“ทวี” ส่งเสริมการศึกษาเยาวชน แนะรัฐลดเงื่อนไข-ฟังเสียงประชาชน

          หอประชุมมูลนิธิมะทา อ.เมือง จ.ยะลา ว่า วันนี้ (14 พฤษภาคม 2565)  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ  พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาตินายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส เขต 3, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 4, นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ส.ส.ปัตตานี เขต 4, นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา เขต 2, นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต.3 นายมูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูณ รองโฆษกพรรคประชาชาติ พบปะ แม่เลี่ยงเดียว ในประเด็น เราคือ พี่น้องกัน  “SATU HATI”   ประชาชาติไม่ทิ้งประชาชน

          พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ได้กล่าวแสดงทัศนะกับผู้ปกครอง นักเรียนและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า “วันนี้ผมรู้สึกมีความตั้งใจกับความดีใจที่ได้มาทำกิจกรรมที่เป็นความคิดริเริ่มของพี่น้องในพื้นที่กิจกรรมที่มีความสำคัญในเรื่องการศึกษา ยังจำได้ว่า ตอนที่เข้ามาอยู่ ศอ.บต. มีปัญหาอยู่สามประการใหญ่ๆ คือ 1.คนยากจน 2.คนเจ็บป่วย 3.คนไม่มีความรู้ ซึ่งทั้งสามข้อเป็นเรื่องที่จะต้องช่วยเหลือ แต่ถ้าจำเป็นที่จะต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อน มีคำถามอยู่ว่าจะเลือกสิ่งใด ท่านประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดยะลา ท่านเป็นผู้ตอบว่า ถ้าจะต้องเลือกก็จะเลือกข้อสามคนไม่มีความรู้ เพราะจะต้องทำให้คนมีความรู้ ก็คือเลือกเรื่องการศึกษาก่อน”

           “ในช่วงที่เกิด โควิด-19 ที่การศึกษาของประเทศได้รับผลกระทบมากที่สุด เราจะเห็นว่า เมื่อเกิดโควิดสิ่งที่นายกประยุทธ์กับคณะได้เลือกปิดอะไรก่อน? ก็คือ เลือกปิดโรงเรียนหรือปิดการศึกษาก่อน หมายถึงเลือกปิดการหาความรู้ก่อน แล้วจึงปิดเศรษฐกิจต่างๆ และปิดประเทศ แต่พอจะเปิด นายกประยุทธ์ก็ไปเปิดเศรษฐกิจและเปิดประเทศก่อน แต่ไม่ยอมเปิดโรงเรียนทำให้หยุดเรียนในระบบไป 2 ปี และพึ่งจะมาเปิดโรงเรียนในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ มันย้อนแย้งกับความสำคัญ การทิ้งเวลาไป 2 ปีกับการปิดการศึกษา ปิดกั้นความรู้ ที่เสียหายมาก มันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ซึ่งในประเทศต่างๆเขาไม่ทำแบบประเทศไทยเพราะว่า “เขาไม่นิยมความโง่เขลา” การจะชนะทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องชนะด้วยความรู้ ทุกสิ่งที่สำคัญในโลกไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความรู้ มนุษย์เกิดมามีสมองกับสติปัญญา ดังนั้นเพื่อต้องการให้มนุษย์ทุกคนได้ศึกษาเรียนรู้ การที่ประเทศไทยเราไปปิดการศึกษาเป็นเวลา 2 ปี ทำให้เราเสียโอกาส ถึงแม้ว่าจะมีการเรียนออนไลน์ก็ตาม แต่สำหรับพี่น้องในพื้นที่ค่อนข้างทำได้อย่างยากลำบาก ขาดแคลนอุปกรณ์มือถือ คอมพิวเตอร์ รัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกเลยว่าถ้าใครที่ยากไร้ให้รัฐมีกองทุนให้เรียนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาแต่พอมาดูกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มีงบประมาณ 6,000 กว่าล้าน แต่กลับให้เฉพาะกับโรงเรียนใน สพฐ. หรือโรงเรียนของรัฐบาล ในขณะที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผู้เรียน ผู้ปกครองนิยมเรียนประมาณ 600 โรงเรียน สถาบันปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา ซึ่งเป็นอุดมการณ์และจิตวิญญาณและเป็นสถานที่ให้ความรู้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาไม่ให้การช่วยเหลือ ช่วยเหลือแต่โรงเรียนของรัฐ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เท่านั้นที่ให้ฟรีอยู่แล้ว ช่วยเหลือพิเศษผู้ยากจนอีกคนละ 3,000 บาท ส่วนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาและโรงเรียนเอกชนอื่นๆที่มีเด็กอยากจนยิ่งกว่ากลับไม่ได้ให้ มันเป็นความเหลื่อมล้ำในกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งพวกเราเข้าไม่ถึง”

           “การศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการเปลี่ยนสถานภาพคนให้ดีขึ้น ต้องเปลี่ยนได้ด้วยความรู้ อาชีพต่างๆจะรับผู้มีความรู้ การเปลี่ยนแปลงที่ดีไม่ได้เปลี่ยนด้วยอาวุธหรือด้วยกำลัง ผมอยากจะกราบเรียนว่าในส่วนของพรรคประชาชาติ เป็นพรรคที่ก่อเกิดจากการศึกษา เราเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนคุณค่าต้องมีความเท่าเทียม ต้องมีศักดิ์ศรีเท่ากัน มนุษย์ทุกคนจะต้องมีความสำคัญ ดังนั้นการศึกษาให้ความรู้จะต้องเป็นการศึกษาที่ดีมีคุณภาพเป็นหน้าที่ของคนในพรรค เป็นหน้าที่ของสังคม เพราะเราจะส่งต่ออนาคตของคนที่มีความรู้ ไม่ใช่ส่งต่ออนาคตของความยากจนซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งการเมืองในปัจจุบัน ผมมองไม่เห็นอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณที่ไม่ยอมกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น งบประมาณของประเทศที่จะเข้าสภาก็ยังเหมือนเดิม งบเบิกจ่ายในส่วนกลางเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจนิยมประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท 97% ส่วนงบประมาณมาท้องถิ่นมีเพียงแค่ 3% ซึ่งถือว่าน้อยมาก ทั้งที่ท้องถิ่นเป็นคนรู้ปัญหาของประชาชนอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาที่เป็นเรื่องสำคัญ การเปิดการศึกษาที่กำลังจะถึงในวันที่ 17 พฤษภาคม นี้ สภาพเศรษฐกิจที่ทุกคนมีความยากลำบาก รัฐบาลสร้างเงื่อนไขข้อกำหนดในการเปิดเรียนไว้มาก สร้างข้อจำกัดมากทุกข้อกำหนดต้องใช้เงินทั้งนั้น แต่ไม่ส่งเงินงบประมาณมาให้กับครอบครัวและผู้เรียนทำให้มีความยากลำบากยิ่งขึ้น นี่คือปัญหา วันนี้ผมจึงอยากที่จะมารับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ และทุกท่านในที่นี้ที่ส่วนใหญ่สามีต้องขังอยู่ในเรือนจำเป็นแม้เลี้ยงเดี๋ยวต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ด้วยทราบว่ามีความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพราะในส่วนของพรรคประชาชาติเราต้องเอาปัญหาของพ่อแม่พี่น้องประชาชนไปพูดในระดับประเทศ และจะต้องเป็นตัวแทนเพื่อจะนำมาสู่การแก้ปัญหาต่อไปครับ ต้องขอบคุณทุกท่านที่จัดโครงการกิจกรรมช่วยเหลือนักเรียนในวันนี้ ที่เป็นกิจกรรมช่วยเด็กกำพร้าที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ” พันตำรวจเอกทวี กล่าว

          ในช่วงท้ายของการจัดงาน มีการเปิดเวทีรับฟังปัญหาของกลุ่มสตรี ในประเด็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ปัญหาของสามีที่ไม่ได้รับการประกันตัวอยู่ในเรือนจำ ปัญหาการเยี่ยมผู้ต้องขังที่ต้องมีค่าใช้จ่ายจากเงื่อนไขที่กำหนดในการตรวจโรคต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งที่ฐานะยากไร้ ปัญหาการเข้าถึงความยุติธรรมที่ยาก และปัญหาขาดการส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งมีการมอบรองเท้าให้กลุ่มน้อง ๆ เยาวชน โดยเสร็จสิ้นกิจกรรมในช่วงค่ำ

“ประชาชาติ” ห่วงเกษตรกร แนะรัฐให้ความสำคัญทุกมิติ

           นายมนตรี บุญจรัส รองโฆษกพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม และ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

         “วันพืชมงคล” ที่จัดขึ้นในทุกๆ ปี เป็นวันที่ทำให้ประชาชนชาวไทยเห็นความสำคัญการเพาะปลูกและการเลือกเมล็ดพันธุ์ ที่จะนำไปสู่การได้มาซึ่งผลผลิตที่ดี อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและสร้างเสริมสิริมงคลให้แก่เกษตรกรเพื่อเพาะปลูกในปีนั้น ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ทางราชการได้ถือวันนี้เป็นวัน “เกษตรกร” ประจำปีไปในตัวด้วยเช่นกัน โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 13 พฤษภาคม 2565 เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเกษตร เนื่องด้วยการเกษตรเป็นภาคการผลิตและเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ 

         ประเทศไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม เกษตรกรจึงถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ พวกเราทุกคนจึงควรตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยเหลือดูแลเกษตรกรในทุกมิติ ทั้งการสนับสนุนปัจจัยการผลิต การจัดหาช่องทางการตลาด การแก้ปัญหาการเกษตรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งเสริมให้นำนวัตกรรมมาใช้ในภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย ยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน สร้างความตระหนักเรื่องเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ รวมถึงเกษตรปลอดสารพิษ แก่ทุกภาคส่วน รวมถึงการทำให้เกษตรกรทำการเกษตรได้อย่างเหมาะสมตามสภาพภูมิอากาศ ครับ

         เนื่องในโอกาสวันเกษตรกรประจำปี 2565 ขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีมายังพี่น้องเกษตรกร มีความสุขความเจริญมีกำลังใจกำลังกายที่เข้มแข็งเพื่อร่วมกันพัฒนาภาคเกษตรกรรมไทยให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปครับ

“รองโฆษกพรรคประชาชาติ”แนะรัฐบาลเร่งคลอดมาตรการช่วยเหลือประชาชน จากผลกระทบค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

      ผมได้มีโอกาสเดินทางกลับมาที่บ้านเกิด ที่อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เดินตลาดชุมชนในพื้นที่ตำบลรำมะสัก หรือชาวบ้านในพื้นที่จะเรียกว่าตลาด “ตาแก้ว” ซึ่งวันนี้ได้พบกับเจ้นกเล็ก (เจ้าของตลาด) มีโอกาสได้ร่วมรับฟังปัญหา และสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นไปพร้อมๆกับพ่อแม่พี่น้อง รวมทั้งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งมีความกังวลจากการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายหมวดค่าอาหาร เนื้อสัตว์ ผักสด ไข่ไก่ น้ำมันพืช อาหารปรุงสำเร็จ และอาหารนอกบ้าน ค่าสาธารณูปโภคอย่างค่าไฟฟ้า และค่าเดินทาง เช่น ค่าน้ำมันและค่าขนส่งสาธารณะ ทราบว่าหลายคนปรับแผนการเงิน ลดใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ลดสังสรรค์ หันใช้สินค้าราคาถูก ประคองค่าครองชีพที่สูง เพราะของแพงขึ้นทั้งแผ่นดินครับ

   

อย่างไรก็ตามนับว่าเป็นความโชคดีที่ผมได้พบกับคุณหมอทัศนีย์ แสงอำนาจเจริญ (หมอแมว) นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโพธิ์เอน ซึ่งเป็นคุณหมอที่เคยฉีดวัคซีน (สมัยก่อนเรียกปลูกฝี)  ให้แก่ผมในสมัยเรียนโรงเรียนประถมศึกษาวัดม่วงคัน และได้มีโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพและสารทุกข์สุกดิบของท่านตามสมควร

ผมมองว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กระทบจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้สะดุดลงตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 2565 มีผลต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและกำลังซื้อของครัวเรือนครับ ซึ่งสวนทางกับค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นราคาเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะราคาเนื้อสุกรที่ปรับตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี ราคาไข่ไก่ ราคาน้ำมันพืช ราคาพลังงาน ตลอดจนราคาค่าสาธารณูปโภค อย่าง ค่าไฟฟ้า

ทางออกเบื้องต้น คือ 1) ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ทั้งการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในหลายประเภทมากขึ้น เช่น ราคาอาหารสด ของใช้ในชีวิตประจำวัน และราคาพลังงาน 2) ปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 3) ต้องขยายมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพด้านสาธารณูปโภค ทั้งค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา 

ภาครัฐควรส่งเสริมให้เอกชนร่วมกันแก้ไขปัญหาอุปทานขาดแคลน (Supply Shortage) ให้ตรงจุด ตลอดจนควรเพิ่มโอกาสการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อยในตลาดควบคู่ไปด้วย เช่น การเพิ่มปริมาณสุกรในตลาดผ่านการสนับสนุนเงินทุนและสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรรายย่อยกลับมาเลี้ยงสุกรมากขึ้น การใช้มาตรการควบคุมและเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์ต่างๆ อย่างเข้มงวด การเร่งแก้ไขปัญหาราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลต้องปรับแนวคิดว่า ประชาชนไม่ได้อยู่รับใช้รัฐบาล แต่รัฐบาลต้องรับใช้ประชาชนครับ

มนตรี บุญจรัส รองโฆษกพรรคประชาชาติ

ที่ปรึกษากรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม

กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย

“ทวี” แนะรัฐแจงปมดีล “ฟิลลิป มอร์ริส” เผยเตรียมจ่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ

         จากที่ก่อนหน้านี้ มีการรายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เผยว่า ในที่ประชุมได้มีการพิจารณาวาระลับมาก (ริมแดง) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างฟิลิปปินส์กับไทยในองค์การการค้าโลก (WTO) กรณีที่ไทยฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส จากการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรนำเข้าบุหรี่ โดยกระทรวงการคลังได้ขอความเห็นชอบและขออนุมัติลงนามร่าง Uberstanding between the Philippines and Thailand on agreed procedures towords a comprehensive settlement of the dispute in Thailand-customs and fiscal measures on cigarettes from the Philippines โดยสาระสำคัญคือ ฟิลิปปินส์จะไม่ขอใช้สิทธิ์ตอบโต้ทางการค้ากับไทยเพิ่มเติมอีก และการสืบสวนสอบสวนใดๆจะอยู่ภายใต้ข้อตกลงฉบับนี้ ซึ่งไทยตกลงว่าจะทำตามข้อตกลงดังกล่าวนี้ด้วย

        ท่ามกลาง กรณีที่มีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นดังกล่าว มีการตีความกันว่าจะมีการยุติคดีที่หน่วยงานรัฐไทยฟ้อง บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ทั้งหมด ทั้งๆ ที่ไทยเป็นฝ่ายชนะ และคดีอยู่ในกระบวนการของศาล ล่าสุด สื่อมวลชนหลายสำนักจึงติดตามตรวจสอบเรื่องนี้กับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเคยทำคดี ฟิลลิป มอร์ริส

      พ.ต.อ.ทวี ให้สัมภาษณ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยระบุตอนหนึ่งว่า นิติบุคคล ฟิลลิป มอร์ริส เป็นบริษัทของอเมริกา อยู่ที่ มลรัฐเดลลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ที่ใช้คำว่า “นิติบุคคล” ไม่ใช่ “บริษัท” เพราะได้เข้ามาจดทะเบียนสาขาในประเทศไทย กับกระทรวงพาณิชย์ โดยอาศัยสนธิสัญญาทางไมตรีระหว่างประเทศไทย กับ สหรัฐอเมริกา พ.ศ.2511 ตามมาตรา 11 ประกอบมาตรา 10 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่มีเอกสิทธิ์ทำให้ผู้ถือหุ้นต่างด้าวสัญชาติอเมริกาถือหุ้น 100% ซึ่งแตกต่างจากการประกอบธุรกิจบุคคลต่างด้าวทั่วไปที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นระหว่างคนไทยกับคนต่างด้าว 51 ต่อ 49

    “ช่วงที่ผมเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปี 49 พบว่าทำไมการนำเข้าบุหรี่ยี่ห้อเดียวกัน อย่าง มาร์ลโบโร และแอลเอ็ม ซึ่งบริษัทนี้นำเข้ามาร์ลโบโรในราคาซองละ 7 บาท 76 สตางค์ แอลเอ็มซองละ 5 บาท 88 สตางค์ ขณะที่บริษัทคิงเพาเวอร์ นำเข้ามาร์ลโบโร 27 บาท ต่างกันถึง 20 บาท แอลเอ็มต่างกัน 16 บาท” 

“ขณะนั้นการนำเข้าสินค้า เก็บภาษีนำเข้า CIF คือ ต้นทุน ประกัน และค่าบรรทุกสินค้า แต่ว่าถ้านำเข้าในราคาต่ำ จะไปเสียภาษีสรรพสามิตแทน คิดง่ายๆ นำเข้า 1 บาท จะมีภาษี 4 บาท ยิ่งนำเข้าราคาต่ำ ก็ไปเสียภาษีสรรพสามิตดีกว่า เสีย 30% แทนที่จะไปเสีย 400% ผมได้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ และพบว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ ตั้งแต่ปี 49 จนถึงปัจจุบัน” พ.ต.อ.ทวี ย้อนถึงความไม่ชอบมาพากลในการเลี่ยงภาษีนำเข้า ซึ่งตรวจสอบพบเมื่อปี 49 

พ.ต.อ.ทวี อธิบายต่อว่า ในปี 49 ฟิลิป มอร์ริส นำเข้าบุหรี่จากฟิลิปปินส์ ซึ่งตรวจพบว่าบริษัทนี้ก็นำเข้าบุหรี่มานานแล้ว ตั้งแต่ปี 41 เดิมนำเข้าจากมาเลเซีย ต่อมาก็นำเข้าจากอินโดนิเซีย และปี 49 นำเข้าจากฟิลิปปินส์ ดีเอสไอจึงมีการสืบสวน โดยไปที่ฟิลิปปินส์   อินโดนิเซีย และมาเลเซีย เพื่อดูว่าต้นทุนบุหรี่จริงๆ ราคาเท่าไหร่กันแน่ เรื่องนี้ผ่านกระบวนการมาจนกระทั่งมีการดำเนินคดีทางอาญา และพบว่าเราไม่สามารถพิสูจน์ราคาต้นทุนจริงๆ ได้ เนื่องจากบริษัทแม่ถือหุ้น 100% ไม่มีการให้ข้อมูล  และในช่วงที่เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้แยกเป็นสำนวนการสอบสวนเป็นช่วงเวลา และได้มีความเห็นสั่งฟ้องคดีส่งพนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องคดีต่อศาลอาญา จำนวน 2 คดี ข้อหาสำแดงเท็จ คือ คดีที่นำเข้าจากประเทศอินโดนีเชียช่วงต้นปี 2545 ถึงกลางปี 2546 กับคดีที่นำเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์ ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2546 ถึงเดือนมิถุนายน 2549 ซึ่งทั้ง 2 คดีศาลอาญาได้ตัดสินแล้วว่าสำแดงเท็จ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ 

สถานะของคดีขณะนี้จะมีอยู่ 3 สถานะ คือ 

1.เป็นเรื่องของกรมศุลกากรที่บริษัทฟิลลิป มอร์ริส ฟ้องกับ WTO น่าจะเกี่ยวข้องกับข้อตกลงที่รัฐบาลกำลังพิจารณา ซึ่งไม่มีผลกับกระบวนการยุติธรรมและศาลไทย ที่จะต้องดำเนินการภายใต้กฏหมายภายในประเทศเท่านั้น

2.คดีที่ตนทำ เราทำถึงแค่ปี 49 แต่การนำบุหรี่เข้าหลังจากปี 49 – ปี 65 ก็ยังนำเข้าบุหรี่อยู่ในราคาเดิมตลอด ไม่ว่าค่าเงินบาทจะต่างอย่างไร ค่าบรรทุกสินค้า ค่าขนส่งหรือ ค่าเรือบรรทุกสินค้าจะสูงเท่าไหร่ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทราบว่าอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรียกว่าอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน (ที่ยังมีการนำเข้าลักษณะเดิม)มีคดีที่ศาลตัดสินไปแล้ว เป็นแนวทางที่จะนำมาใช้ได้

และ 3.คดีที่ศาลอาญาตัดสินไปแล้ว 2 คดี ที่เห็นว่าเป็นเรื่องชั้นศาลแล้ว และศาลไทยเป็นอิสระภายใต้อำนาจอธิปไตย ข้อตกลงไม่สามารถก้าวล่วงได้

“ตอนนี้ประเด็นในความเข้าใจของผมคือคดีที่ศาลตัดสินแล้ว เนื่องจากเป็นคดีอาญา เรามีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 การจะถอนฟ้องคดีอาญา ถ้าศาลชั้นต้นตัดสินไปแล้ว ไม่สามารถถอนฟ้องได้ คือ คดีในส่วนที่นำเข้าบุหรี่จากอินโดนิเซียกับของฟิลิปปินส์ จนถึงปี 49 ผมคิดว่าน่าจะถอนฟ้องไม่ได้ ทราบว่าศาลอุทธรณ์ก็จะลงมา (อ่านคำพิพากษา) ถ้าตัดสินเหมือนศาลชั้นต้น (หน่วยงานรัฐไทืยชนะ) ก็จบแค่ 2 ศาล” เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุ 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า เรื่องที่สำคัญที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินคดี ทราบนำเข้าช่วงปี 2550 ถึง ปี 2565 มีค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะถ้าไม่แก้ พ.ร.บ.ศุลกากร ในยุค คสช. เพราะเดิม พ.ร.บ.ศุลกากร จะมีค่าปรับในการเลี่ยงภาษีนำเข้า 4 เท่า เอาราคาสินค้าบวกกับค่าอากรเป็นค่าปรับ ก็เป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท แต่ตอนหลังในยุค คสช.ปี 2560 ได้แก้กฎหมายศุลกากร และแก้กฏหมายสรรพสามิตให้ปรับได้เท่ากับอากรที่ขาดไป คือไม่เอาราคาต้นมาใช้ ตรงนี้ทำให้เสียค่าปรับน้อยลงอยู่แล้ว 

“ที่ผมเป็นห่วงคือ ต้องพิจารณาว่าการทำเรื่องนี้เป็น MOU หรือเป็นสัญญา อย่าลืมว่าเรามีรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองไว้คือ มาตรา 178 การทำสัญญากับรัฐต่างประเทศ หรือการทำสัญญาอื่นที่มีผลต่อเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง จะต้องห้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณา จริงๆ น่าจะมีการขุดคุ้ยเรื่องนี้” 

พ.ต.อ.ทวี ย้งย้อนเส้นทางคดีให้ฟังว่า ในคดีการนำเข้าบุหรี่ เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและหลากหลายคดีมาก นิติบุคคลฟิลลิป มอร์ริส เคยฟ้องกรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร คือ

เคยฟ้องกรมสรรพสามิตแ ละสู้ไปถึงศาลฎีกา เพื่อให้เพิกถอนประกาศของกรมสรรพสามิตต่างๆ ศาลฎีกาพิพากษาในปี 58 ให้กรมสรรพาสามิตชนะ นิติบุคคลแห่งนี้ก็เคยฟ้องกรมสรรพากร เรื่องการออกประกาศภาษีมูลค่าเพิ่ม ศาลฎีกาก็พิพากษาเมื่อปี 59 ให้กรมสรรพากรชนะ ขณะเดียวกัน นิติบุคคลแห่งนี้เคยเคยฟ้องกรมศุลกากร และศาลฎีกาตัดสินกรมศุลกากรชนะเช่นกันในปี 2559 จนมาถึงปี 60 ในยุคของ สนช. หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีการแก้กฎหมายสรรพสามิต และกฎหมายศุลกากร ที่สงสัยว่าแก้เพื่อใคร?  แทนที่จะเก็บภาษีแบบ CIF แบบเดิม ก็มาเปิดช่องเรื่องเก็บภาษีขายปลีกถ้าขายซองละ 60 บาทลงมาเสียงภาษี 20% และราคาซองละ 60 บาทขึ้นไปเสียภาษี 40% แต่รากเหง้าการสำแดงราคาต่ำไม่แก้ไข ทำให้นิติบุคคลลดราคาบุหรี่ขายปลีก จากที่เคยขาย 72 บาท มาขายในราคา 60 บาท ส่งผลกระทบบุหรี่ไทยจากโรงงานยาสูบขายไม่ออก ส่งผลไปยังเกษตรกรทำไร่ยาสูบเดือดีร้อนตามมา การลดภาษีนำเข้าเป็น 0 ทำให้บุหรี่สำแดงราคาต่ำนำเข้าลดราคามาแข่งกับบุหรี่ไทย จนบุหรี่ไทยแย่ไปเลย ขายไม่ออก 

“เรื่องนี้คิดว่ามีความซับซ้อน ปวงชนชาวไทยเดือดร้อน และจะหาข้อมูลอาจจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจกัน พบว่าความเป็นเหตุเป็นผลหลายๆ อย่างมันไม่เพียงพอ และผลประโยชน์ค่อนข้างมหาศาล ที่สำคัญมีผลกระทบต่อเกษตรกรเราด้วย เพราะเมืองนอกใช้ใบยาสูบจากเมืองไทย แต่ต้นทุนถูกกว่าเมืองไทยมาก เพราะว่าต้องการส่วนแบ่งทางการตลาดในเมืองไทย เป็นเรื่องที่น่าศึกษาและเชื่อว่าจะมีพรรคการเมืองหลายพรรคเอาเรื่องนี้ไปอภิปราย เนื่องจากต้องยอมรับว่ากระบวนการยุติธรรมของไทย เราจะขึ้นกับกฎหมายในประเทศ ไม่ขึ้นกับข้อตกลงระหว่างประเทศ ดังนั้นสิ่งนี้มันผ่านกระบวนการยุติธรรมของไทยมาค่อนข้างเยอะ จะเอากฎหมายเมืองนอกมาบังคับไม่ได้  ถึงผู้บังคับใช้กฎหมายจะเอามาใช้มาอ้างได้ แต่ถ้าดำเนินคดีไป เราก็มี ยี่ต๊อก (แนวการกำหนดโทษในแต่ละฐานความผิด) ตรงนี้อยู่” 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากฝากทางคณะรัฐมนตรีด้วยว่า เราต้องคิดถึงประโยชน์ส่วนร่วม คือการเป็นรัฐบาลโดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีต้องแสดงความซื่อสัตย์สุจริตให้เป็นที่ประจักษ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กฎหมายพิจารณาแล้ว ต้องทำแบบตรงไปตรงมาให้ความจริงปรากฏ อีกทั้งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาหลายยุคหลายสมัยด้วย

“ทวี” หนุนนโยบาย 5อ.-รัฐสวัสดิการ แก้เหลื่อมล้ำ-อยุติธรรม

          อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ นำคณะ ประกอบด้วย นายมนตรี บุญจรัส รองโฆษกพรรคประชาชาติ นายนัฐพล กาวินคำ แกนนำกลุ่มคนรุ่นใหม่พรรคประชาชาติ และอดีตผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชาติ นางสาวธนัญญรัชช์ เศรษฐาธิรัชฎ์ นายไชยพล เดชตระกูล นายพลรักษ์ รักษาพล คณะทำงานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคประชาชาติ รวมทั้งกลุ่มเยาวชนนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สนับสนุนพรรคประชาชาติ เดินทางมาพบเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในเวทีสัญจร พรรคการเมืองฟังเสียงคนจน ครั้งที่ 3 ชวนสนทนา​ ในประเด็น จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน : รัฐสวัสดิการ สิทธิในที่อยู่อาศัย สิทธิการศึกษา สิทธิสุขภาพ สิทธิแรงงาน โดยมีเครือข่ายสมัชชาคนจน 72 องค์กร ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคีคนจน เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายนักวิชาการและสื่อมวลชน มาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น รับฟังปัญหา ข้อเรียกร้อง และความต้องการของเครือข่ายเกษตรกรต่อพรรคการเมือง การนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญคนจน การนำเสนอนโยบายของพรรคการเมือง การแถลงจุดยืนพรรคการเมืองต่อการเขียนรัฐธรรมนูญ และเวทีวัฒนธรรม

        พันตำรวจเอกทวี กล่าวว่า นโยบายของพรรคประชาชาติให้ความสำคัญกับรัฐสวัสดิการทุกเรื่อง เพราะเห็นว่าการแก้ปัญหาของชาติในปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนได้ นอกจากการนำรัฐสวัสดิการมาใช้ แต่ก่อนอื่นต้องมีการปรับโครงสร้างของประเทศ ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะงบประมาณไม่ได้ถูกกระจายเข้าไปในท้องถิ่นและชุมชน นโยบายการศึกษาของพรรคประชาชาติ คือ การเรียนฟรีมีคุณภาพถึงปริญญาตรี ขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 54 วรรค 6 บัญญัติว่า เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ให้รัฐบาลจัดกองทุนให้ผู้ยากไร้ ปรากฏว่า รัฐบาลไปจัดตั้ง “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา” ขึ้นมา แต่กลับไปใช้กับการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งมีเงินอยู่แล้ว

     

ส่วนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ในยุคอำนาจนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดิมดอกเบี้ย 1 สลึง ปรากฏว่า มาแก้ตอนปี 2560 ให้เป็น 7.5 บาท (ร้อยละ 7.5) บวกเบี้ยปรับอีก 18 บาท (ร้อยละ 18) เป็น 25.50 บาท (ร้อยละ 25.50) คือไปหากินกับคนที่ต้องการจะมีอนาคต

สำหรับสวัสดิการถ้วนหน้า มีให้อย่างเดียวคือ “ข้าราชการ” ที่ได้สิทธิ์รักษาพยาบาล ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ควรมีการควบรวมบัตรสวัสดิการต่างๆ ของประชาชน ซึ่งได้มีการศึกษาแล้วว่าสามารถทำได้ อีกทั้งก่อนหน้านี้พรรคได้เคยเสนอ “บำนาญถ้วนหน้า 3,000 บาท” เมื่อปี 2563 แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ตีตก แล้วขณะนี้มาผลักดัน “บำนาญถ้วนหน้า”  

“จุดเริ่มต้นของปัญหา คือ ประเทศเคยมีกรมประชาสงเคราะห์ เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กระทรวง พม.) ขึ้นมา คนเหล่านี้มักจะมองคนไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และต้องแสดงความเดือดร้อนก่อน ถึงจะได้รับการสงเคราะห์  ส่วนเรื่องที่อยู่อาศัย หากพรรคฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาล จะต้องจัดสรรที่อยู่ให้กับประชาชน เพราะมีที่ดินว่างเปล่าจำนวนมากที่สามารถทำได้”

การจะแก้ปัญหาของประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำ 4 ด้าน ทั้งรายได้ ศักดิ์ศรี พื้นที่ และความยุติธรรม มีวิธีการเดียวคือจะต้องผลักดันให้เป็น “รัฐสวัสดิการ” ต้องมีสวัสดิการถ้วนหน้าให้ประชาชนอย่างเสมอภาค ปัญหาอุปสรรคของรัฐสวัสดิการ มันติดอยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีคำที่เขียนไว้ว่า ‘ความมั่นคงของรัฐ’ / ‘ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี’ / ‘เป็นภัยต่อสาธารณะ’ / ‘เป็นผู้ยากไร้’ 2 แล้วก็คำว่า ‘ตามที่กฎหมายบัญญัติ’ ทั้งหมดเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เมื่อเขียนไว้เช่นนี้แล้ว อย่าคิดเลยว่าจะเป็นรัฐสวัสดิการได้ เพราะรัฐสวัสดิการคือสิทธิต้องเสมอกัน เช่น 3,000 บาทบำนาญถ้วนหน้า รวยที่สุดถึงจนที่สุดก็ต้องได้ 3,000 บาทเท่ากัน เราไม่แบ่งแยกคน

“พรรคประชาชาติเสนอว่า ต้องแก้ที่ 5 อ.ให้ทุกคนมีครบ คือ 1.อาหาร  2.อาชีพ 3.อนามัย 4.โอกาส 5.อัตลักษณ์  ส่วน 1 อ. ที่จะต้องไม่มีในสังคมคือ ความอยุติธรรม หรือความไม่เป็นธรรม เพื่อแก้ปัญหาวันนี้ เราหนีไม่พ้นแล้วที่ต้องมีรัฐสวัสดิการ” เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าว 

หลังเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรม พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ได้นำคณะ อุดหนุนผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายสมัชชาคนจน จากพื้นที่ จังหวัดนครสวรรค์ , บ้านหนองยายโต๊ะ อำเภอชัยบาดาล จังหวังลพบุรี และบ้านเก้าบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่เดินทางมาเปิดร้านจำหน่ายสินค้าพื้นบ้านบริเวณโดยรอบสถานที่จัดงานด้วย อาทิ มะไฟ กล้วย กระเทียม ปลาร้า น้ำผึ้ง ฯลฯ โดยมีประชาชนและกลุ่มเกษตรกรขอถ่ายภาพคู่กับ พันตำรวจเอกทวี เป็นจำนวนมาก และร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องปัญหาราคาสินค้า พืชผลทางการเกษตร ก่อนเดินทางกลับในเวลา 17.30น.