(28 พฤษภาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ ว่า เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ได้เสนอญัตติด่วนต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษา ตรวจสอบข้อเท็จจริงและความคุ้มค่าเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และการคุ้มครองสิทธิชุมชน ในโครงการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือ “โครงการแลนด์บริดจ์” (Landbridge) สืบเนื่องจากคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 133/2569 ที่ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่า โครงการนี้มีมูลค่าเมกะโปรเจกต์สูงกว่า 1 ล้านล้านบาท ไปจนถึง 1.88 ล้านล้านบาท ซึ่งแม้ตนเองและฝ่ายนิติบัญญัติพร้อมส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาประเทศ แต่จำเป็นต้องทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเงินที่นำมาใช้ นอกจากภาษีอากรของประชาชนแล้ว ยังต้องนำทรัพยากรและทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปใช้อีกด้วย
[แฉข้อมูล 2 ด้าน ขัดแย้งสิ้นเชิง ส่อเค้า “ขายฝัน”]
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้แสดงความกังวลว่าโครงการนี้อาจเป็นเพียงการขายฝัน พร้อมเปิดเผยข้อมูลผลการศึกษาเปรียบเทียบทางเศรษฐศาสตร์ระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีตัวเลขขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
* มูลค่าการก่อสร้าง: จุฬาฯ ประเมินไว้ที่ 5-6 แสนล้านบาท ขณะที่ สนข. ประเมินไว้สูงกว่า 1 ล้านล้านบาท
* อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ:จุฬาฯ ระบุว่าอยู่ที่ 1.24% แต่ สนข. เสนอสูงถึง 17.43%
* อัตราตอบแทนทางการเงิน: ผลการศึกษาจากจุฬาฯ ระบุว่าติดลบเกือบ 5% ขณะที่ สนข. อ้างว่าได้กำไร 8.63%
* ความจำเป็นและปริมาณสินค้า: สนข. ประเมินเป้าหมายไว้สูงถึง 40 ล้านตู้สินค้า (TEU) แต่ข้อมูลจากต่างประเทศ (Drewry) ประเมินว่ามีความเป็นไปได้จริงเพียง 4.5 ล้านตู้เท่านั้น
“อดีตต้องเป็นบทเรียน ปัจจุบันและอนาคตคือความรับผิดชอบ ชาติที่เจริญต้องประยุกต์ใช้ประวัติศาสตร์เพื่อประโยชน์ของประชาชน” พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าว พร้อมยกตัวอย่างถนนเซาเทิร์นซีบอร์ด (ทางหลวงหมายเลข 44 สายกระบี่-ขนอม) ในอดีตที่เป็นบทเรียนราคาแพงของการพัฒนาทางพาณิชย์ที่ไม่ต่อเนื่องมาตลอด 23 ปี
[จี้ถามรัฐบาล คุยกับจีนหรือยัง? ซัดปัญญา “Double Handling” ยกตู้ขึ้นลงทำต้นทุนพุ่ง]
นอกจากนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ยังตั้งคำถามสำคัญไปยังรัฐบาลและคณะทำงานว่า ได้มีการเจรจากับกลุ่มผู้ใช้งานเรือขนส่งสินค้าจริงแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีสัดส่วนการเดินเรือผ่านภูมิภาคนี้กว่า 50% รวมทั้งชี้ให้เห็นถึงปัญหาทางโลจิสติกส์เรื่อง “Double Handling” หรือการยกตู้สินค้าขึ้นลงซ้ำซ้อน ที่เรือสินค้าต้องเดินทางมาถึงท่าเรือ ยกลงเพื่อขนส่งทางบกข้ามฝั่ง แล้วต้องยกขึ้นเรืออีกลำหนึ่ง ซึ่งเป็นกระบวนการที่เพิ่มต้นทุน ทั้งเรื่องเวลา ความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ขัดกับ “กฎเหล็กของระบบการเดินเรือ” ที่ไม่มีใครอยากวิ่งเรือเปล่า ในขณะที่พื้นที่ภาคใต้ยังไม่มีการเตรียมความพร้อมเรื่องฐานผลิตโรงงานอุตสาหกรรมรองรับปริมาณสินค้าเหมือนพื้นที่ EEC
[เตือนภัยเงียบ “เวนคืนที่ดิน” จับตา “ไอ้โม่ง” กว้านซื้อที่ดิน]
ในช่วงท้าย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้แสดงความห่วงใยถึงผลกระทบต่อสิทธิชุมชนและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยระบุถึงตัวเลขการสำรวจแนวเขตที่ดิน หากมีการเวนคืนพื้นที่ตามแนวเส้นทางแลนด์บริดจ์
* หากเวนคืนกว้าง 200 เมตร จะกระทบโฉนดที่ดินประมาณ 760 แปลง
* หากเวนคืนกว้าง 300 เมตร จะกระทบโฉนดที่ดินประมาณ 970 แปลง
* หากเวนคืนกว้าง 400 เมตร จะกระทบโฉนดที่ดินประมาณ 1,200 แปลง
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลต้องตรวจสอบว่ารายชื่อผู้ถือครองที่ดินเหล่านั้นเป็นของใคร หรือมี “ไอ้โม่ง” คนไหนเข้าไปกว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรล่วงหน้าหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาการกระจุกตัวของที่ดินอย่างรุนแรง โดยพบว่ามีคนเพียง 130 คน ที่ถือครองที่ดินเกินกว่า 1,000 ไร่ รวมเป็นพื้นที่สูงถึงเกือบ 3 ล้านไร่
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวสรุปว่า กระทรวงคมนาคมและรัฐบาลมักมีความคิดที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการทำบิ๊กโปรเจกต์ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่ล่าช้าต้องต่อสัญญา หรือรถไฟความเร็วสูงสายอีสานที่แนวเส้นทางไปทับซ้อนพื้นที่มรดกโลกอยุธยาจนทำงานไม่ได้ ดังนั้นโครงการแลนด์บริดจ์ในครั้งนี้ รัฐบาลควรต้องรับฟังและใช้ข้อมูลจากนักวิชาการที่แท้จริง อยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่ใช้เพียง “ผลบวกเชิงจินตนาการ”