(13 พฤษภาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
ต้องแก้ปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” เลิกระบบ “หนี้และดอกเบี้ยเป็นของประชาชน แต่กำไรเป็นของกลุ่มทุนผูกขาด”
ในขณะที่ฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบความชอบธรรมตามกฎหมายสูงสุดที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน คือ “ความไม่ชอบธรรมเชิงโครงสร้าง” ของระบบเศรษฐกิจที่เอื้อกลุ่มทุนผูกขาดและอำนาจเหนือตลาด ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนต้องแบกรับเกิดจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ดังนี้
– ความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน ร้านอาหารเล็ก ร้านค้าชุมชน และผู้ค้ารายย่อยจำนวนมาก ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องพึ่งพาระบบค้าส่งของทุนขนาดใหญ่เพื่อจัดหาวัตถุดิบ ขณะเดียวกัน “ร้านสะดวกซื้อ” ในปี 2568 มีสูงถึง 15,945 แห่งทั่วประเทศ เมื่อรวมร้านขายส่งที่เป็นบริษัทเดียวกันอีกจึงมีรวมกันกว่า 21,000 แห่งทั่วประเทศ ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 70%
– ข้อมูลเชิงประจักษ์ ปี 2568 ชี้ชัดว่ากลุ่มทุนค้าปลีกยักษ์ใหญ่มีรายได้รวมสูงถึง 1,022,143 ล้านบาท และกวาดกำไรสุทธิไป 28,206 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.30%) ในขณะที่ GDP ของประเทศโตเพียง 1.6-2% แต่กำไรกลุ่มทุนกลับโตหลักสิบถึง 11.30% สะท้อนว่านี่ไม่ใช่การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม แต่เป็นการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากกระเป๋าประชาชนไปสู่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สะท้อนถึงอำนาจเหนือตลาดที่เบ็ดเสร็จ เงินกู้รัฐจึงเป็นเพียง “เงินผ่านมือประชาชน” ที่สุดท้ายจะไหลกลับไปเป็นกำไรสะสมของกลุ่มทุนในเวลาอันสั้น เป็นโครงสร้างที่คนตัวเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ
ความย้อนแย้งที่น่าหดหู่ใจที่สุด คือในขณะที่ประชาชนควักเนื้อจ่ายค่าน้ำมันจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่งบการเงินไตรมาส 1/2569 ของบริษัทยักษ์ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันกลับ “รวยจนทนไม่ไหว” กวาดกำไรสุทธิสูงถึง 19,481 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่มีกำไรเพียง 2,458 ล้านบาท เท่ากับกำไรพุ่งพรวดเดียว 17,023 ล้านบาท หรือโตกว่า 450% ภายใน 3 เดือน! โดยเฉพาะรายได้จากการขายที่ทะยานสูงถึง 114,809 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังทำเป็นไขสือแสร้งตามหา “ไอ้โม่ง” ที่ฟันกำไรจากวิกฤตน้ำมันนี้คือเบาะแสชี้ถึงหลักฐานที่สำคัญ หรือกรณีกลุ่มไฟฟ้าเอกชนแห่งหนึ่งที่ขายไฟให้รัฐรายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โตกว่า 40% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กวาดกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 1,490 ล้านบาท
ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้คือหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงสร้างพลังงานไทยกำลังป่วยขั้นรุนแรง ถึงเวลาที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องหันมาซ่อมถังเศรษฐกิจที่รั่วให้ประชาชนเสียที!
ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรต้องรอติดตาม แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้าง “ความยุติธรรมต้องมาก่อนเงินกู้” รัฐบาลต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยการสร้างหนี้ ด้วยการคุ้มครองสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รัฐต้องรักษาสัดส่วนการถือครองกิจการไฟฟ้า น้ำมัน และน้ำประปา ไว้ไม่น้อยกว่า 51% เพื่อให้รัฐยังมีอำนาจกำหนดนโยบาย ควบคุมราคา และรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และเร่งแก้ไขหรือปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้าให้เกิดความสมดุลการค้าระหว่างการค้าเสรีกับการป้องกันการผูกขาด การฮั้วราคา การขายตัดราคา และการใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะในภาคค้าปลีก ค้าส่ง และแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่กำลังควบคุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในเวลาเดียวกัน ประการสำคัญที่สุดคือการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำรัฐด้วยหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมที่เข็มแข็ง เพื่อให้ประชาชนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์ หากรัฐยังใช้นโยบายก่อหนี้เพื่อประคองโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมโดยไม่ปฏิรูปความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง วิกฤตจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ถึงเวลาที่รัฐต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยเงินกู้ แล้วหันมาซ่อมถังด้วยการสร้างความเป็นธรรม หากไม่ทำเช่นนั้น เงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ จะเป็นเพียงภาษีที่ประชาชนกู้มาเพื่อจ่ายเป็นกำไรปันผลให้กลุ่มทุนผูกขาดเท่านั้น