“ทวี” เชื่อไม่มีนายกฯ ส้มหล่น ก้าวไกลต้องได้เป็นนายกฯ ขณะที่ตำแหน่งประธานสภาฯ ก้าวไกล – เพื่อไทย ต้องคุยตกลงกันเอง แนะยึดเกณฑ์ความรู้

ความสามารถและจริยธรรมไม่เกี่ยวอายุ ส่วนกระแสข่าวประชาชาติได้เก้าอี้ รมต.ยุติธรรม เผยยังไม่มีการพูดคุย วันนี้เป็นการนำ MOU 23 ข้อมาคุยลงรายละเอียด เพื่อเร่งแก้ปัญหาให้ประชาชน

เมื่อเวลา 13.25 น. วันที่ 30 พ.ค.66 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในฐานะพรรคเจ้าภาพใช้สถานจัดประชุมที่พรรคประชาชาติว่า วันนี้ใช้สถานที่ของพรรคประชาชาติในการประชุมความคืบหน้าจัดตั้งรัฐบาลของแต่ละพรรค ซึ่งวาระการรประชุมคงจะคุยเรื่องการเปลี่ยนผ่าน การเตรียมการไปสู่รัฐบาลใหม่ ที่ต้องยอมรับว่า หากเราดูในกลุ่มที่เลือกพรรคการเมือง 72% คน เลือกทั้ง 8 พรรคร่วมรัฐบาลนี้ มาเพื่อให้เป็นรัฐบาลและเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

“ในการประชุมวันนี้พรรคก้าวไกล อยากใช้สถานที่ เพราะการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ มุ่งเปลี่ยนด้วยนโยบาย ซึ่งจะมีการรายงานความคืบหน้า แต่บางประเด็นต้องอยู่ในวงประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราให้เกียรติพรรคอันดับ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาล แต่สิ่งที่ได้รับการประสานงานมาคือ จะมีการนำ MOU ทั้ง 23 ข้อ มาลงในรายละเอียด ว่าจะทำอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน เพราะทั้ง 23 ข้อเป็นเรื่องสำคัญที่แต่ละพรรคได้ไปหาเสียงไว้ โดยจะนำนโยบายต่างๆมาจัดทำและหารือกันในวันนี้ ส่วนเรื่องอื่นๆขึ้นอยู่กับพรรคก้าวไกลจะมานำเสนอ เพราะนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นประธานการประชุม”

เมื่อถามว่า พรรคประชาชาติ มีความสนใจจะทำเรื่องเฉพาะด้านไหนหากจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จแล้ว พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า วันนี้ต้องแก้ปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน การเอารัดเอาเปรียบ และพรรคประชาชาติ มีประเด็นปัญหาภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะต้องนำความหวัง กลับมาให้ประชาชน

“ทั้งนี้มองว่า 4 ประเด็นใหญ่ที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาบริหารงานผิดพลาด คือ การบริหารงานแบบรวมศูนย์ รัฐบาลที่แล้วให้ข้าราชการเป็นใหญ่ งบรายจ่ายประจำสูงถึง70% คุณภาพการศึกษา ที่เป็นการศึกษาเชิงชาตินิยม และปัญหาการทุจริตคอรปชั่น โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ผลักภาระให้ประชาชน รวมถึงปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดอย่างมาก และไม่มีความจริงจังในการแก้ปัญหา รวมถึงปัญหาในภาคใต้ จึงจะต้องเร่งทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะต้องไปหารือในการจัดทำนโยบาย

เมื่อถามว่าตำแหน่งประธานสภา เป็นเรื่องที่จะมีการพูดคุยวันนี้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันระหว่างพรรคก้าวไกลกับเพื่อไทย ซึ่งเรื่องนี้ยังมีเวลา พร้อมมองว่า ประธานสภาต้องเป็นกลางในการปฏิบัติ เพราะเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ตำแหน่งนี้จึงมีความสำคัญ ถ้าทั้งสองพรรคตกลงกันได้ก็เป็นเรื่องที่ดีและตามหลักเกณฑ์จะต้องเป็น บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีหลักจริยธรรม มีแค่ 3 หลักเกณฑ์นี้ ไม่มีอายุมากอายุน้อย

เมื่อถามถึงกระแสโผ ครม. ที่พรรคประชาชาติจะมีเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม 1 ที่นั่งนั้น พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้พูดคุย แต่พรรคประชาชาติ มี ส.ส.9 คน และเป็นเรื่องที่จะต้องเอางานมาดูกัน เพราะหลายเรื่องยังไม่มีความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมและมีความไม่เป็นธรรมในเรื่องการบริหาร ความไม่เป็นธรรมในเรื่องการออกกฎหมาย ซึ่งทุกกระทรวงต้องร่วมกันแก้ไข

“ยกตัวอย่าง เช่น พ.ร.บ.กยศ.ที่ ระบุว่า ไม่ได้ให้ กยศ.ยุบไป กยศ.ยังมีกำไรอยู่โดยเฉพาะคนที่กู้ไปแล้วกว่า 6.2 ล้านคนและผู้ค้ำประกันอีกกว่า 2 ล้านคน เวลาหนี้เก่าที่ใช้เราไปเขียนเลยว่า ในอดีตเวลาใช้หนี้ต้องใช้เบี้ยปรับก่อน แล้วค่อยใช้ดอกเบี้ยและเงินต้น ตามลำดับ ดังนั้นหากบางคนกู้ กยศ.มา 2 แสนบาท ส่งหนี้ไป 3 แสนบาทแล้ว แต่ยังเหลือเงินต้นอีก 2 แสนบาท เราก็พร้อมหลักเกณฑ์ใช้หนี้ใหม่ให้ใช้เงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับใหม่ และเขียนผูกมัดยกเลิก มาตรา 44 เดิม เพื่อใช้เกณฑ์ใหม่ ดังนั้นผู้ที่ส่งหนี้เก่าจนเกินเงินต้น ต้องมีการคำนวณใหม่”

เมื่อถามว่า หากพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถตกลงตำแหน่งประธานสภาได้ และเมื่อวานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พูดว่า หากมีส้มหล่นก็พร้อมที่จะรับตำแหน่งต่อนั้น พ.ต.อ.ทวี กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนไม่ได้อยู่รับใช้รัฐบาล แต่รัฐบาลต้องรับใช้ประชาชน ในกรณีนี้ประชาชน 72% เขาเลือกทั้ง 8 พรรคการเมืองนี้มาแล้ว

“ผมคิดว่าคงไม่มีส้มหล่นนะ แต่ว่าพรรคส้มคงจะเป็นนายกฯครับ” เลขาธิการ พรรคประชาชาติกล่าว

“ทวี”มั่นใจ 8 พรรคเดินหน้า “ตั้งรัฐบาล”คืนสิทธิ-ศักดิ์ศรีคนไทย

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ร่วมพูดคุยและตอบคำถามในรายการออนไลน์ ช่องข่าวสดทีวี ในประเด็น “เจาะ MOU 8 พรรค เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล” โดยมี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เข้าร่วมสนทนา

@@ การเซ็น MOU แต่ละพรรคพึงพอใจเนื้อหา MOU มากน้อยแค่ไหน มีประเด็นไหนที่คิดว่าเป็นจุดเด่นที่ต้องรีบผลักดันเป็นวาระแรกเมื่อมีการตั้งรัฐบาล?

ผมคิดว่าในพรรคประชาชาติมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการทำงานการเมืองที่เรามาคิดร่วมกันว่า เราจะเอานโยบายสาธารณะไปบอกกับประชาชน ซึ่งใน 23 ข้อเราเห็นร่วมกัน แต่ในแต่ละพรรคการเมืองก็อาจจะมีเพิ่มเติม

อันนี้อยากจะเรียนว่า เรื่องนโยบายสาธารณะ ปกติเราจะเขียนว่าเรามาเป็นรัฐบาล เราต้องทำอะไร แต่ในที่นี้มันมากกว่ารัฐบาลต้องทำอะไร ก็คือรัฐบาลควรไม่ทำอะไร และรัฐบาลต้องไม่ทำอะไร อย่างน้อยที่สุดใน 23 ข้อ มันก็เป็นการครอบคลุมก็คือว่า สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำมันอาจจะสื่อไปในเนื้อหา MOU คือรัฐบาลจะต้องไม่ใช้กฎหมายอยู่เหนือหลักความยุติธรรม ต้องไม่ใช้อำนาจอยู่เหนือหลักความยุติธรรม

ถ้ารวมๆ ที่พรรคประชาชาติหาเสียงก็คือเราต้องสร้างสังคมให้เป็นประชาธิปไตย คืนสิทธิ คืนอำนาจ คืนศักดิ์ศรี และความยุติธรรมให้กับประชาชน เริ่มแรกเราคงจะต้องทำประชามติให้เจ้าของอำนาจไปจัดทำรัฐธรรมนูญ

สิ่งต่อมาประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำมาก การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงหลุมฝังศพหรือเชิงตะกอน หรือกุโบร์ คงจะนำระบบรัฐสวัสดิการมาใช้ รัฐสวัสดิการไม่ได้ทำให้คนรวย แต่ทำให้คนเสมอกัน ดังนั้นคงจะต้องไปดูรายละเอียด และที่สำคัญอย่างยิ่ง สิ่งที่เป็นความเหลื่อมล้ำมากที่สุดใน 23 ข้อ คงจะต้องมาคุยในเชิงนโยบายร่วมกัน แต่ถ้ามีหลักใหญ่ทุกข้อ ไม่ว่าเรื่องการปฏิรูประบบราชการก็มีความสำคัญ

ที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่า รัฐบาลจะต้องไปบริหารราชการแผ่นดิน การบริหารราชการแผ่นดินหลักใหญ่ก็คือต้องไม่ให้ประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหนือประโยชน์ส่วนร่วม เพราะในยุคที่ผ่านมาระบบคุณธรรมถูกทำลายจนหมดเลย และราชการก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ อาจจะต้องถึงเวลาที่จะต้องกวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชั่น การกวาดล้างไม่ใช่หมายถึงไปแก้แค้นใคร เพราะวันนี้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าไปอยู่ในพื้นที่ ทุกระดับเลยขยายไปถึง กระทรวงการคลังต้องจ่ายเงินหมด นี่คือปัญหาใหญ่

และที่สำคัญอีกอันหนึ่งผมคิดว่า เขาบอกว่าการจะเปลี่ยนการแก้ปัญหาความยากไร้ ความยากจน หรือปัญหาความเหลื่อมล้ำ สหประชาชาติก็ได้ทำวิจัยแล้วว่า การแก้ได้ดีที่สุด คือแก้ด้วยการศึกษา เราก็ยังมีนโยบายเรื่องการศึกษา เพราะว่าการแก้เรื่องการศึกษาสามารถแก้ได้ถึง 47 เปอร์เซ็นต์ ถ้าแก้ที่สาธารณสุขแค่ 35 เปอร์เซ็นต์ แต่แก้แบบที่รัฐบาลทำมา คือแก้ที่การพัฒนาวัตถุ ไม่ไปแก้ที่มนุษย์ สร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน ได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ การวัดประเทศจะเจริญไม่เจริญ วัดที่คุณภาพของคน

สรุปก็คือ MOU ทั้งหมด มันก็สอดคล้องแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโอกาสและเป็นสิ่งท้าทาย ภาคใต้เป็นจังหวัดชายแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด เราน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะสันติภาพและจะสร้างความเจริญให้กับประเทศไทย ไม่ให้เป็นภาระของคนไทย อันนี้มองโดยรวมๆ

แต่ในนโยบายของแต่ละพรรค อย่างพรรคประชาชาติอ าจจะมีวาระหนี้สินประชาชนมาเป็นอีกวาระหนึ่ง เพราะวาระเรื่องที่ดินเรามีแล้ว ต่อไปนี้คนที่คาอยู่ในที่ดินประมาณ 35 ล้านไร่ หรือ 17 ล้านคน ส่งมอบคนทำผิดกฎหมายต่อเนื่องกันมา จะต้องถูกแก้ไข คือจากการประกาศป่ารุกคน อาจจะต้องกันแนวเขตไปออกโฉนด ออกเอกสารสิทธิ์ให้ประชาชน อันนี้คือความไม่เป็นธรรมในอันดับใหญ่ๆ

@@ พรรคประชาชาติที่สงวนความเห็นเรื่องสมรสเท่าเทียม แล้วก็สุราก้าวหน้า ตรงนี้จะผ่อนคลายบรรยากาศให้ผู้สนับสนุนมีความเข้าใจพรรคมากขึ้นไหม?

สังคมไทยเป็นสังคมที่เขาเรียกว่าอยู่กันบนความหลากหลาย เป็นความแตกต่าง แล้วความหลากหลาย ความแตกต่างเป็นการให้เกียรติกัน หรือความแตกต่างหลากหลายเป็นปรากฏการณ์ของสังคมพหุวัฒนธรรม ดังนั้นทุกอย่างเราไม่สามารถที่จะใช้ในเรื่องเดียวกันในทุกพื้นที่ เพราะความเชื่อทางศาสนา ความเชื่อทางวัฒนธรรม ความเชื่อแตกต่างกัน ก็เป็นสิ่งที่ดี

อย่างกรณีที่จะมีการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม เป็นสิทธิของคู่รักที่เขาจะจดทะเบียนกัน แต่ก็มีข้อเขียนไว้ชัดเจนเลยว่า เราจะบังคับประชาชนที่มีความเห็นขัดแย้งกับหลักการศาสนาที่เขานับถือไม่ได้ อันนี้ก็ชัดเจน กรณีของสุราก็เหมือนกัน ก็เป็นสิทธิที่เราไม่ควรจะผูกขาด แต่พอเขามายกตัวอย่างสุรา ทราบไหม ที่ยะลาเคยมีโรงงานสุราอยู่ แต่ก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่ามันไปขัดกับบริบท เราก็เขียนสงวนสิทธิ์ไว้

อีกประการหนึ่งคือไม่อยากให้มอง MOU มันมีแค่ 23 ข้อ ข้อที่สำคัญที่สุดในความเห็นผม คือข้อที่ 5 พรรคจะต้องมาบริหารประเทศด้วยกัน ก็คือว่าทุกพรรคจะต้องคุ้มครองสิทธิพลเมือง สิทธิการเมืองของประชาชนทุกคน นี่ยิ่งใหญ่มาก สิทธิมนุษยชนจะใหญ่กว่ากฎหมาย สิทธิพลเมือง สิทธิการเมืองการชุมนุมก็ต้องสามารถทำได้ แล้วเราต้องปฏิรูปทั้งกระบวนการยุติธรรม

ผมยกตัวอย่างที่เราเข้าใจ อย่างวันนี้เราอาจจะเกิดความไม่เป็นธรรมจากกฎหมายหรือนายกฯ คือผู้ปฏิบัติ กฎหมายจะดีแค่ไหนถ้าผู้ปฏิบัติไม่มีใจเป็นธรรม ไม่มีความสัตย์ซื่อ หรือไม่ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม กฎหมายก็เปล่าประโยชน์

ดังนั้นผมคิดว่าบางอย่างถ้าเราจะคุ้มครองสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง โดยพรรคประชาชาติก่อนที่จะยุบสภา เราก็ยกร่าง พ.ร.บ. หรือแก้ไข ป.วิอาญา การเป็นผู้เสียหาย การเป็นผู้กล่าวโทษ ไม่ใช่ใครก็เอาบัตรสนเท่ห์เข้าไป มันจะต้องมีกระบวนการพิสูจน์ทางวาจา พิสูจน์ว่าคุณเป็นผู้เสียหายอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงตามกฎหมายอาญา เพราะไม่เช่นนั้นคุณก็เอาบัตรสนเท่ห์ใบหนึ่ง คิดจะกลั่นแกล้งใครก็ได้ อันนี้สำคัญมาก

ผมคิดว่าหลายพรรคการเมือง ผมยังดีใจในห้องประชุม อาจารย์โภคิน พลกุล จากพรรคคุณหญิงสุดารัตน์ (พรรคไทยสร้างไทย) ยังหยิบเรื่องที่ผมพูดตรงกันเลย เพราะวันนี้สำคัญมาก คือต่อไปถ้าใครเอาเรื่องเช่นนี้ไปฟ้องคนอื่น ในทางปฏิบัติถ้าเขาไม่ผิดคุณต้องไปรับโทษแทนเขาด้วยซ้ำ คือวันนี้เราไปใช้อำนาจหรือใช้กฎหมายอยู่เหนือหลักความยุติธรรม

สังคมใดก็ตามการเอากฎหมายหรือการตีความกฎหมายเอาเป็นสมบัติส่วนตัว ก็เป็นการทำให้คนกลุ่มหนึ่งเป็นอภิสิทธิ์ชน คนจำนวนมากกลับได้รับผลกระทบ ความเหลื่อมล้ำก็เกิดขึ้น

แต่อยากจะเรียนว่าใน MOU ชัดเจน ในเรื่องที่เราจะไปคุ้มครองสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมืองที่ครอบคุมหมด แล้วก็เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการให้ความยุติธรรม อย่างน้อยที่สุด MOU ก็เป็นหลักประกันว่าเราจะทำบ้านเมืองใน 4 ปีข้างหน้าให้มีหลักนิติธรรมาใช้ คือทุกคนต้องถูกบังคับใช้กฎหมายโดยเสมอภาคเท่าเทียมกัน อันนี้เป็นสิ่งที่อยากจะฝากไว้

@@ แล้วจะมีแนวทางนำสันติภาพมาสู่ชายแดนใต้ได้อย่างไร?

ส่วนที่เราจะต้องสร้างสันติภาพหรือสร้างความสงบสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ต้องเรียนว่า ชุดนโยบายของพรรคทั้ง 8 พรรค โดยเฉพาะพรรคประชาชาติ เราในสามจังหวัดเราส่งไม่เยอะ แค่สามจังหวัดและนอกมาอีกนิดเดียว ประชาชนก็ได้เลือกพรรคประชาชาติเป็นอันดับหนึ่ง แล้วก็พรรคร่วมฝ่ายค้านตามๆ มา เราคิดว่าเราจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจะมองข้าม เขาจะมองเรื่องความมั่นคง เป็นความมั่นคงของข้าราชการ โดยทำให้ความมั่นคงของราษฎรไร้ค่า เราจะเห็นได้ว่า จ.ปัตตานี ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด มีทั้งอ่าวไทยอันดามันล้อมรอบ นราธิวาส ยะลาอุดมสมบูรณ์ที่สุด แต่จังหวัดพวกนี้เป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดได้อย่างไร เป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศเลย

ดังนั้นเราจึงคิดว่า วันนี้เราต้องมาแก้ปัญหานี้ด้วยกันใหม่ อย่างน้อยที่สุด การสร้างสันติภาพสันติสุขก็คือว่า ต้องทำให้ประชาชนมีรายได้ที่เพียงพอ ก็คือพ้นจากความยากจน ชุดนโยบายทั้งของพรรคที่เป็นรัฐสวัสดิการ เป็นการแก้เบื้องต้น แล้วที่สำคัญที่มันโยงกันกับสันติสุขกับสันติภาพมันต้องอยู่ตรงกันข้ามกับยาเสพติด ที่ไหนมียาเสพติด สังคมนั้นไม่มีความสุข ไม่มีสันติสุขไม่มีสันติภาพ ที่ไหนมีสันติภาพเขาจะไม่ให้ประชาชนติดยาเสพติด

วันนี้เป็นไปได้อย่างไรที่ยาเสพติดเป็นเต็มบ้านเต็มเมืองเลย เป็นไปได้อย่างไรที่กัญชาที่เป็นยาเสพติด คำว่ายาเสพติด ถ้าสหประชาชาติเขาบอกว่าเป็นยาเสพติด มีน้อยประเทศมากที่บอกว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติด นี่ผมยังไม่เช็คเกาหลีเหนือว่าเขาเป็นยาเสพติดหรือเปล่า โดยเฉพาะในอาเซียนเป็นยาเสพติด แต่พรรคการเมืองบางพรรคมาบอกว่าไม่เป็นยาเสพติด พรรคฝ่ายค้านต่อสู้ อยากให้ตัดประโยคนี้ออก

ดังนั้นเรื่องพวกนี้มันเป็นการทำลายสันติสุขสันติภาพ ปัญหาภาคใต้เราต้องยกระดับมาคุยกัน นี่คือการสร้างความปรองดอง ผมคิดว่าครั้งนี้เราอาจจะต้องแก้รัฐซ้อนรัฐ กอ.รมน.ก็ต้องเปลี่ยนบทบาท ไม่ใช่คุณไปทำเรื่องของคนอื่นทุกเรื่องเลย ทั้งที่คุณไม่มีกฎหมาย เช่น ไปทำเรื่องความยากจน ยาเสพติด วันนี้ต้องเอางบของคุณมาวาง แล้วนำปัญหาของประชาชนมาพิจารณา เช่น ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ก็มาใช้ทางการศึกษาแก้ไข ความยากจนของประชาชนก็ต้องเอางบตัวนี้ การแก้ปัญหาต้องเลิกรัฐซ้อนรัฐ ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหา ความขัดแย้งผมคิดว่าไม่มี

“ทวี” พอใจ “เอ็มโอยู”แก้ปัญหาภาคใต้ครบแนะทางออกปม “112”

“พ.ต.อ.ทวี” พอใจภาพรวม “เอ็มโอยูว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล” เหตุครอบคลุมทุกเรื่อง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ เล็งเปลี่ยนภารกิจหน่วยปฏิบัติ โดยเฉพาะ กอ.รมน. เลิกระบบ “ทวิรัฐ” เปลี่ยนให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เน้นความมั่นคงของรัฐกับความผาสุกของประชาชนต้องเป็นเรื่องเดียวกัน ขณะที่สมรสเท่าเทียมไม่บังคับ ไม่ขัดแย้งศาสนา แนะทางออกแก้ 112 ป้องกันการใส่ร้าย หากผู้ถูกร้องไม่ผิด ผู้ร้องต้องรับโทษ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “มอร์นิ่งเนชั่น” ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 เมื่อวันอังคารที่ 23 พ.ค.66 ถึงภาพรวมความพึงพอใจ 23 ข้อของเอ็มโอยู ว่า ใน 23 ข้อเป็นจำนวนมากเป็นส่วนของพรรคประชาชาติที่ได้บอกกับประชาชนเอาไว้ ซึ่งเอ็มโอยูเป็นเรื่องนโยบายสาธารณะ โดยปกตินโยบายสาธารณะเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องทำอะไร แต่สิ่งสำคัญที่เราไม่ค่อยพูดถึงคือ รัฐบาลไม่ควรทำอะไรและรัฐบาลต้องไม่ทำอะไร ก็คือรัฐบาลจะต้องไม่ใช้กฎหมายอยู่เหนือหลักความยุติธรรม อันนี้สำคัญมาก

ทุกวันนี้เราจึงมีกระบวนการข้อหนึ่งคือ ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปราชการ ปฏิรูปกองทัพ และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพราะกฎหมายที่ดีถ้าถูกใช้โดยคนไม่สัตย์ซื่อ หรือไม่ธำรงไว้ซึ่งการจะคุ้มครองสิทธิของประชาชน ก็จะทำให้บ้านเมืองไม่ยุติธรรม ความยุติธรรมเป็นเป้าหมายของการรวมตัวเป็นประเทศชาติ ซึ่งในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน เราต้องแยกผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม และต้องใช้ระบบคุณธรรม ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาสิ่งนี้ถูกละเลย

“สิ่งที่สำคัญในเอ็มโอยูจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจ, รายได้, การปฏิรูปที่ดิน ซึ่งวันนี้เรามีปัญหาการกระจายการถือครองที่ดินมาก จะต้องกล้ามาทำ แล้วก็ที่สำคัญความไม่ยุติธรรมมากที่สุดคือการจัดทำงบประมาณ เราจะต้องมาสร้างประสิทธิภาพ และยังมีอีกหลายๆ เรื่อง ในเรื่องปัญหาเกษตรกรก็เขียนไว้เยอะมากเลย การประมงอะไรต่างๆ แม้แต่เรื่องแรงงาน ระบบสวัสดิการ โดยรวมๆ พรรคประชาชาติก็พอใจในข้อเสนอ โดยเฉพาะเราต้องแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นมายาวนาน ต้องแก้ให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน”

@@ สมรสเท่าเทียมไม่บังคับ ไม่ขัดแย้งศาสนา

พ.ต.อ.ทวี กล่าวถึงประเด็นสมรสเท่าเทียมในเอ็มโอยูว่า เรื่องการยืนยันและการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมไม่ใช่มาตรการบังคับ แล้วทางพรรคแกนนำก็เขียนไว้ว่า โดยจะไม่บังคับกับประชาชนที่มีความขัดแย้งกับหลักการศาสนาที่ตนเองนับถือ อันนี้ไม่ได้ใช้กันทุกคน สิ่งนี้ท่านอาจารย์วันนอร์ (วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ) และคณะก็ได้ดู เพราะว่าบริบทหรืออัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน แต่เราก็เขียนอาจจะไม่ใช่ศาสนาอิสลามอย่างเดียว ไม่ใช่มุสลิมอย่างเดียว ศาสนาอื่นก็เหมือนกัน เราพยายามมองเรื่องพหุวัฒนธรรม

@@ เลิกแก้ปัญหาใต้แบบ “ทวิรัฐ” เปลี่ยนให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ในประเด็นเรื่องการทบทวนภารกิจของหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า พรรคที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เลือกมากที่สุด คือพรรคประชาชาติ รองลงมาก็คือพรรคก้าวไกล ดังนั้นเราถือเป็นตัวแทนของประชาชน เราจึงได้บรรจุเรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าไป มันไม่ใช่ปัญหาของคนภาคใต้อย่างเดียว มันเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาครั้งหลัง 20 ปีใช้เงินไป 5 แสนล้านบาท ยังไม่ได้รวมเงินตามหน่วยงานปกติ ตามฟังก์ชั่น (งบฟังก์ชั่น) แต่สันติภาพยังไม่เกิดขึ้น เราจึงเห็นว่าภารกิจหรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ใช้ความมั่นคงของรัฐอยู่เหนือความยุติธรรมของประชาชน ทุกอย่างต้องมีการทบทวน

“ในช่วงที่พรรคประชาชาติเราหาเสียง เราจะเปลี่ยนภารกิจของ กอ.รมน.จากความมั่นคงของรัฐเป็นความมั่นคงของประชาชน งบที่ไป กอ.รมน.นั้น คน กอ.รมน.มีแค่ 120 กว่าคน แล้วไปเอาข้าราชการมาบรรจุเป็นกำลังพล ใช้เงิน เมื่อก่อนเกือบหมื่นล้าน เดี๋ยวนี้ 7,000 ล้าน แต่ขณะที่ประชาชน 2-3 ล้านคน กลับไม่ได้รับการดูแลคุณภาพชีวิต ปัญหาปากท้อง ความอยู่ดีมีสุขของประชาชน การศึกษา อันนี้ถือเป็นสันติภาพเบื้องต้น”

“เราจะต้องเปลี่ยนภารกิจบทบาท กอ.รมน. เราอาจจะต้องเปลี่ยนระบบวิธีคิดจากรัฐซ้อนรัฐ เป็นให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง จริงๆ มันเป็นเรื่องการบริหารราชการ ไม่ได้ไปแก้กฎหมาย ไม่ได้ไปแก้อะไรเลย คราวที่แล้วนายกฯ มียศนำหน้าเป็นพลเอก แต่ตอนนี้นายกฯเป็นนายแล้ว และเรื่องหลักการการเมืองนำการทหารมันมีมานานแล้ว แต่เพิ่งมาเปลี่ยนหลังยึดอำนาจให้ทหารนำการเมือง”

“ผมมองว่าวันนี้มันจะพัฒนาไปอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง คือต้องใช้ความยุติธรรมและการศึกษานำการทหาร นำการเมืองด้วยซ้ำไป เพราะภาคใต้อยู่ในภาวะของความหวาดระแวง ความไม่เข้าใจ ที่สำคัญในสามจังหวัดไม่ใช่พี่น้องที่เป็นมุสลิมอย่างเดียว เรามีพี่น้องที่นับถือศาสนาพุทธและพี่น้องที่มีความแตกต่างหลากหลาย ทุกคนต้องอยู่ร่วมกันอย่างมีความปลอดภัยและมีอนาคต”

@@ ความมั่นคงของรัฐกับความสุขประชาชนต้องเป็นเรื่องเดียวกัน

“เราต้องมานิยามก่อนว่า ความมั่นคงของรัฐกับความสุขของประชาชนต้องเป็นเรื่องเดียวกัน วันนี้ภารกิจของ กอ.รมน. เหมือนมองแค่ความมั่นคงของรัฐ จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส แย่งกันเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุด ทั้งๆ ที่มีทรัพยากรมากที่สุด ดังนั้นรัฐต้องไปดูแล อย่างเช่น อาชีพประมงถูกทำลายด้วยออกกฎหมายเหมือนห้ามทำการประมง พ.ร.ก.การประมง ลักษณะอย่างนี้ กอ.รมน.ต้องมาดูแลเรื่องพวกนี้ด้วย ไม่ใช่ กอ.รมน.เอางบไปเรื่องการข่าว พอเป็นเรื่องการข่าว เป็นเรื่องหวาดระแวง เป็นเรื่องความมั่นคงหมด ที่ผมพูดไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลนะ แต่เป็นมุมมองของผม”

“ในรายละเอียดเอ็มโอยู เราต้องมาคุยกัน ทุกพรรคการเมืองจะมีคณะทำงานทำนโยบาย ซึ่งทางพรรคประชาชาติได้เตรียมรายละเอียดไว้ทุกข้อ ทั้ง 23 ข้อ และก็มีบางข้อที่ไม่ได้ใส่ไว้ ที่เราเสนอ เรื่องที่ใหญ่ที่สุดคือเรื่องหนี้สินเกษตรกร หนี้สินทางด้านการศึกษา เช่น กยศ. หนี้สินครู หนี้สินข้าราชการ”

“พรรคประชาชาติมีองค์ความรู้ว่า เวลาใช้นี้ต้องไปหักเงินต้นที่กู้ยืมก่อน แต่ที่ผ่านมา เวลาเราส่งเงินไปใช้หนี้ไปใช้เบี้ยปรับและดอกเบี้ยก่อน หากเหลือจึงไปหักเงินต้น จึงเห็นว่าใช้หนี้ไปเท่าไหร่เงินต้นไม่ลดลงเลยเราต้องแก้ลำดับการใช้หนี้ว่าเงินที่ใช้ไปต้องหักเงินต้นก่อน แล้วจึงไปหักดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ แม้มีแก้กฎหมายแพ่ง ซึ่งมันแก้ไปแล้ว แต่ว่าหนี้เก่า ยังไม่ได้ประโยชน์ ส่วนหนี้ กยศ. เราก็ต้องผลักดันให้แก้ ขณะนี้กองทุน กยศ ยังไปนำไปปฏิบัติที่ลูกหนี้จำนวนมากจ่ายเงินไปอาจเกินเงินต้นที่กู้ยืมจะต้องได้รับประโยชน์เราสิงที่จะผลักดันในอนาคตต้องมีระบบฟื้นฟูบุคคลธรรมดามาใช้ สิ่งต่างๆ พวกนี้ก็คือบางส่วนที่ไม่อยู่ในนี้ อันนี้คือแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่อย่างนั้นสถาบันการเงิน หรือแบงก์ ก็รวยอยู่อย่างเดียว”

@@ แนะทางออก 112 หากผู้ถูกร้องไม่ผิด ผู้ร้องต้องรับโทษ

กรณีไม่มีประเด็นแก้ไขมาตรา 112 ในเอ็มโอยู พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า หลักการ 23 ข้อไม่มีประเด็นเรื่องนี้ แต่ว่าจะมีอยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่องความยุติธรรม เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย

“ผมเองเคยเป็นอธิบดีดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) เคยอยู่กองปราบ การที่กฎหมายทุกชนิด ไม่ว่ากฎหมายจะดีแค่ไหน จะยุติธรรมแค่ไหน มันก็เป็นเพียงกฎหมาย แต่โดยผู้พิทักษ์กฎหมายหรือผู้บังคับใช้กฎหมาย หรือผู้พิพากษาที่มีความสัตย์ซื่อ แม้แต่เรื่อง 112 เราน่าจะถึงเวลาแล้วว่า หมวดความผิดเรื่องความมั่นคงตามกฎหมายอาญาเดิมคงไม่ไปแก้ แต่วิฯอาญา (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) หรือการที่จะกำหนดผู้เสียหาย ไม่ใช่ว่านักร้องเรียนก็ไปร้องได้ มันขาดหลักเกณฑ์”

“อันนี้ผมคิดว่าก็มีหลายคนพูดไว้ แต่เรายังไม่ลงรายละเอียด เพราะแนวความคิดเรื่องการไปแก้เนื้อหาวิฯอาญา หรือมี พ.ร.บ.ผู้เสียหายฯ ที่กำหนดขั้นตอนการเป็นผู้เสียหายว่า ผู้ที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษ จะต้องมีสถานะเป็นผู้เสียหายอย่างไร แล้วก็มีองค์กรในการดูเรื่องนี้”

“ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็มีความสำคัญ ถ้าเราไปเถียงกันเรื่องโทษว่ามากหรือน้อย ในหลักอาชญาวิทยา คือโทษต้องเป็นภยันตรายต่อสังคมแค่ไหน ซึ่งมุมมองภยันตรายต่อสังคมหรือความสุขของประชาชนในแต่ละประเทศมันจะต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งคือเราจะต้องไม่ใช้เรื่องนี้ไปกลั่นแกล้ง หรือไปถึงเรื่องความคิดที่มันใช่-ไม่ใช่ แล้วตอนหลังมันก็ขยายไปทั่ว”

“ในเอ็มโอยูไม่มีเรื่องนี้ ก็ต้องดูว่าพรรคก้าวไกลจะเสนออย่างไร แต่ในพรรคประชาชาติเราเห็นว่า วันนี้มันมีกระบวนการที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ กรณีหากคนที่ถูกกล่าวหาไม่ผิด ผู้ที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษอาจจะต้องรับโทษ ไม่ใช่ว่ายืมมือใคร หรือบัตร์สนเท่ห์ใบเดียวก็ไปทำร้ายคนอื่น”

”มนตรี บุญจรัส” เปิดเวทีปราศรัยย่อย จังหวัดอ่างทอง แสดงวิสัยทัศน์ นโยบายเกษตรกรรม

(12 พฤษภาคม 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอ่างทองว่า เมื่อเวลา 16.00น. ที่ผ่านมา นายมนตรี บุญจรัส คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และรองโฆษกพรรคประชาชาติ ในฐานะ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ หมายเลข 11 ผู้แทนพรรคประชาชาติ และคณะ เดินทางมาแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีปราศรัยย่อย แสดงวิสัยทัศน์และนโยบาย “เกษตรกรรม : เลือกตั้ง 2566” โดยมีประชาชนชาวจังหวัดอ่างทองที่สนใจและกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

นายมนตรี บุญจรัส คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และรองโฆษกพรรคประชาชาติ ในฐานะ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ หมายเลข 11 ผู้แทนพรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า การปราศรัยแสดงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมก่อนการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญและมีความหมายสำหรับประเทศไทย หลังจากผ่านวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และสังคม อันเนื่องจากผลของโรคระบาด ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับโลก รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อมภายในประเทศไทยด้วย ซึ่งพรรคประชาชาติ ได้นำเสนอนโยบายหลายด้าน และยังมีประเด็นที่เกี่ยวโยงกับการปรับเปลี่ยนเกษตรกรรมเพื่อรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ความไม่ปลอดภัยทางอาหาร ปัญหาโภชนาการของเด็กไทย การกระจายอำนาจและสร้างความเท่าเทียมในระบบเกษตรและอาหาร รวมอยู่ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมนตรี บุญจรัส คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และรองโฆษกพรรคประชาชาติ ในฐานะ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ หมายเลข 11 ผู้แทนพรรคประชาชาติ ได้แสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามกลุ่มเกษตรกร ในประเด็นการก้าวไปสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมการลดสารเคมีตกค้างในพืชผักและผลไม้ รวมถึงกลไก และมาตรการ เพื่อลดปัญหาการรวมศูนย์ทั้งด้านการผลิต การตลาด รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาการเกษตรของประเทศด้วย

#เลือกตั้ง2566 #เลือกตั้ง66 #ประชาชนประชาชาติ #มนตรีบุญจรัส

เลือกตั้ง 2566 : “พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง” ปักหมุด พรรคประชาชาติ ทิ้งทวนหาเสียงโค้งสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 พ.ค.2566) นับถอยหลังอีกเพียง 2 วันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้วันที่ 14 พ.ค.นี้ เป็นวันเลือกตั้ง ยิ่งใกล้ช่วงโค้งสุดท้ายในการหาเสียงของพรรคประชาชาติยิ่งเข้มข้นมากขึ้น 

บรรยากาศล่าสุด เวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาชาติ จัดขึ้น ที่ หน้าสนามที่ว่าการอำเภอรามัน จังหวัดยะลา โดยวันนี้มีประชาชน จาก เขต 5 อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และ เขต 2 อ.รามัน จ.ยะลา และพื้นที่ใกล้เคียง หมื่นกว่าคน เพื่อหาเสียงขอคะแนนให้ผู้สมัครเบอร์ 4 นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และผู้สมัครเบอร์ 11 นาย ซูการ์โน มะทา ซึ่ง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ หมายเลข 11 อ้อนขอคะแนนเสียงให้ ส.ส. ทั้งเขตและพรรค

เนื้อหาการปราศรัยของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ มีการนำเสนอนโยบายพรรคทุกมิติที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งพัฒนา การแก้ปัญหา และการชูอุดมการณ์พรรค โดยประชาชนให้ความสนใจ นโยบายการขจัดปัญหาความยากจน เรื่องที่ดินทำกินนโยบายรัฐสวัสดิการตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงเสียชีวิต การสร้างสันติภาพ และ ล้างหนี้ กยศ.เรียนฟรีมีคุณภาพถึงปริญญาตรี รวมทั้งต่างเชื่อมั่นว่า เมื่อเข้าเป็นรัฐบาลประชาชาติเข้าถึงได้ง่ายและจะเกิดการพัฒนาและแก้ปัญหา

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวปราศรัย โดยมีเนื้อหา ระบุว่า ปัญหาทั้งหลายที่เราต้องเผชิญอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาความยากจน ปัญหายาเสพติด ปัญหาการคอรัปชั่น หรือปัญหาอื่นๆที่ร้ายแรงในสังคม เป็นเพียงปลายเหตุ เพราะต้นเหตุของปัญหานี้

ประการที่ 1) เกิดจากความไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นต้องสร้างความเป็นประชาธิปไตยขึ้นมาให้ได้ ระบอบประชาธิปไตยคือ ระบอบที่การปกครองนั้น มาจากการยอมรับของผู้ถูกปกครอง ผู้ที่ขึ้นมาปกครองไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนที่มีฐานันดร ไม่ใช่คนที่มีความเหนือกว่า ไม่ว่าจะสถานะ ฐานะทรัพย์สินต่างกัน แต่เขาปกครองได้ เพราะคนอื่น ๆ ทั้งหลายนั้นยอมรับเขา การยอมรับคือต้องให้เขาเลือก จะเลือกด้วยวิธีการอะไรต่าง ๆ อันนั้นคือให้การให้ความยอมรับ ไม่ใช่อยู่ที่ตัวคนที่ขึ้นมาปกครองว่าเขาจะเป็นเทวดา หรืออะไรต่างๆนั้น ไม่สำคัญ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่า ถ้าหากว่าเราให้ระบบประชาธิปไตยก้าวเดินต่อไป รากฐานของความเป็นชาติเนี่ยมันจะได้รับการสานต่อ มันจะได้รับการปลูกฝัง และก็สร้างความมั่นคงขึ้นทีละก้าวนะครับ

ประการที่ 2) คือ ต้องมีการกระจายอำนาจลงไปสู่ระดับชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจในอนาคตของตัวเองได้ นี่คือกระบวนการที่เรียกว่าประชาธิปไตย

ประการที่ 3) คือ ต้องมีความยุติธรรม เกิดมาเป็นมนุษย์จะยากดีมีจน มีฐานะร่ำรวยหรือยากจนแต่ค่าของชีวิตเท่ากันหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความรักความสามัคคี ก็คือการอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นให้จงได้ และ ประการที่ 4) คือต้องมีการปฏิรูป คำว่าปฏิรูปในที่นี้คือ การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยกระบวนการสันติและประชาธิปไตย

#เลือกตั้ง2566 #เลือกตั้ง66 #มนตรีบุญจรัส #พรรคประชาชาติ #ประชาชนประชาชาติ

บรรยากาศโค้งสุดท้าย “มนตรี บุญจรัส” ปล่อยคาราวานหาเสียง พรรคประชาชาติ ทั่วจังหวัดอ่างทอง

นายมนตรี บุญจรัส กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และรองโฆษกพรรคประชาชาติ ในฐานะผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ หมายเลข 11 จัดกิจกรรมปล่อยคาราวานรถ ย้ำนโยบายหลักของพรรคที่ส่งเสริมรัฐสวัสดิการ มุ่งลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ชาวอ่างทอง พร้อมขอโอกาสให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาชาติ เข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ เพื่อผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ให้เป็นจริง

(9 พฤษภาคม 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.09น. ที่ผ่านมา นายมนตรี บุญจรัส ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ หมายเลข 11 ปล่อยคาราวานรถแห่หาเสียงทั่วจังหวัดอ่างทอง ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง จากจุดเริ่มต้น บริเวณชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ตำบลรำมะสัก อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง โดยนายมนตรีย้ำว่า พรรคประชาชาติ พร้อมที่จะรับใช้ชาวอ่างทองด้วยใจจริง ด้วยนโยบายที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชาวอ่างทองทุกคน และเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ในวันที่ 14 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้

นายมนตรี บุญจรัส กล่าวว่า ขณะนี้ พรรคประชาชาติ ขอคะแนนเสียงเลือกตั้งของทุกคน ที่จะทำให้พรรคประชาชาติ เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร โดยขบวนคาราวานของพรรควันนี้ ออกไปสร้างความมั่นใจให้ประชาชนรับรู้ว่า เราพร้อมทำงานเพื่อชาวอ่างทอง และมีนโยบายที่ดี ที่จะส่งต่อให้พี่น้องชาวอ่างทอง ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเคยเลือกใคร แต่วันนี้ขอโอกาสให้พรรคประชาชาติได้พัฒนาจังหวัดอ่างทอง ครับ

#เลือกตั้ง2566 #เลือกตั้ง66 #มนตรีบุญจรัส #พรรคประชาชาติ #ประชาชนประชาชาติ

พรรคประชาชาติ เปิดเวทีปราศรัย จังหวัดปัตตานี ดันนโยบายรัฐสวัสดิการ พัฒนาคุณภาพชีวิตคน 3 จังหวัดชายแดนใต้

(4 พฤษภาคม 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชาติ จัดเวทีปราศรัยย่อย จังหวัดปัตตานี 2 จุดพร้อมกัน บริเวณสนามศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต. เมาะมาวี และ สนามหน้าโรงเรียนรัศมีสถาปนาบาตัสกูโบ อำเภอมายอ นำโดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ รวมทั้ง ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคประชาชาติ ทั้งแบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้งสมาชิกพรรค และประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ เดินทางมาฟังการปราศรัยตั้งแต่ช่วงค่ำที่ผ่านมา

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ในโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ก่อนถึงวันที่ 14 พ.ค. ได้ขอให้ผู้สมัคร ส.ส.ในทุกเขตเลือกตั้งทั้ง 13 เขต เกาะติดพื้นที่ พบปะประชาชน และเน้นในเรื่องของนโยบายของพรรค เพื่อสร้างความเข้าใจกับคนในพื้นที่ รวมทั้งการชี้แจงวิธีการเลือกตั้ง เบอร์ของผู้สมัครในแต่ละเขต และเบอร์ของพรรค เพื่อป้องกันความสับสน และทำให้บัตรเสีย เนื่องจากในพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้ใช้สิทธิเป็นผู้สูงอายุจำนวนมาก โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้บัตร 2 ใบ เบอร์ผู้สมัคร ส.ส.เขต กับเบอร์ของพรรคเป็นคนละหมายเลข ซึ่งอาจจะสร้างความสับสนให้ผู้สูงอายุ ที่อ่าน เขียน ภาษาไทยไม่ได้

นอกจากนั้น พรรคประชาชาติมีการจัดเวทีปราศรัยในทุกเขตเลือกตั้งของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นการช่วยผู้สมัครในทุกเขตเลือกตั้ง ตั้งแต่เวลาเย็นจนถึงกลางคืน เนื่องจากที่ผ่านมาอยู่ในห้วงของเดือนรอมฎอน ที่ประชาชนต้องปฏิบัติศาสนกิจ ทำให้การปราศรัยทำได้ลำบาก ซึ่งการปราศรัยจะนำนโยบายของพรรคบอกกล่าวกับประชาชนได้รับรู้อย่างทั่วถึง เพราะขณะนี้เหลือเวลาในการหาเสียงเพียง 10 วันเท่านั้น ในส่วนของเขตที่พรรคไม่ได้ส่งผู้สมัคร พรรคมีตัวแทนที่เป็นผู้ช่วยหาเสียง พบปะประชาชนเพื่อขอให้สนับสนุนพรรคประชาชาติ ซึ่งจากการพบกับแกนนำ ผู้นำศาสนา ผู้นำภาคประชาชน ภาคประชาสังคม พบว่า นโยบายของพรรคที่เน้นให้ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ ดูแลประชาชนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน และนโยบายการศึกษาฟรี ตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาตรี ได้รับการตอบรับในทุกพื้นที่ ส่วนนโยบายเฉพาะสำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น เรื่องการส่งเสริมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา จนถึงมหาวิทยาลัย และการใช้ภาษามลายูเป็นภาษาราชการควบคู่กับภาษไทย และอังกฤษ เพื่อประโยชน์ในการเศรษฐกิจการค้า และอื่นๆ ได้รับการตอบรับจากคนในพื้นที่อย่างท่วมท้น

“ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้ว่าผลโพลผู้สมัครพรรคประชาชาติจะมีคะแนนนำทุกเขต แต่ประมาทไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าคะแนนนำ 5,000 ถึง 10,000 คะแนน ถ้าคู่แข่งใช้วิชามารด้วยการใช้เงินเป็นเครื่องมือ โอกาสที่คะแนนจะผันแปร และพ่ายแพ้เกิดขึ้นได้ทันที วันนี้พรรคประชาชาติเป็นพรรคเล็ก ที่มีความหวังในการได้ ส.ส.ทั้งเขตและปาร์ตี้ลิสต์ 15 ที่ขึ้นไป เราเป็นพรรคที่ไม่ซื้อเสียง ผู้สนับสนุนพรรคประชาชาติเป็นผู้มีจิตวิญญาณ มีอุดมการณ์ ดังนั้นในห้วงสุดท้ายทั้งผู้สมัครและแกนนำพรรคทุกคนต้องทำงานหนัก เพื่อรักษาฐานะคะแนนเสียง อย่าให้ถูกเจาะจากผู้สมัครและพรรคคู่แข่งครับ“ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าว

#เลือกตั้ง2566
#เลือกตั้ง66
#ประชาชนประชาชาติ

“ทวี สอดส่อง” ขึ้นรถแห่หาเสียงรอบเมืองสุไหงปาดี ชาวบ้านตอบรับดี มั่นใจประชาชาติที่พึ่งคนชายแดนใต้

วันนี้ (4 พฤษภาคม 66) พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ นำผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส เขต 3 (อ.สุไหงปาดี อ.แว้ง อ.เจาะไอร้อง) นายมูฮัมหมัดรอมือลี อาแซ เบอร์ 5 และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พูดไฮด์ปาร์คหน้าที่ว่าการอำเภอสุไหงปาดี โดยมีพี่น้องประชาชนชาวอำเภอสุไหงปาดีทั้งไทยพุทธและมุสลิมให้ความสนใจมายืนฟังกันจำนวนหลายร้อยคน

โดย พันตำรวจเอก ทวี กล่าวว่า “เราต้องสร้างรัฐสวัสดิการให้เงินค่าเลี้ยงดูบุตรแก่พ่อแม่ โดยเด็กทารกแรกเกิดไปจนถึงอายุ 6 ขวบต้องได้ 4,500 บาท และเด็กอายุ 7 ขวบไปจนถึง 15 ปี ต้องได้เดือนละ 3,000 นี่ไม่ใช่เป็นเงินประชานิยม แต่เป็นรัฐสวัสดิการ คือทุกคนต้องมีสิทธิ์เสมอกัน เราต้องการสร้างคน เพราะเราต้องร่วมกันสร้างคนให้มีอนาคตที่ดี ปัญหาใหญ่ของเกษตรกรคือไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย พรรคประชาชาติจึงมีนโยบายที่จะทำให้เกษตรกรทุกครัวเรือนต้องมีกรรมสิทธิ์และสิทธิ์ในที่ดินทำกินอย่างน้อย 20 ไร่ เพราะถ้าไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง เราจะไม่สามารถที่จะทำเกษตรกรรมได้เราจะเป็นเพียงแค่ลูกจ้างหรือเป็นแค่ผู้อาศัยในที่ดินของรัฐ ดังนั้นเราต้องแก้ปัญหาป่าไม้และที่ดินแบบเบ็ดเสร็จ คนนราธิวาสจำนวนมากอาศัยอยู่บริเวณเขาบูโดสุไหงปาดี ได้รับผบกระทบจากกฎหมายอุทยาน เราต้องแก้กฎหมาย ซึ่งเราได้ยื่นเสนอร่างกฎหมายสู่สภาแล้ว และเราต้องทำต่อไปให้สำเร็จ ชาวสวนยางต้องมีที่ดินของตัวเอง ไม่ใช่ไปอาศัยที่ดินคนอื่นหรือรับจ้างคนอื่นกรีดยาง”

จากนั้นได้เดินเท้าไปพบปะ พี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสุไหงปาดี โดยมีพี่น้องประชาชนทักทาย และจับมือโอบกอดอย่างอบอุ่น มั่นใจที่จะฝากความหวังไว้กับพรรคประชาชาติ เพราะเห็นว่าพรรคประชาชาติคือที่พึ่งเดียวของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความเข้าใจพื้นที่ได้ดีที่สุด

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ยังได้ขึ้นรถแห่วนรอบเมืองสุไหงปาดี ทักทายพี่น้องชาวสุไหงปาดี ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น และมั่นใจว่าพรรคประชาชาติจะสามารถคว้าชัยในทุกพื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแน่นอน

#ประชาชนประชาชาติ