สงกรานต์ 2569 สุราษฎร์ธานี “ทวี สอดส่อง ประธานอุปสมบทแทนคุณพ่อแม่ และรดน้ำดำหัว”

เมื่อ 15 เม.ย.69 เวลา 07:00 ณ พัทธสีมาวัดธรรมบูชา ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ/หัวหน้าพรรคประชาชาติ เดินทางมาเป็นประธานพิธีปลงผมนาค และอุปสมบท สิบเอก พศวัต ล่อใจ บุตรของนายฉลองเกียรติ-นางอนงค์ ล่อใจ และเป็น น้องชายของ นางสาวตฤณ ล่อใจ รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ สาขาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยศรัทธาของครอบครัว ญาติ พี่ น้อง และพุทธศาสนิกชน ที่มาร่วมอนุโมทนาบุญอย่างพร้อมเพียงกัน

การอุปสมบทของ สิบเอก พศวัต ล่อใจ หรือฉายาทางธรรม ฐิตมโน ในครั้งนี้ ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ทดแทนพระคุณบิดามารดา และร่วมสืบสานพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างมั่นคง

โอกาสเดียวกันนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ / หัวหน้าพรรคประชาชาติ ยังได้ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 สะท้อนถึงวิถีวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ที่เปี่ยมด้วยความเคารพ อบอุ่น และความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นปีใหม่ไทย…///

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ อวยพรสงกรานต์ 2569 ขอประชาชนมีความสุข-หลักนิติธรรมเข็มแข็ง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' อวยพรสงกรานต์ 2569 ขอประชาชนมีความสุข-หลักนิติธรรมเข็มแข็ง

(13 เมษายน 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้

สุขสันต์วันสงกรานต์ 2569

ขอให้ทุกท่านมีความสุขใจ สุขกาย สมหวังและโชคดี บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมที่เข็มแข็ง ก้าวสู่ยุคความมั่นคงของรัฐ กับความสุขของประชาชนเป็นเรื่องเดียวกัน ครับ

พรรคประชาชาติ เตรียมประชุมใหญ่สามัญประจำปี เมษายน‘69 ที่จังหวัดปัตตานี

(8 เมษายน 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชาติ ว่า ตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ผ่านมาแกนนำพรรคประชาชาติได้ทยอยเดินทางเข้าห้องพรรคประชาชาติ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ นำโดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ, นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา เขต 2 ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาชาติ , นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา เขต 1, นายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลา เขต 3 และ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 และยังมีคณะกรรมการบริหารพรรค และบุคลากรของพรรคเข้าร่วมประชุมด้วย อาทิ นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ อดีตสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร พรรคประชาชาติ จังหวัดปัตตานี ฯลฯ โดยมีวาระการเตรียมการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 พรรคประชาชาติ มีกำหนดการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดปัตตานี โดยจะมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค แกนนำพรรค และสมาชิกพรรค ร่วมประชุมใหญ่ครั้งแรก ภายหลังผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการทำงาน ยุทธศาสตร์ การดำเนินกิจการต่าง ๆ ของพรรคหลังจากนี้ รวมถึงประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสมาชิกพรรคประชาชาติที่มาร่วมกิจกรรมกับพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การประชุมพรรคในวันนี้ ในที่ประชุมยังได้มีการหารือในประเด็นความคืบหน้ากรณีที่ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 ถูกลอบยิง หน้าบ้านพัก ที่จังหวัดนราธิวาส ด้วย

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ โพสต์เฟซบุ๊ก ราคาน้ำมันอ้างอิงสิงคโปร์ เล่ห์กลสูบเงินคนไทย

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' โพสต์เฟซบุ๊ก ราคาน้ำมันอ้างอิงสิงคโปร์ เล่ห์กลสูบเงินคนไทย

(1 เมษายน 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้

“ราคาน้ำมันอ้างอิงสิงคโปร์ เล่ห์กลสูบเงินคนไทย”

เจาะลึกราคาน้ำมันอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ ต้นตอมาจาก มติ กบง. ครั้งที่ 8/2561 (20 เมษายน 2561) ซึ่งในขณะนั้นมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่มีประวัติเคยเป็นผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่และมีโรงกลั่นมาก่อน มติ กบง. ครั้งดังกล่าวถูกใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องที่ 3 ว่าด้วย “หลักเกณฑ์การคำนวณราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าจับตา ดังนี้

ชำแหละ 4 มติ กบง. ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

มติข้อที่ 1: การอนุมัติสูตรคำนวณราคาหน้าโรงกลั่นแบบบวก “พรีเมียม” (Premium) เป็นการบวกต้นทุนแฝงเข้าไปในราคาน้ำมันทุกลิตร ประกอบด้วย

  • ค่าปรับคุณภาพน้ำมัน 0.26 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
  • ค่าขนส่ง World Scale ด้วยเรือขนาด LR1 แบบ Long Term Charter (สิงคโปร์ – ศรีราชา)
  • ค่าขนส่งทางท่อ (ศรีราชา – กรุงเทพฯ)
  • ค่าประกันภัยร้อยละ 0.084 ของ C&F
  • ค่าสูญเสียร้อยละ 0.3 ของ CIF
  • ค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง 0.68 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

นี่คือการใช้หลักการ Import Parity หรือการ “สมมติว่าไทยไม่มีโรงกลั่น” บังคับให้คนไทยจ่ายเงินเสมือนว่านำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าขนส่งและค่าประกันภัยทิพย์ รวมถึงค่าสำรองน้ำมันที่ผู้ค้าควรเป็นผู้แบกรับตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ค่าสูญเสียน้ำมัน (0.3%) ยังกลายเป็นรายได้แฝงของกลุ่มทุน ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันถึง 6 แห่ง และมีกำลังการผลิตเกินความต้องการจนสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้

มติข้อที่ 2: การการันตีกำไรให้กลุ่มทุน (1.85 บาทต่อลิตร)

มีการเห็นชอบค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมาะสมที่ 1.85 บาทต่อลิตร โดยระบุว่าจะมีการทบทวนตามการเปลี่ยนแปลง ราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ มติข้อนี้ส่งผลให้ยิ่งที่ดินแพง กลุ่มทุนยิ่งมีข้ออ้างในการขอเพิ่มกำไร ทั้งที่ราคาที่ดินไม่ได้เกี่ยวพันกับประสิทธิภาพการขายน้ำมันโดยตรง ปั๊มน้ำมันที่ตั้งอยู่บนที่ดินราคาถูกพลอยได้อานิสงส์ล็อกกำไรนี้ไปด้วย ทำให้ประชาชนถูกริดรอนสิทธิในการเลือกซื้อน้ำมันในราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริง

มติข้อที่ 3 และ 4: การปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร

สั่ง “ห้าม” ผู้ค้าน้ำมันแจ้งราคาปลีกล่วงหน้า และสั่งให้กรมการค้าภายในคอยตรวจสอบผู้ที่ฝ่าฝืน โดยอ้างเหตุผลว่าขัดต่อ “การแข่งขันทางการค้า”

แท้จริงแล้ว นี่คือการทำให้ประชาชน “ตั้งตัวไม่ติด” ไม่สามารถวางแผนการเงินได้ และปิดโอกาสไม่ให้ประชาชนเลือกไปเติมน้ำมันที่ปั๊มอื่นก่อนจะมีการปรับขึ้นราคา

โครงสร้างคณะกรรมการพลังงาน: ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

มติ กบง. ที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ได้สร้างหลักประกันให้นายทุนพลังงานกลายเป็น “เสือนอนกิน” รับผลกำไรจากราคาทิพย์ที่สูบเอาจากคนไทย ถึงเวลาแล้วที่ต้องรื้อสูตรคำนวณเพื่อคืนความเป็นธรรม มติ กบง. ไม่ใช่กฎหมาย และไม่มีกฎหมายฉบับใดบังคับให้ต้องใช้ราคาอ้างอิงจากสิงคโปร์

น้ำมันที่ขายในประเทศต้องใช้ต้นทุนการผลิตจริงในไทย ส่วนน้ำมันที่ส่งออกไปขายต่างประเทศ จึงจะสามารถใช้ราคาอ้างอิงสิงคโปร์เพื่อแข่งขันในตลาดโลกได้

การบริหารจัดการพลังงานของไทยดำเนินงานในรูปของ “คณะกรรมการ” ต่างๆ อาทิ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.), คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.), คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) หรือ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

ปัญหาที่พบคือ กรรมการบางส่วนมีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นตัวแทนเชิด (Nominee) ของกลุ่มทุนพลังงาน หรือขาดความซื่อสัตย์สุจริต ทำให้มติที่ออกมามักเอื้อประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้อง สร้างความเสียหายต่อส่วนรวม

พลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้า ถือเป็นโครงสร้างหรือโครงข่ายสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งตามหลักรัฐธรรมนูญได้ บัญญัติมิให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ด

ดังนั้น การปฏิรูปพลังงานต้องเริ่มต้นที่การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง ซึ่งนับว่าเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุดแต่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าสูงสุดสำหรับประชาชน

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ เปิดต้นทุนจริงน้ำมัน ก่อนรัฐใช้เงินหลายหมื่นล้านอุ้มกำไรนายทุน

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' เปิดต้นทุนจริงน้ำมัน ก่อนรัฐใช้เงินหลายหมื่นล้านอุ้มกำไรนายทุน

(29 มีนาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

“เปิดต้นทุนจริงน้ำมัน” ก่อนรัฐใช้เงินหลายหมื่นล้านอุ้มกำไรนายทุน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 35,000 ล้านบาท ณ วันที่ 29 มีนาคม 2569 และตัวเลขนี้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงในสัปดาห์เดียว คำถามที่ประชาชนต้องได้รับคำตอบคือ… เงินก้อนนี้กำลัง “ชดเชยการขาดทุน” หรือแท้จริงแล้วคือการ “อุ้มกำไร” ให้กลุ่มทุนน้ำมันอยู่เบื้องหลัง ?

รัฐบาลอ้างกลไกตลาดโลกและราคาอ้างอิงสิงคโปร์เป็นเหตุผลปรับราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่ยังไม่เคยเปิดเผย “ต้นทุนจริง” ต่อสาธารณะแม้แต่ครั้งเดียว เพื่อความเป็นธรรมแก่ประชาชน จึงถึงเวลาที่รัฐต้องเปิดตัวเลขนี้โดยเร่งด่วน

ข้อเท็จจริงที่ 1 — น้ำมันที่ขายวันนี้ ซื้อมาในราคา 3 เดือนก่อน

น้ำมันสำเร็จรูปที่โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในไทยจำหน่ายอยู่ในขณะนี้ ล้วนผ่านการจัดซื้อน้ำมันดิบมาแล้วตั้งแต่ประมาณ 3 เดือนก่อน ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ การอนุญาตให้ใช้ราคาตลาดสิงคโปร์ ณ วันนี้เป็นฐานคำนวณ จึงเท่ากับเปิดช่องให้กลุ่มทุนทำกำไรส่วนต่างมหาศาล บนหยาดเหงื่อของประชาชนทุกคน

ข้อเท็จจริงที่ 2 — ไทยมีโรงกลั่นเอง ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อมาขายไป

ไทยมีโรงกลั่นน้ำมันถึง 6 แห่ง มีศักยภาพกลั่นได้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศและส่งออกต่างประเทศได้ด้วย น้ำมันจึงไม่ใช่สินค้าธรรมดา แต่เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของชาติ ที่รัฐมีหน้าที่กำกับดูแล ด้วยเหตุนี้ ราคาน้ำมันควรคำนวณจากระบบ “ต้นทุนจริง บวกกำไรที่เหมาะสม” ไม่ใช่อิงราคาตลาดต่างประเทศ ซึ่งหากเทียบกับประเทศที่มีโรงกลั่นหรือผลิตน้ำมันเองเช่นกัน อย่างซาอุดีอาระเบีย (21–22 บาท/ลิตร) หรือคูเวต (12–16 บาท/ลิตร) จะเห็นได้ชัดว่าไทยจ่ายแพงกว่าโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ

ข้อเท็จจริงที่ 3 — ราคาอ้างอิงสิงคโปร์ไม่สะท้อนความเป็นจริง

การอ้างอิงราคาสิงคโปร์เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะมีการบวก “ค่าขนส่งสมมติ” และ “ค่าประกันภัยสมมติ” จากสิงคโปร์มาไทย ทั้งที่ไทยกลั่นน้ำมันเอง ต้นทุนจริงจึงต่ำกว่าที่อ้างอิงอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น รายได้ต่อหัวของสิงคโปร์ (GDP per capita) สูงกว่าไทยกว่า 10 เท่า โดยสิงคโปร์อยู่ที่ราว 3,050,000–3,100,000 บาทต่อปี ขณะที่คนไทยมีรายได้เฉลี่ยเพียง 260,000–270,000 บาทต่อปีเท่านั้น

ประชาชนไทยส่วนใหญ่กำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ รายได้ไม่พอรายจ่าย และจมอยู่กับปัญหาหนี้สิน การใช้มาตรฐานราคาของสิงคโปร์กับประชาชนไทยจึงไม่อาจยอมรับได้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ผ่านคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อ ตรวจสอบต้นทุนน้ำมันจริงจากสต็อก 3 เดือนก่อนทันที ไม่ใช่ปล่อยให้มีการขึ้นราคาตามตลาดสิงคโปร์รายวัน หรือใช้เงินกองทุนอุดหนุนโดยไม่มีการตรวจสอบความโปร่งใสในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่สิทธิของประชาชน แต่คือเงื่อนไขขั้นต่ำของความชอบธรรมในการบริหารประเทศ

“ความผาสุกของประชาชนต้องมาก่อนเสมอ กำไรของนายทุนต้องมีได้ แต่ต้องมีได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม” ขอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันโดยด่วน อย่าปล่อยให้ภาระต้องตกอยู่กับประชาชนอย่างไร้ทางแก้!

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แนะลดค่าไฟทันที 0.52 บาทต่อหน่วย-ไม่ต้องใช้งบประมาณอุดหนุน

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แนะลดค่าไฟทันที 0.52 บาทต่อหน่วย-ไม่ต้องใช้งบประมาณอุดหนุน

(27 มีนาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ลดค่าไฟทันที 0.52 บาทต่อหน่วย โดยไม่ต้องใช้งบประมาณอุดหนุน

ประเทศไทยเราโชคดีที่มีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติได้จากอ่าวไทย โดยเฉพาะแหล่งเอราวัณ บงกช และอาทิตย์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบบไฟฟ้าไทยซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าก๊าซนำเข้าอย่างมหาศาล แต่สมบัติชาติชิ้นนี้กลับถูกจัดสรรอย่างไม่เป็นธรรมกับประชาชนเกิดความเหลื่อมล้ำ คือ

  1. ปัจจุบัน ภาคปิโตรเคมีสามารถเข้าถึงก๊าซจากอ่าวไทยที่มีต้นทุนต่ำเพียง 201 บาท/ล้านบีทียู (MMBTU) ได้โดยตรง แต่ภาคการผลิตไฟฟ้าที่ประชาชนทุกคนต้องใช้ กลับถูกบังคับให้ใช้ก๊าซในรูปแบบ “Pool Gas” ระบบนี้คือการเอาก๊าซในประเทศไป “ผสม” กับก๊าซนำเข้า (LNG) ที่มีราคาสูงถึง 485 บาท/MMBTU ผลที่ตามมาคือ ประชาชนต้องใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้าในราคาเฉลี่ยที่พุ่งสูงถึง 281 บาท/MMBTU นี่คือการบริหารที่เอา “ของแพง” มาให้ประชาชนแบกรับ และเอา “ของถูก” ไปเอื้อให้กลุ่มอุตสาหกรรม
  1. ความต่างระหว่างราคาก๊าซที่ปิโตรเคมีจ่าย กับราคาที่โรงไฟฟ้าจ่าย มีส่วนต่างสูงถึง 81 บาท/MMBTU ส่วนต่างนี้เองคือต้นเหตุสำคัญที่ฉุดให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นประมาณ 0.52 บาทต่อหน่วย

หากรัฐบาลบริหารจัดการโดยยึดประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง และยอมให้โรงไฟฟ้าเข้าถึงก๊าซอ่าวไทยในราคาเดียวกับที่ให้กลุ่มทุน ค่าไฟของประชาชนจะลดลงได้ทันที 0.52 บาท โดยที่รัฐไม่ต้องควักเงินภาษีมาอุดหนุนแม้แต่บาทเดียว

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ แนะยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน กระจายรายได้กลับคืนประชาชน

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' แนะยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมัน กระจายรายได้กลับคืนประชาชน

(26 มีนาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.15 น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อความอยู่รอดและลมหายใจของคนไทยทุกคน

ในวันนี้ (26 มีนาคม 2569) ราคาน้ำมันทุกชนิดพุ่งสูงขึ้นอีกลิตรละ 6 บาท อาทิ เบนซิน 95 ราคาประมาณ 41 บาท/ลิตร ดีเซลประมาณ 38.94 บาท/ลิตร สำหรับสภาพสังคมไทยที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในระดับแรกๆของโลก “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน แต่มันคือเรื่องความอยู่รอดของประชาชน” จากผลสำรวจล่าสุดของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ เสียงสะท้อนความเจ็บปวดของพี่น้องประชาชนนั้นชัดเจนจนน่าตกใจ อันดับ 1 “ค่าครองชีพสูง” อันดับ 2 “รายได้ไม่พอกับรายจ่าย” และอันดับ 3 “หนี้สิน” เหล่านี้คือสัญญาณอันตราย เมื่อรายจ่ายโตเร็วกว่ารายได้ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำทันทีไม่ใช่การแจกเงินชั่วคราว แต่คือการ “ตัดลดต้นทุนชีวิต” ของประชาชนที่ต้นตอ ด้วยการหยุดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ที่รัฐบาลเก็บ เช่น เบนซิน 95 ที่ 7.50 บาท/ลิตร หรือดีเซล 6.92 บาท/ลิตร ด้วยการยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมันทั้งหมด

บทเรียนการแก้ไขปัญหาจากอดีต เช่น สมัยรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ระหว่างปี 2555-2557) เคยลดภาษีดีเซลจนเหลือเกือบ 0 บาท และตรึงราคาพลังงานทั้งระบบเพื่อคุ้มครองประชาชน หรือสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เคยลดภาษีดีเซลลงถึง 5 บาท (พ.ศ. 2565–2566)

การยกเลิกภาษีน้ำมันดังกล่าว ถือเป็นการ “กระจายรายได้กลับคืนสู่ประชาชน” อย่างแท้จริง เพราะภาษีเหล่านี้เมื่อจัดเก็บจะถูกนำไปเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่ไม่สามารถย้อนกลับไปยังประชาชนเนื่องจากวิกฤตการณ์งบประมาณไทย ส่วนใหญ่จะนำไปเป็นงบดำเนินงานและรายจ่ายประจำของส่วนราชการต่างๆ (มากกว่า 70% ในส่วนนี้เป็นงบบุคลากร 40%) ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในภาครัฐส่วนกลาง (มากกว่า 74%) ขณะที่งบกระจายไปท้องถิ่นทั่วประเทศ 76 จังหวัดมีเพียง 8-9% ประชาชนซึ่งเป็นผู้จ่ายภาษีกลับไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง

การยกเว้นหรือยกเลิกภาษีน้ำมัน จึงเป็นการปล่อยทรัพยากรกลับไปอยู่ในมือของประชาชน ให้สามารถใช้จ่าย หมุนเวียน และต่อยอดในระบบเศรษฐกิจจริง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างพลังทางเศรษฐกิจที่กระจายถ้วนหน้าทุกพื้นที่อย่างเสมอภาคและเพื่อความอยู่รอดเป็นชีวิตของประชาชนส่วนรวมของประเทศด้วย

ประชาชาติรวมใจ ไม่ทิ้งกัน” เดินหน้าคลี่คลายคดียิง สส.กมลศักดิ์ ย้ำความรัก-สามัคคีในพรรค

ประชาชาติรวมใจ ไม่ทิ้งกัน” เดินหน้าคลี่คลายคดียิง สส.กมลศักดิ์ ย้ำความรัก-สามัคคีในพรรค

พรรคประชาชาติประชุมทีมบริหารพรรค เพื่อติดตามความคืบหน้าคดียิงถล่มสส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ

(25 มีนาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชาติ กรุงเทพฯ ว่า วานนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมด้วยประธานที่ปรึกษาพรรค นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นัดประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาชาติเพื่อติดตามความคืบหน้าเหตุคนร้ายลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้แจ้งที่ประชุมทราบถึงความคืบหน้าล่าสุดจากหลักฐานต่างๆในที่เกิดเหตุที่ฝ่ายเกี่ยวข้องได้รายงานเป็นเบื้องต้น ซึ่งโดยส่วนตัวท่านมั่นใจว่า ด้วยการทำงานอย่างเต็มกำลังของฝ่ายสืบสวน อย่างน้อยต้องทราบตัวคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค ได้เน้นย้ำในที่ประชุมว่า ทางพรรคฯ จะติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะการลอบยิง สส. ไม่ได้ทำร้าย สส. ในฐานะปัจเจกชนเพียงคนเดียว แต่เป็นการทำร้ายกรรมการบริหารพรรค ทำร้ายสมาชิกพรรค และเป็นการทำร้ายระบอบประชาธิปไตยที่มี สส.เป็นตัวแทนของประชาชน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ย้ำว่า “ณ ขณะนี้รู้สึกเหมือนว่าประเทศเราได้กลับไปสู่ยุคมืด แม้กระทั่ง สส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชนยังไม่มีความปลอดภัยในชีวิต ต่อจากนี้จะมีใครอยากจะมาเป็น สส. มีใครอยากจะมารักษาสิทธิของประชาชน หากชีวิต สส. ก็ยังไม่ปลอดภัย”

ช่วงท้ายของการประชุม พลตำรวจตรี ไมตรี สันตยากุล รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้แจ้งที่ประชุมว่า ขณะนี้ทางฝ่ายสืบสวนสามารถกู้ข้อมูลกล้องหน้ารถ ของ สส.กมลศักดิ์ ได้สมบูรณ์แล้ว เห็นภาพรถของคนร้ายชัดเจน และมีกล้องจับภาพรถคนร้ายได้ช่วงเวลาประมาณ 23:00 น. ของคืนเกิดเหตุ ในฐานะที่ตนผ่านงานสืบสวนมาก็มั่นใจว่าท้ายที่สุดฝ่ายสืบสวนจะต้องระบุตัวคนร้ายได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใยต่อกันและกันในการทำหน้าที่ของ สส. และสมาชิกพรรคในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ สวนทางกับข่าวพรรคอกแตกที่กำลังเป็นกระแสในสื่อโซเชียล

วันนอร์-ทวี สอดส่อง’ นำประชุมสส.ประชาชาติ ก่อนประชุมสภาฯ นัดแรกพรุ่งนี้

วันนอร์-ทวี สอดส่อง' นำประชุมสส.ประชาชาติ ก่อนประชุมสภาฯ นัดแรกพรุ่งนี้

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ นำประชุมสส.ประชาชาติ ก่อนประชุมสภาฯ นัดแรกพรุ่งนี้

(24 มีนาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สำนักงานพรรคประชาชาติ ดอนเมือง กรุงเทพฯ ว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นัดประชุมพรรค ก่อนการประชุมสภาฯ ในวันพรุ่งนี้ โดยในที่ประชุม ประกอบด้วย นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา เขต 2 ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาชาติ , นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.ยะลา เขต 1, นายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลา เขต 3 และ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 และยังมีคณะกรรมการบริหารพรรค และบุคลากรของพรรคเข้าร่วมประชุมด้วย

สำหรับการประชุมสภาฯ ในวันพรุ่งนี้ (25 มีนาคม) มีการหารือระเบียบวาระ การกำหนดวันและเวลาการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และการกำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตามมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง’ ชี้ ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน! เลิกอุ้มทุน-คืนพลังงานให้รัฐ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' ชี้ ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน! เลิกอุ้มทุน-คืนพลังงานให้รัฐ

(22 มีนาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทไม่ใช่ฝัน! เลิกอุ้มทุน คืนพลังงานให้รัฐ

บิลค่าไฟเป็นหน้าต่างบ่งบอกโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ค่าไฟฟ้าแพง ประชาชนต้องส่งเงินต่อให้เอกชนที่ได้สัมปทานเป็น “เสือนอนกิน” ทั้งที่ไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต รัฐต้องเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่า “ร้อยละ 51” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 56 แต่ความเป็นจริงวันนี้ กฟผ. กลับผลิตไฟฟ้าเองได้เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ส่วนอีกร้อยละ 70 เรากลับประเคนอำนาจการผลิตไปให้เอกชนรายใหญ่ สิ่งนี้คือการปล่อยให้อธิปไตยทางพลังงานหลุดลอยไปอยู่ในมือนายทุน

เปิดข้อมูลต้นทุนต่ำ จากความภาคภูมิใจของ กฟผ. ที่รัฐคุมได้เอง 100 เปอร์เซ็นต์

วันนี้เรามีขุมทรัพย์พลังงานที่รัฐควบคุมราคาได้เองและมีต้นทุนต่ำมาก แต่กลับถูกจำกัดสัดส่วนการผลิตอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะทรัพยากรล้ำค่าที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กฟผ. อาทิ

 – ลิกไนต์แม่เมาะ (กฟผ.): นี่คือความภาคภูมิใจของคนไทยและ กฟผ. เรามีเหมืองลิกไนต์ที่เป็นเชื้อเพลิงของเราเอง 100% ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไม่ต้องหวั่นเกรงต่อความผันผวนของค่าเงินหรือสงครามโลก ต้นทุนเพียง 1.20 – 1.23 บาทต่อหน่วย เท่านั้น!

 – พลังน้ำ (กฟผ.): ที่มีอยู่ทั่วทุกภาค ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง มีเพียงค่าดำเนินการประมาณ 1.06 – 1.37 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติในประเทศที่สร้างเสร็จและตัดค่าเสื่อมราคาหมดแล้ว

ในขณะที่การซื้อไฟจากเอกชน มีต้นทุนสูงถึง 3.15 – 3.53 บาทต่อหน่วย แถมประชาชนยังต้องถูกบังคับให้จ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” ให้เอกชนฟรีๆ แม้โรงไฟฟ้าเหล่านั้นไม่ได้เดินเครื่องผลิตจริง นี่คือกำไรส่วนเกินที่สูบจากกระเป๋าประชาชน เพียงเพื่อไปเพิ่มความมั่งคั่งให้นายทุนพลังงาน หากนำ 8 มาตรการหยุดทุกข์ค่าไฟแพง ที่เป็นข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร (รายงานเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2568) จะลดค่าไฟฟ้าลงได้อีกไม่น้อยกว่า 0.8588 บาทต่อหน่วย ดังนี้

1) ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน เพื่อลดภาระทันที

2) หยุดเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ FiT สำหรับกลุ่มผู้ผลิตเอกชนที่ผ่านจุดคุ้มทุนไปแล้ว

3) นำรายได้จากทรัพยากรชาติ ทั้งค่าภาคหลวงและส่วนแบ่งกำไร มาลดต้นทุนเชื้อเพลิงให้ประชาชน

4) หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบตัวเอง ให้ อปท. และกรมทางหลวง จัดหางบประมาณค่าไฟสาธารณะเอง มิให้ผลักภาระมาไว้ในบิลไฟบ้านของพี่น้องประชาชน

5) ปรับสัดส่วนเงินนำส่งรัฐ ลดเงินนำส่งจาก 3 การไฟฟ้าเหลือร้อยละ 20 เพื่อนำส่วนต่างมาลดค่าไฟโดยตรง

6) ทบทวนสัญญา LNG ระยะยาว เพิ่มสัดส่วนการซื้อก๊าซแบบ Long-Term Contract ให้ถึงร้อยละ 85 ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งราคาถูกกว่าตลาดจร

7) ลดเกณฑ์ภาษีเงินได้นิติบุคคล ปรับลดภาษีที่ใช้คำนวณรายได้พึงได้รับของการไฟฟ้าเหลือร้อยละ 20

8) จัดตั้งคลังกักเก็บ LNG เป็นเขตปลอดอากร เพื่อลดภาระทางภาษีและต้นทุนการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ

เสนอค่าไฟฟ้าระหว่าง 2.50 บาท ไม่เกิน 3 บาท ต้องหยุดสัมปทานระบบเสือนอนกิน คือ

1. โรงไฟฟ้าเอกชนเจ้าไหนหมดสัญญา ต้องหยุดต่อสัญญาทาสที่เอื้อกำไรให้ทุนใหญ่เพียงไม่กี่ตระกูล เมื่อสัญญาซื้อขาย (PPA) สิ้นสุดลง รัฐต้องดึงกลับมาบริหารเองทันที

2. คืนอำนาจให้ กฟผ. ผลิตเอง 51 เปอร์เซ็นต์ ตามรัฐธรรมนูญ การผลิตไฟฟ้าต้องมุ่งเน้นบริการสาธารณะ ไม่ใช่กำไรในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อรัฐกลับมาผลิตเกินครึ่งหนึ่งตามกฎหมาย เราจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำลงได้ทันที

3. ใช้ของดีราคาถูกที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ เร่งกำลังการผลิตจากพลังน้ำและลิกไนต์ของ กฟผ. ที่ราคาเพียง 1 บาทต้นๆ มาเป็นฐานราคาหลัก เพื่อดึงค่าไฟเฉลี่ยของประเทศให้ลดลง

รัฐบาลต้องยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามแนวทางของรัฐธรรมนูญ แล้ว… ค่าไฟไม่เกิน 3 บาท หรือแม้แต่ 2.50 บาท ทำได้จริงแน่นอน พลังงานคือสิทธิพื้นฐานของคนไทยทุกคน ไม่ใช่บ่อเงินบ่อทองของใคร ผมจะเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมนี้ให้พี่น้องคนไทยทั้งประเทศครับ