(11 ธันวาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานจากห้องประชุม CB406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราช บัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ได้กล่าวปิดการประชุมคณะกรรมาธิการฯ แสดงความขอบคุณคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษา เลขาฯ เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมกันทำงานอย่างหนัก และกล่าวเน้นย้ำถึงความสำเร็จในการจัดทำรายงาน พร้อมระบุว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ รายงานที่จัดทำขึ้นนี้จะถูกนำเสนอต่อเลขาธิการคณะกรรมาธิการฯ และพร้อมที่จะเสนอต่อประธานกรรมาธิการฯ เพื่อทำหนังสือแจ้งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยมีเป้าหมายคือ การบรรจุรายงานฉบับนี้เข้าสู่วาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ คาดว่าเรื่องนี้จะเข้าสู่วาระของสภาฯ ไม่เกิน 2 สัปดาห์ หากสภาฯ ไม่ยุบไปเสียก่อน โดยมี และ นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 2 พรรคประชาชาติ ในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ในฐานะรองประธานฯ เข้าประชุม และร่วมแสดงความเห็นในที่ประชุมด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมาธิการฯ มีมติเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทวงคืนป่าฯ แล้ว หลังจากที่ได้ประชุมถกเถียงและปรับปรุงเนื้อหากว่า 2 เดือน จนได้เนื้อหาสมบูรณ์ โดย ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า ถูกพิจารณาท่ามกลางความหวังของประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อของนโยบายทวงคืนผืนป่าจำนวนมาก มีคนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่ากว่าหกหมื่นราย ที่ดินถูกยึดกว่า หนึ่งล้านสองแสน ไร่ ในจำนวนนี้เป็นชาวบ้านประมาณร้อยละ 80 หากกฎหมายผ่านคนเหล่านี้ก็จะมีโอกาสได้รับความเป็นธรรมกลับคืน
สำหรับ การออกฎหมายโดยสภาฯ เปรียบได้กับการขี้นบันได 4 ขั้น คือ 1.วาระรับหลักการ 2.การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ 3.การให้ความเห็นของสภาผู้แทนราษฎร 4.การให้ความเห็นชอบของ สว. สำหรับขั้นตอนในวันนี้ (11 ธันวาคม 2568) คือการก้าวผ่านบันไดขั้นที่ 2 ซึ่งยังเหลืออีก 2 ขั้นตอน
สำหรับ การสรุปสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับที่ผ่านความเห็นชอบ คือ
1. ชื่อร่างกฎหมาย คือ “พระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบ จากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ”
2. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับการนิรโทษกรรม คือ เป็นบุคคลสัญชาติไทย ที่ได้อยู่อาศัยหรือทำกินในที่ดินของตนเองเพื่อการดำรงชีพอย่างเป็นปกติธุระ และถูกตรวจยึดและดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2541 จนถึง 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
– 2.1 ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2541 เรื่อง การแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ และมิได้มีการกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของมาตรการดังกล่าว หรือ
– 2.2 ผู้ที่ครอบครองที่ดินนั้นเพื่อตนเอง ก่อนมีคำสั่งคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน พุทธศักราช 2557 และไม่มีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
– มีที่ดินที่ใช้อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ป่าไม้ตั้งแต่ยี่สิบห้าไร่ขึ้นไป
– มีการใช้พื้นที่ป่าไม้เพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมาย ว่าด้วยโรงแรม ในโรงแรมประเภท 2 โรงแรมประเภท 3 หรือโรงแรมประเภท 4 (ไม่รวมกลุ่มที่ทำโฮมสเตย์ที่ไม่ถือเป็นโรงแรม)
– มีที่ดินที่ใช้อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ป่าไม้อื่น หรือมีที่ดิน ที่เป็นกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองในที่ดินอื่น
– มีการนำที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ไปให้ผู้อื่นเช่าหรือใช้ประโยชน์โดยมีค่าตอบแทน โดยที่ตนมิได้อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ป่าไม้นั้นเอง
3. ให้มีคณะกรรมการเรียกว่า “คณะกรรมการนิรโทษกรรม” มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ และกรรมการอื่น ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการและเลขานุการ
4. คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจที่สำคัญ คือ รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เรียกเอกสารหรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริง วินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรม แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ออกระเบียบหรือประกาศเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการให้ถือว่าเป็นที่สุด
5. การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมเรียกร้องค่าเสียหาย ค่าทดแทน หรือการเยียวยาใด ๆ ที่สูญเสียไปอันเนื่องมาจากการถูกดำเนินคดี
6. ให้ผู้ที่ได้รับนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้สามารถขอพิสูจน์สิทธิหรือเข้าร่วมมาตรการในการแก้ปัญหาที่ดินของรัฐตามกลไกของกฎหมายที่มีอยู่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงท้าย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ได้กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันทำงานจนสำเร็จในการจัดทำรายงานของ(ร่าง)กฎหมายฉบับนี้ และย้ำให้กรรมาธิการเตรียมพร้อมที่จะนำเสนอข้อมูลและแสดงพลังต่อ ส.ส. ทั้งสภาฯ โดยคาดการณ์ว่ารายงานจะเข้าสู่วาระสภาฯ ภายในสองสัปดาห์