พรรคประชาชาติ

ชาติของประชาชน บนฐานสังคมพหุวัฒนธรรม

(6 เมษายน 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานจากเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (5 เมษายน 2567) นายอรุณ บุญชม (มุฮัมมัด ญะลาลุดดีน อิบน์ ฮุซัยน์) จุฬาราชมนตรีคนที่ 19 แห่งราชอาณาจักรไทย ประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ เดินทางมาร่วมงานละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1445 ในการเปิดโครงการ “Mahabbah Ramadan อ้อมกอดแห่งรอมฎอนสู่เรือนจำ” ณ เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ และบุคลากรของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ
เนื่องในโอกาสแห่งเดือนรอมฎอนอันประเสริฐที่มุสลิมทั่วโลกร่วมปฏิบัติศาสนกิจกระทรวงยุติธรรม โดยกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ได้ตระหนักในคุณค่าและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ในการส่งเสริมให้เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ มีกระบวนการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้สอดคล้องกับความเชื่อในศาสนาของผู้ต้องขังแต่ละคน โดยผ่านการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังและวางแผน การปฏิบัติรายบุคคลอย่างเหมาะสม เรือนจำพิเศษมีนบุรี จึงได้จัดโครงการ “MahabbahRamadan อ้อมกอดแห่งรอมฎอนสู่เรือนจำ” ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาบุคลิกภาพ ฝึกความอดทนทั้งทางร่างกายและฝึกจิตใจของผู้ถือศีลอดให้มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความเสียสละและรับผิดชอบต่อสังคม และที่สำคัญคือ การคืนคนดี มีคุณค่าสู่สังคม และจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหากภาคสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุน ให้กำลังใจ และให้โอกาสแก่ผู้ต้องขัง ดังคำขวัญที่ว่า “ราชทัณฑ์แก้ไข คนไทยให้โอกาส” ซึ่งในโครงการฯ ได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และบุคคลทั่วไป ได้บริจาคปัจจัยต่าง ๆ ในกิจกรรมถือศีลอด เพื่อร่วมเป็นกำลังใจในการเสริมสร้างให้ผู้ต้องขังทำความดี
โดยกิจกรรมในครั้งนี้มีผู้ต้องขังมุสลิม เข้าร่วมโครงการ “MahabbahRamadan อ้อมกอดแห่งรอมฎอนสู่เรือนจำ” จำนวนทั้งสิ้น 91 คน สอดคล้องกับนโยบายและแนวทางการดำเนินการตามแผนปฏิบัติราชการ ประจำปี พ.ศ. 2567 ของกระทรวงยุติธรรม ด้านการพัฒนาระบบหรือโปรแกรมการบำบัด แก้ไข ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดที่หลากหลายและมีความเฉพาะเจาะจงในแต่ละกลุ่ม เพื่อส่งเสริมด้านการพัฒนาจิตใจ โดยการปรับเปลี่ยนทัศนคติให้เป็นไปในทางที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น ตลอดจนกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุข ไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ได้ยึดถือและปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดต่อสังคมต่อไป
 
​​ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวให้โอวาทและสื่อสารส่งมอบความรักความห่วงใยในโอกาสแห่งเดือนรอมฎอนแก่ผู้ต้องขัง ว่า ”วันนี้ สิ่งที่ประเสริฐที่สุด คือ มนุษย์ที่เป็นผู้ที่มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า เดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งความประเสริฐ ความเท่าเทียม และสิ่งที่แสดงให้เห็นความเท่าเทียมคือ ผู้ก้าวพลาดหรือผู้ต้องราขทัณฑ์ได้ละศีลอดด้วยกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเราคือพี่น้องกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องราชทัณฑ์ ท่านประธานสภาฯ และท่านจุฬาราชมนตรี เราต่างได้ละหมาดร่วมกัน ได้ละศีลอดร่วมกัน เพราะวันนี้เรามี 2 เสาหลักของประเทศที่ได้ร่วมละศีลอด คนแรกคือ ท่าน วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เสาหลักทางนิติบัญญัติในระบบการปกครอง ซึ่งอยากให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้ภูมิใจ อยากสื่อสารให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศได้รู้ว่า ทุกคนมีเกียรติยศเพราะการได้ละศีลอด กืถือว่ามีเกียรติยศเท่ากัน เสาหลักที่สอง คือ ท่าน อรุณ บุญชุม จุฬาราชมนตรี เสาหลักทางศาสนาอิสลาม ที่น่าภาคภูมิใจที่ท่านได้มาร่วมรับศีลอดกับทุกท่าน ดังนั้น อยากแสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องราชทัณฑ์ทุกๆ คนเป็นผู้มีเกียรติ“
”เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีผู้ต้องราชทัณฑ์ทั้งเข้าและออกเฉลี่ยวันละ 10 คน แสดงว่า คุก หรือ เรือนจำ ไม่ใช่เพียงเพื่อเข้าคุมขัง แต่มีไว้ออกด้วย แต่ก่อนที่จะออกจากเรือนจำที่ถือเป็นมหาวิทยาลัยชีวิต อยากให้กำลังใจ เราอยากให้โอกาส สำหรับการได้ใช้เวลาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ถือเป็นสิ่งท้าทาย“ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว
 
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังนุบะด้วยว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้รับทราบจากคณะกรรมอิสลามประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า เรือนจำแห่งนี้ได้มีผู้นำศาสนาเข้ามาสอนให้พวกเราได้เรียนรู้เรื่องชีวิต ซึ่งสำคัญกว่าการฝึกอาชีพ อีกทั้งต้องการให้ทุกคนได้รับถึงความห่วงใย ความรัก และทุกคนในที่นี้เป็นผู้มีเกียรติที่สุด