vs การแสดง : วัฒนธรรมอาจถูกทำให้ “เรียบง่าย” เพื่อเอาใจตลาด จนสูญเสียจิตวิญญาณดั้งเดิมและความภาคภูมิใจ

พลเมือง vs ตัวประกอบฉาก : ประชาชนอาจถูกลดทอนฐานะเป็นเพียง “ฉากหลัง” ของการท่องเที่ยว ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 70 ที่คุ้มครองสิทธิในการดำรงวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างสงบสุข

  1. การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมนั้นต้องแสวงจุดรวม สงวนจุดต่าง การบริหารพหุวัฒนธรรมไม่ใช่การนำดอกกุหลาบและดอกมะลิมาปั่นรวมกันจนไร้อัตลักษณ์ แต่ต้องใช้แนวคิด “ทฤษฎีดอกไม้หลากสี” ภายใต้หลักการ “แสวงจุดรวม สงวนจุดต่าง” คือการร่วมมือเพื่อเป้าหมายส่วนรวมของชาติ (จุดรวม) แต่ต้องเคารพและรักษาเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ความเชื่อ และจิตวิญญาณ (จุดต่าง) ไว้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐต้องเคารพ “กาลเทศะและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” ของวัฒนธรรม มิใช่ปล่อยให้การท่องเที่ยวเข้าไปทำลายความสงบทางจิตวิญญาณเพียงเพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ
  1. คำสุภาษิตที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ย้ำเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมมีขึ้นเสมอตามยุคสมัย แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งหมายให้ “ดีขึ้นกว่าเดิม” และต้องชอบด้วยเหตุผลตามหลักวิชาการ หลักกฎหมาย หลักจริยธรรม (ยึดมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) และหลักความเป็นจริงตามบริบททางสังคม มีเป้าประสงค์สูงสุดเพื่อความผาสุกของประชาชน และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ โจทย์นี้มีความท้าทายและมีความละเอียดอ่อนสูงมาก

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ ชี้ หยุด ‘ภาษี-ราคาทิพย์ น้ำมัน’ แก้วิกฤตความทุกข์ประชาชน

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' ชี้ หยุด 'ภาษี-ราคาทิพย์ น้ำมัน' แก้วิกฤตความทุกข์ประชาชน

(11 มีนาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

หยุด "ภาษี-ราคาทิพย์ น้ำมัน“ เพื่อแก้วิกฤตความทุกข์ของประชาชน

ราคาน้ำมันหน้าปั๊มได้กลายเป็นภาระหนักที่สุดที่กัดกินค่าครองชีพของคนไทย จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อต้นปี 2569 พบว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขเร่งด่วนอันดับหนึ่งคือ “การลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และก๊าซหุงต้ม” ภายหลังเกิดเหตุการณ์สงครามอเมริกา-อิสราเอล โจมตีอิหร่าน ราคาน้ำมันของไทยกลับถูก “บิดเบี้ยวจนขัดกับความจริง” ด้วยกลไกที่เอื้อให้ผู้ค้าฟันกำไรมหาศาลจาก “สต็อกเก่า” บนความทุกข์ยากของคนทั้งประเทศ

ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจพบว่า เพียงช่วงเวลา 11 วันหลังเกิดสงคราม (27 ก.พ. – 10 มี.ค. 69) ต้นทุนเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่นกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 72% โดยเบนซินดีดตัวจาก 16.54 บาท ไปเป็น 28.46 บาท และดีเซลพุ่งจาก 18.96 บาท ไปเป็น 35.29 บาท

ทั้งที่ในความเป็นจริง น้ำมันที่ไหลออกจากหัวจ่ายในวันนี้คือ “สต็อกน้ำมันเก่า” ที่โรงกลั่นสั่งซื้อมาล่วงหน้าในราคาต่ำก่อนสงคราม แต่ราคาหน้าปั๊มกลับถูกปรับขึ้นทันทีตามราคาตลาดโลกที่ตื่นตระหนก นี่คือกลไก “ราคาทิพย์” หรือการอ้างอิงราคาเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ (Import Parity) ที่บวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยทิพย์ ทั้งที่กลั่นเองในประเทศ ก่อให้เกิดกำไรจากส่วนต่างสต็อก (Stock Gain) มหาศาล ในขณะที่ประชาชนถูกบังคับให้แบกรับภาระโดยไม่มีทางเลือก

ข้อเสนอปฏิรูปฉุกเฉิน 1 ปี : "ตัดไขมัน-ลดภาษี" ปิดประตูคอร์รัปชัน

ขอยืนยันว่า รัฐบาลต้องแก้ปัญหาด้วยการลดตัวแปรที่รัฐควบคุมได้ ไม่ใช่ออกนโยบายหาเงินกู้หรือจัดเก็บรายได้รูปแบบใหม่เพื่อนำมาอุดหนุน เพราะเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน มักตามมาด้วยรอยรั่วไหลและการทุจริตคอร์รัปชัน เราจึงขอเสนอมาตรการฉุกเฉิน “1 ปี” ดังนี้

(1) หั่นภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาล : ปัจจุบันรัฐเก็บภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันดีเซลถึง 6.92 บาท/ลิตร และเบนซิน 95 ถึง 7.50 บาท/ลิตร ควรจะลด เหมือนสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 0.05 บาท/ลิตร หรือ = 0 บาท หรือสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลดภาษีสรรพสามิต ช่วงโควิด ลง 5 บาท เหลือ 1.44 บาท หรือในครั้งนี้ระงับการจัดเก็บภาษีส่วนนี้

(2) ยุติเก็บเงินเข้ากลุ่มกองทุน (อ้างเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน) คือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Fund) 9.6 บาท และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน (Consv. Fund) 0.05 บาท รวมเงินเข้ากองทุน 9.65 บาท พักการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อคืนสภาพคล่องลงสู่กระเป๋าประชาชนโดยตรง และลดการแทรกแซงตลาดที่ผิดเพี้ยน

การหั่นภาษีสรรพสามิต และยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุน จะช่วยดึงราคาน้ำมันลงได้ทันทีประมาณมากกว่า 10 บาท/ลิตร  โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุนแม้แต่บาทเดียว
ยังได้

(3) ทลาย “ราคาทิพย์” ควบคุมค่าการตลาด : ยกเลิกการอ้างอิงราคาเสมือนนำเข้า บังคับใช้ต้นทุนการกลั่นจริง (Cost Plus) จากสต็อกในประเทศ และกำกับดูแลค่าการตลาดให้อยู่ในระดับที่สะท้อนการแข่งขันที่เป็นธรรม

รัฐต้องยอมเฉือนเนื้อ เพื่อรักษาชีวิตประชาชน หากรัฐบาลดำเนินการตามมาตรการนี้ ราคาที่แท้จริงของเนื้อน้ำมันที่ปราศจาก “ภาษีและราคาทิพย์” จะทำให้ดีเซลลดลงเหลือราว 18-19 บาท และเบนซินเหลือเพียง 16-17 บาท และเมื่อบวกค่าการตลาด (รายได้ของบริษัทน้ำมันและเจ้าของปั๊ม สำหรับจ่ายค่าพนักงาน, ค่าไฟ, ค่าขนส่ง และกำไร) ประมาณ  3.7 บาท น้ำมันดีเซล จะประมาณลิตรละ 24 บาท และเบนซินจะประมาณลิตรละ 21 บาท เท่านั้น

ข้ออ้างเรื่องการสูญเสียรายได้เข้ารัฐ ไม่อาจเทียบได้กับความพินาศของเศรษฐกิจฐานรากและต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งระบบ.. การใช้วิธี “ลดรายจ่ายให้ประชาชน แทนการหารายได้เพิ่มให้รัฐ” คือความโปร่งใสที่สุด ปราศจากข้อครหาเรื่องการทุจริต และเป็นไพ่ใบเดียวที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นจากวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานในครั้งนี้

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ แนะ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน ชี้ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' แนะ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน ชี้ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม

(27 กุมภาพันธ์ 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลำดับที่ 1 เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

กกต. ควรหยุดฟ้องปิดปากประชาชน ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีอาญากับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนภาคประชาชนทั้ง 6 ท่าน ที่ทั้งหมดทำหน้าที่ปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้แจ้งเบาะแส ซึ่งในความเป็นจริงรัฐต้องมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยและสิทธิของผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต ดังนั้น การแจ้งความดำเนินคดีกับผู้แจ้งเบาะแสดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่นอกจากฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็น สัญญาณอันตราย ที่สะท้อนว่าองค์กรอิสระกำลังหลงลืมว่า “ใครคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริง”

ในฐานะพรรคการเมืองและประชาชน ผมขอแถลงจุดยืนและข้อเท็จจริงทางรัฐธรรมนูญ เพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรม ดังนี้

1. การตรวจสอบคือ “หน้าที่” ไม่ใช่ “อาชญากรรม” : ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 50 ประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์การปกครองในระบอบประชาธิปไตย และใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างเป็นอิสระ ภายใต้ความลับ โดย กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส ดังนั้น ประชาชนย่อมมีความชอบธรรมทุกประการ ในการติดตาม ตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ กกต. ที่อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา

2. กฎหมายต้องคุ้มครองผู้ “เปิดโปง” ไม่ใช่ใช้เป็นอาวุธ : รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 63 กำหนดให้รัฐต้องสนับสนุนประชาชนในการป้องกันการทุจริต การที่บุคคลทั้ง 6 ท่านออกมาให้ข้อมูลและตั้งข้อสังเกต คือ การทำหน้าที่พลเมืองดี ซึ่ง กกต. ควรขอบคุณประชาชนที่ช่วยอุดช่องโหว่ ไม่ใช่ฉวยโอกาสใช้กฎหมายอาญามาเป็นอาวุธ เพื่อปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

3. “เสรีภาพในการแสดงออก” คือ เกราะป้องกันอำนาจเบ็ดเสร็จ : ภายใต้รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 34 และ 41 ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ร้องทุกข์ และวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานรัฐโดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ สิ่งนี้ต้องได้รับการคุ้มครอง ดังนั้น กกต. จึงต้องตระหนักว่า… ยิ่งท่านใช้อำนาจฟ้องปิดปากประชาชนมากเท่าไหร่ ความสง่างามและความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้งก็จะยิ่งพังทลายลงเท่านั้น

พฤติกรรมการฟ้องคดีอาญาต่อประชาชนในลักษณะนี้ เข้าข่าย “การฟ้องคดีปิดปาก” (SLAPP – Strategic Lawsuit Against Public Participation) ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการมีส่วนร่วมตรวจสอบรัฐ และขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อบทที่ 19 ที่ประเทศไทยร่วมเป็นภาคีอย่างชัดเจน

ผมจึงขอส่งกำลังใจและความเคารพไปยังบุคคลทั้ง 6 ท่าน ในฐานะนักต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความถูกต้อง ขอให้ กกต. หยุดสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวแล้วหันมา “เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส” ชี้แจงข้อสงสัยทางเทคโนโลยีให้สิ้นสงสัย ทำความจริงให้ปรากฏด้วยความยุติธรรม เพื่อให้หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนมีคุณค่า ศักดิ์ศรีเท่าเทียม และได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ ชี้ ถึงเวลาผ่าตัดโครงสร้างพลังงานไทย ติงค่าไฟแพง-หนุนประชาชนทวงคืนอำนาจ ต้องโปร่งใสยั่งยืน

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' ชี้ ถึงเวลาผ่าตัดโครงสร้างพลังงานไทย ติงค่าไฟแพง-หนุนประชาชนทวงคืนอำนาจ ต้องโปร่งใสยั่งยืน

(23 กุมภาพันธ์ 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลำดับที่ 1 เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

หลายพรรคการเมืองหาเสียง “ลดค่าไฟ” เป็นบทพิสูจน์นโยบายทางการเมืองต้องเกิดขึ้นจริง  ‘ค่าไฟแพง’ ทุกครั้งที่บิลค่าไฟฟ้าส่งมาถึงหน้าบ้านหรือโรงงานของท่าน ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงรู้สึกหนักใจและมีคำถามตัวโตๆ ว่า “ทำไมค่าไฟเมืองไทยถึงแพงแสนแพง?”

ในฐานะที่ทำงานการเมืองโดยยึดหลัก “ความยุติธรรม” เป็นที่ตั้ง ผมและทีมงานพรรคประชาชาติได้นำข้อมูลโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศมาวิเคราะห์อย่างละเอียด และพบความจริงที่น่าตกใจ ว่า.. ปัญหาค่าไฟแพงไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หรือแค่กลไกตลาดโลกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “โครงสร้างที่บิดเบี้ยว” และนโยบายที่อาจเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม มากกว่าจะปกป้องกระเป๋าสตางค์ของประชาชน

ผมขออนุญาตนำ ‘ข้อมูลจริง’ มาตีแผ่ให้พี่น้องเห็นถึง ‘ต้นตอ' ของปัญหานี้

(1.) “ไฟฟ้าล้นระบบ” แต่ประชาชนต้องจ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” (AP) ให้โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง
พี่น้องทราบไหมครับว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบสูงถึง 49,604 เมกะวัตต์ แต่เรามีการใช้ไฟสูงสุด (Peak) เพียง 34,131 เมกะวัตต์ หมายความว่า เรามีไฟฟ้าสำรองล้นเกินความต้องการจริงถึง 45% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรมีสำรองไว้เพียง 15-30% เท่านั้น

สิ่งที่เจ็บปวดก็คือ ฝ่ายรัฐทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนในลักษณะที่เรียกว่า “ค่าความพร้อมจ่าย” (Availability Payment: AP) หรือสัญญาแบบ Must Take ที่บังคับว่ารัฐต้องจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้าเอกชน ไม่ว่าโรงไฟฟ้านั้นจะเดินเครื่องผลิตไฟให้เราหรือไม่ก็ตาม

ปัจจุบัน ต้นทุนส่วนนี้สูงถึงประมาณ 80 สตางค์ต่อหน่วย และตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดคือ ในปี 2566 ปีเดียว เราสูญเสียเงินให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเลย เฉลี่ยราว 49,294 ล้านบาท ! นี่คือเงินเปล่าประโยชน์ที่ถูกผลักมาเป็นภาระในบิลค่าไฟของเราทุกคน

(2.) พึ่งพาการนำเข้า LNG ราคาแพง และก๊าซฟอสซิลมากเกินไป
โครงสร้างการผลิตไฟของไทยพึ่งพาก๊าซฟอสซิลสูงถึง 71.9% โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่สัดส่วนสูงถึง 58% ในอดีตเราใช้ก๊าซจากอ่าวไทยที่มีราคาถูก แต่ปัจจุบันเมื่อก๊าซในอ่าวไทยผลิตได้น้อยลง รัฐจึงต้องนำเข้า “ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)” จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูงและผันผวนตามสถานการณ์โลก

ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงของเรากระโดดจากเฉลี่ย 2.14 บาท/หน่วย (ในปี 2558) มาเป็น 3.27 บาท/หน่วย (ในปี 2566) หรือเพิ่มขึ้นถึง 52.80% ปริมาณการนำเข้า LNG ของเราพุ่งทะยานจาก 98 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในปี 2554 กลายเป็น 1,455 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในปี 2566 ยิ่งนำเข้าของแพง ค่าไฟก็ยิ่งแพงตามครับ

(3.) ปิดกั้น “โซลาร์ภาคประชาชน” แต่อุ้มชูเอกชนรายใหญ่
ขณะที่ #แสงแดด เป็นของฟรีและยุติธรรมสำหรับทุกคน แต่รัฐกลับมีอุปสรรคมากมายกั้นไม่ให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ปัจจุบันเราจ่ายค่าไฟหน่วยละ 4.18 บาท แต่ถ้าเราติดโซลาร์เซลล์แล้วขายไฟเหลือใช้คืนให้รัฐ รัฐรับซื้อเพียง 2.20 บาท/หน่วย เท่านั้น และไม่ยอมให้มีระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า (Net Metering) แถมยังห้ามไม่ให้ประชาชนซื้อขายไฟกันเอง

ในทางกลับกัน ภาคเอกชนกลับได้รับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าระดับ 3,000 กว่าเมกะวัตต์ ได้ราคารับซื้อสูงถึง 2.16-2.83 บาท/หน่วย แถมยังได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนำเข้าและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล นี่คือความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนที่สุด

ข้อเสนอแนะและทางออก : ถึงเวลาผ่าตัดโครงสร้างพลังงานไทย

เราไม่สามารถปล่อยให้ประชาชนแบกรับความไม่ยุติธรรมนี้ได้อีกต่อไป ดังนั้นเราต้องกล้าที่จะรื้อโครงสร้างดังนี้ครับ

(1.) ต้องทบทวนและแก้ไขสัญญา “ค่าความพร้อมจ่าย” (AP) และ Must Take : รัฐต้องมีมาตรการเจรจาหรือหาแนวทางลดภาระจากกำลังการผลิตที่ล้นเกิน 45% ไม่ควรให้ประชาชนต้องจ่ายเงินฟรีๆ ให้กับโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง

(2.) ปลดล็อก “โซลาร์ภาคประชาชน” อย่างแท้จริง : ต้องผลักดันให้เกิดระบบ Net Metering หักลบหน่วยไฟฟ้าแบบแฟร์ๆ และปรับราคารับซื้อไฟคืนจากประชาชนให้เป็นธรรม มีมาตรการทางภาษีและสินเชื่อจูงใจให้ทุกบ้านติดโซลาร์เซลล์ได้

(3.) จัดหาเชื้อเพลิงอย่างโปร่งใสและกระจายความเสี่ยง : ต้องเปิดเผยข้อมูลการจัดหาเชื้อเพลิง ลดการพึ่งพาก๊าซ LNG นำเข้าที่ราคาผันผวน และเร่งผลักดันพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 52%

(4.) ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการพลังงาน : ปัจจุบัน ‘กฟผ.' อยู่กระทรวงพลังงาน แต่ ‘กฟน.' และ ‘กฟภ.' อยู่กระทรวงมหาดไทย ควรโอนย้ายทั้ง 3 หน่วยงานมาอยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน เพื่อให้การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานมีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน
(5.) รักษาสัดส่วนความมั่นคงของรัฐตามรัฐธรรมนูญ : ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 56 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (1/2566) ระบุชัดว่า รัฐต้องผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 51% เพื่อความมั่นคง เราต้องกลับมายึดหลักการนี้เพื่อไม่ให้ประเทศตกอยู่ในกำมือของกลุ่มทุนพลังงานมากเกินไป

จากการไล่เรียงข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่า โครงสร้างค่าไฟที่จ่ายแต่ละเดือนกว่า 40% เป็นค่าเชื้อเพลิง ซึ่งพึ่งพาก๊าซเป็นหลัก อีกก้อนที่น่าตั้งคำถามไม่แพ้กันคือ ค่าความพร้อมจ่าย หรือ AP ซึ่งสูงกว่า 10% ที่คนไทยจะต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนไม่ว่าโรงไฟฟ้านั้นจะจ่ายไฟเข้าระบบหรือไม่ก็ตาม แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลกลับเลือกลดค่าไฟโดยใช้มาตรการแทรกแซงทางการเงินและให้ กฟผ. แบกภาระหนี้ต่อไปเพื่อตรึงราคาค่าไฟ ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การสำรองไฟฟ้าที่ล้นเกินและการเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

#ค่าไฟแพง เป็นผลจากการจัดการและการวางนโยบายที่ผิดพลาด ถ้าดำเนินการตามแนวทางที่ถูกที่ควร พรรคประชาชาติประเมินว่า ค่าไฟสามารถลดลงมาจาก 4 บาทต่อหน่วย เหลือไม่เกิน 3.50 บาทต่อหน่วย
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันส่งเสียง ทวงคืนอำนาจทางพลังงานให้กลับมาเป็นของประชาชน สร้างโครงสร้างพลังงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต !

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ แนะ กกต. แจง บัตรเขย่ง-บัตรขย่ม ความลับ และส่วนต่างผิดธรรมชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' แนะ กกต. แจง บัตรเขย่ง-บัตรขย่ม ความลับ และส่วนต่างผิดธรรมชาติ

(22 กุมภาพันธ์ 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลำดับที่ 1 เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

          บัตรเขย่ง ไม่ใช่เพียงความคลาดเคลื่อนของตัวเลข แต่เป็นสัญญาณอันตรายว่าความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้งกำลังถูกท้าทาย ! การเลือกตั้ง คือรากฐานของประชาธิปไตย และความสุจริตเที่ยงธรรม..คือ ‘สัญญาประชาคม' ระหว่างรัฐกับประชาชน ! แต่เมื่อใดที่กระบวนการนี้ถูกตั้งข้อสงสัย ความเชื่อมั่นย่อมสั่นคลอน และความขัดแย้งในสังคมจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้จุดกระแสคำถามครั้งใหญ่

          โดยภายหลังจาก ‘กกต.' เปิดผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. แบ่งเขตและบัญชีรายชื่อผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกต. ที่ชื่อ ‘ECT Report 69' ในวันที่ 18 ก.พ. ต่อมามีนักวิชาการชื่อดังสองท่าน  ทั้งอาจารย์สฤณี อาชวานันทกุล และอาจารย์ลอย ชูพงษ์ทอง นำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงสถิติ กระทั่งปรากฏข้อสังเกตสำคัญว่า มี #บัตรเขย่ง และ #บัตรขย่ม รวมกันสูงถึงประมาณ 324,000 ใบ !

ที่น่ากังขาก็คือ ในวันที่ 20 ก.พ. หรือถัดมาเพียงสองวัน… ‘กกต.' กลับ ‘ปิด' เว็บ Ect Report 69 ดังกล่าว ซึ่งทำให้การร่วมตรวจสอบคะแนนจากภาคส่วนอื่นๆ ทำได้ยาก

          ตัวเลข ‘บัตรเขย่ง-บัตรขย่ม' ระดับหลักหลายแสนใบนี้ กกต.จึงไม่สามารถอธิบายปัดตกไปได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้คำว่า ‘Human Error' แต่นี่คือ ‘เหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ' ตามกฎหมาย ที่เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องทำงานเชิงรุก ไม่ใช่ตั้งรับรอคนมาร้องเรียน กกต. มีอำนาจเต็มพิกัดในการสืบสวน ไต่สวน สั่งระงับ หรือแม้แต่สั่งเลือกตั้งใหม่ได้ทันที เพื่อคุ้มครองความบริสุทธิ์ของคะแนนเสียง

วันนี้ สังคมไม่ได้ต้องการคำแก้ตัว แต่ต้องการคำตอบใน 3 วิกฤตศรัทธา ดังต่อไปนี้

1. วิกฤต "ความลับ" ของคูหาเลือกตั้ง

การพิมพ์ QR-Code ในบัตรสีเขียว (แบ่งเขต) และ Barcode ในบัตรสีชมพู (บัญชีรายชื่อ) ทำให้การเลือกตั้ง “ไม่เป็นความลับ” ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งอย่างชัดเจน นี่คือการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองสูงสุดและผู้ตรวจการแผ่นดินในขณะนี้

2. วิกฤต “บัตรเขย่ง” บัตรผีที่มากกว่าคน

เมื่อจำนวนบัตรในหีบ มากกว่าจำนวนผู้ลงชื่อรับบัตรจริง นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาดทางเทคนิค แต่เข้าข่ายมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งอาจไม่สุจริต กกต. ต้องเร่งกระบวนการสืบสวนและเปิดเผยข้อเท็จจริงโดยพลัน

3. วิกฤต “ส่วนต่างผิดธรรมชาติ” ของบัตรสองสี

ผู้มีสิทธิ 1 คน รับบัตร 2 ใบ กากบาท 2 ครั้ง และหย่อนลงหีบพร้อมกัน แต่เมื่อนับคะแนนเสร็จสิ้น กลับพบส่วนต่างของจำนวนบัตรทั้งสองประเภทอย่างมหาศาล ความผิดปกตินี้สะท้อนถึงความบกพร่องที่ต้องถูกตรวจสอบเชิงลึก หนทางเดียวที่จะกู้วิกฤตศรัทธาคืนมาได้ คือการ “เปิดกล่องดำ” ของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง โดย กกต. ต้องกล้าที่จะดำเนินการในประเด็นสำคัญๆ เหล่านี้

– ตั้งคณะทำงานร่วมตรวจสอบ (Audit) โดยมีตัวแทนภาคประชาชน ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบคอมพิวเตอร์ และนิติวิทยาศาสตร์ เข้าร่วม

– ตรวจสอบต้นขั้วบัตร เทียบลายเซ็นหรือรอยนิ้วมือกับบัตรที่ใช้จริง และตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ

– เปิดเผยขั้นตอนทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ เพราะนี่คือข้อมูลสาธารณะ

          นี่ไม่ใช่การกล่าวหา แต่คือการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยของประชาชน หากทุกอย่างทำด้วย ‘ความสุจริต' การเปิดเผยความจริงคือหนทางเดียวที่จะกู้ศรัทธาของสังคม แต่หากเลือกที่จะ ‘นิ่งเฉย' ปล่อยให้ความคลุมเครือกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่แค่การเลือกตั้งครั้งนี้ แต่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยทั้งระบบ หนึ่งสิทธิ-หนึ่งเสียงของประชาชนคืออำนาจสูงสุดของประเทศ และไม่มีองค์กรใดอยู่เหนือการตรวจสอบ !

          ผมขอเรียกร้องให้ ‘กกต.' ใช้กลไกทางกฎหมายอย่างเต็มที่ เปิดเผยความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณะเพื่อให้การเลือกตั้งปี 2569 ถูกจดจำในฐานะจุดเปลี่ยนของความโปร่งใส.. ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเงียบงันและการเลือกตั้งที่ ‘โกงมากที่สุด' นับตั้งแต่มีขึ้นในประเทศไทย

พรรคประชาชาติ แถลงมีมติเป็นเอกฉันท์ สนับสนุนและเข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

พรรคประชาชาติ แถลงมีมติเป็นเอกฉันท์ สนับสนุนและเข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์ 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชาติ แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชาติ ตามที่พรรคภูมิใจไทยได้ให้เกียรติเชิญพรรคประชาชาติเข้าร่วมรัฐบาล โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล นั้น พรรคประชาชาติได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 และมีมติเป็นเอกฉันท์ สนับสนุนและเข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

ล่าสุดวันนี้ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวเปิดตัวผู้สมัคร สส. พรรคประชาชาติที่ได้รับการเลือกตั้ง ที่ร่วมสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลประกอบด้วย นายสุไลมาน บือแนปีแน ว่าที่ สส.ยะลา เขต 1, นายซูการ์โน มะทา ว่าที่ สส.ยะลา เขต 2, นายอับดุลอายี สาแม็ง ว่าที่ สส.ยะลา เขต 3 และนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ว่าที่ สส.นราธิวาส เขต 5 ยกเว้น พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ไม่ได้มาร่วมแถลงข่าว

นายซูการ์โน มะทา ว่าที่ สส.ยะลา เขต 2 ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า มติพรรคเป็นเอกฉันท์ 5 เสียง พร้อมสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี และพร้อมทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ส่วน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ติดภารกิจจึงไม่ได้เข้าร่วมแถลงข่าว

”เชื่อมั่นในวินัยของสมาชิกพรรคทั้งหมด เมื่อมติพรรคเป็นอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตาม การมาร่วมรัฐบาลแล้วมติของรัฐบาลว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่จุดยืนของพรรคหากมีมติที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม ก็ต้องมาพูดคุยกัน แต่กฎหมายไหนที่มีปัญหากับเรื่องของศาสนาก็อาจจะต้องมาคุยกันเพราะพรรคประชาชาติจะไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ขัดกับศาสนา ส่วนความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้น ปล่อยให้เป็นเรื่องของ กกต. รวมถึงองค์กรอิสระที่ดูแลเรื่องการเลือกตั้ง หน้าที่ของเราจบลงแล้วในการหาเสียงเลือกตั้ง“ – นายซูการ์โน มะทา ว่าที่ สส.ยะลา เขต 2 ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าว

“ Melayu Day @ Yala ครั้งที่ 11 ‘ทุนวัฒนธรรม’ เชื่อมพลังมลายู 3 ชาติ สู่สันติสุขชายแดนใต้”

“ Melayu Day @ Yala ครั้งที่ 11 'ทุนวัฒนธรรม' เชื่อมพลังมลายู 3 ชาติ สู่สันติสุขชายแดนใต้”

เปิดงาน ‘Melayu Day @ Yala’ ครั้งที่ 11 คึกคัก! เลขาฯ ศอ.บต.-วันนอร์-ทวี ร่วมชูธงพหุวัฒนธรรม เชื่อมสัมพันธ์แหลมมลายู กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้

        เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สนามโรงพิธีช้างเผือก อ.เมือง จ.ยะลา นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Melayu Day @ Yala ประจำปี 2569” ครั้งที่ 11 ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคัก โดยมีบุคคลสำคัญระดับประเทศและตัวแทนจากมิตรประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

     ภายในพิธีเปิดมีแขกผู้มีเกียรติร่วมงานจำนวนมาก อาทิ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ และอดีตประธานรัฐสภา, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายอำนาจ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ในฐานะเจ้าภาพจัดงาน นอกจากนี้ยังมีกงสุลใหญ่อินโดนีเซียและกงสุลใหญ่มาเลเซีย ประจำจังหวัดสงขลา ตลอดจนผู้นำศาสนาและหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วม

     นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า เทศบาลนครยะลามุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและคุณธรรมเป็นรากฐานสำคัญ

“เราตั้งเป้าหมายให้ยะลาเป็นเมืองแห่งความสมานฉันท์ โดยใช้มิติด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจท่ามกลางความหลากหลาย งาน Melayu Day จึงไม่ใช่แค่การจัดงานรื่นเริง แต่คือการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในคาบสมุทรแหลมมลายู” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้กล่าวพบปะบนเวทีโดยชื่นชมวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเทศบาลนครยะลาว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 11 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างประเทศชายแดน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือซึ่งกันและกัน

         “วัฒนธรรมแต่ละชาติ แต่ละภาษา เป็นมรดกอันล้ำค่าที่เราจะต้องรักษาไว้ งานนี้ช่วยสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมให้มั่นคง แข็งแรง และสร้างเศรษฐกิจที่ดี ยะลาต้องการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้น เพราะถ้าไม่มีสันติสุขและความสงบ เราก็ไม่สามารถพัฒนาบ้านเมืองได้ ในฐานะชาวยะลา ผมพร้อมให้ความร่วมมือและอยากให้งานนี้จัดสืบเนื่องตลอดไป” อดีตประธานรัฐสภาระบุ

ขณะที่ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวเสริมว่า กิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนคือกุญแจสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้ โดยมองว่างานนี้คือ “ประตูสู่ความร่วมมือ” ทั้งในมิติสังคมและเศรษฐกิจ การที่มิตรประเทศในภาคพื้นมลายูมาร่วมงาน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของพหุวัฒนธรรมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

     สำหรับงาน Melayu Day @ Yala ในปีนี้ จัดขึ้นรวม 3 วัน โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ มีทั้ง ขบวนพาเหรดวัฒนธรรม: การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองจาก ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย การประกวดทักษะทางภาษาและศิลปะจากสถานศึกษา 40 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ การขับร้องอนาซีด และการเล่านิทานสามภาษา การสาธิตขนมพื้นบ้านดั้งเดิม การออกร้านอาหารฮาลาล และเครื่องแต่งกายมลายูที่เป็นเอกลักษณ์ พบกับวง Raju & Ayah ศิลปินจากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ที่มาร่วมสร้างสีสันบนเวทีกลาง