(19 มิถุนายน 2569) – ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชาติ ว่า จากกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และ นางสาวรักชนก ศรีนอก ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ว่าอาจมีการเอื้อประโยชน์ ทับซ้อน และล็อกสเปกให้กับบริษัทเอกชนที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองซีกรัฐบาล โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ร่วมชี้แจงไปเมื่อวานนี้ (18 มิ.ย.) นั้น
ล่าสุด มีความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าว โดยสื่อมวลชนได้เข้าสอบถาม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ และกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ถึงข้อกังขาเรื่องข้อกำหนดเรื่องการจัดทำจอดิจิทัลโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา ซึ่งก่อนหน้านี้ นายพชร ปลัดกระทรวงดีอี ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นเพียง “ข้อเสนอทางเทคนิค” ไม่ใช่เงื่อนไขหลักใน TOR ที่ต้องบังคับทำ
[‘ทวี’ ชี้ชัด คำว่า “ต้อง-อย่างน้อย” คือภาคบังคับเด็ดขาด]
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ และกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เปิดเผย ย้ำว่า เรื่องนี้พิจารณาได้ไม่ยาก โดยให้ยึดหลักการสำคัญคือ “TOR ต้องไม่ขัดกฎหมาย สัญญาต้องไม่ขัด TOR”
เมื่อไปตรวจสอบข้อกำหนดใน TOR ข้อ 4 หมวดขอบเขตการดำเนินงาน มีการระบุชัดเจนว่า “ผู้รับจ้างจะต้องดำเนินงานตามโครงการอย่างน้อย” ซึ่งในทางกฎหมาย การใช้คำว่า “ต้อง” ควบคู่กับคำว่า “อย่างน้อย” ถือเป็นคำสั่งล็อกเกณฑ์ขั้นต่ำสุดที่ภาคบังคับว่า ‘ไม่ทำไม่ได้' และมีความเด็ดขาดในตัวเอง
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ระบุต่อว่า ประเด็นการจัดทำจอดิจิทัลโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ ถูกผูกมัดไว้ในขอบเขตงานข้อ 4.4.1 อย่างชัดเจน โดยแบ่งซอยเป็นข้อย่อย เช่น “ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อจอดิจิทัล ภายในร้านสะดวกซื้อ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จำนวนไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา รวมจำนวนจอไม่น้อยกว่า 6,000 จุด”
นอกจากนี้ เงื่อนไขดังกล่าวยังเป็นเกณฑ์สำคัญในการอนุมัติจ่ายเงิน โดยปรากฏอยู่ในเอกสารตารางการส่งมอบงาน งวดที่ 3 ข้อ 3.2 ที่ระบุให้ส่ง “รายงานความก้าวหน้าการดำเนินการ ตามขอบเขตการดำเนินงาน ข้อ 4.4.1” ซึ่งเชื่อมโยงไปควบคุมเรื่องการโฆษณาผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา 6,000 จุด ดังนั้น สิ่งนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อเสนอทางเทคนิคตามที่ปลัดกระทรวงดีอีกล่าวอ้าง
[จี้ตรวจปมแยก 2 สัญญา ส่อพิรุธขัดขอบเขตงาน]
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการตรวจสอบหลังจากนี้ว่า จะต้องพิจารณาว่ามีการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะเพื่อล็อกสเปกให้กับผู้ขายรายใดรายหนึ่งหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบเปรียบเทียบจากผู้ยื่นข้อเสนอทั้ง 3 ราย ว่าได้เสนอผลิตภัณฑ์ในเรื่องการจัดทำโฆษณาเหมือนกันหรือไม่ ?
“ต้องตรวจสัญญา เพราะ TOR ข้อ 3.12 กำหนดให้เป็นสัญญาฉบับเดียว แต่ตามที่สื่อมวลชนเสนอข่าวกลับพบว่ามีการแยกเป็น 2 สัญญา ซึ่งถือว่าไม่ได้เป็นไปตาม TOR”
หลังจากนี้จะต้องนำไปเปรียบเทียบกับรูปแบบสัญญาจ้างที่กรมบัญชีกลางกำหนด รวมถึงตรวจสอบว่ามีการส่งให้สำนักอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาหรือไม่ ? ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ รวมถึงต้องตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อดูความสัมพันธ์ว่าเข้าข่ายสมคบกัน หรือมีการฮั้วประมูลตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือไม่ ?
[กมธ.กฎหมายฯ สั่ง ดีอี ส่งเอกสาร TOR-สัญญาฉบับจริง ตรวจสอบเป็นทางการ]
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการประชุม กมธ.กฎหมายฯ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการฯ ได้มีมติขอให้กระทรวงดีอีจัดส่งสำเนาเอกสารข้อกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) ฉบับที่นำไปประกาศเชิญชวนเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 และเอกสารชุดที่นำไปใช้อนุมัติพร้อมลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 มาให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ เนื่องจากหลักฐานที่หลายฝ่ายค้นหามาได้ในขณะนี้ยังขาดข้อมูลสำคัญ เช่น ตัวสัญญาจัดซื้อจัดจ้างฯ
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ของกระทรวงดีอีเองก็ไม่ได้ปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารเหล่านี้แต่อย่างใด ซึ่งหลังจากนี้ กมธ. จะนำเอกสารฉบับจริงทั้งหมดมาเทียบเคียงเพื่อหาข้อสรุปว่าโครงการดังกล่าวมีการเอื้อประโยชน์และล็อกสเปกจริงหรือไม่ต่อไป