“ทวี” ลงพื้นที่ตากใบ เยี่ยม จนท.-ให้กำลังใจผู้ค้าหลังเจอเหตุรุนแรง

          เลขาธิการพรรคประชาชาติ ลงพื้นที่ตากใบ นราธิวาส เยี่ยมสถานีตำรวจน้ำที่ถูกคนร้ายโจมตี ติดตามอาการทหาร-อส.ที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมพบปะให้กำลังใจพ่อค้าแม่ค้าในตลาดชายแดนตาบา หลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-ปิดด่าน เพิ่งได้ลืมตาอ้าปากแค่ 3 สัปดาห์ เจอเหตุรุนแรงซ้ำเติมอีก 

        พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้เดินทางลงพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจผู้เกี่ยวข้อง หลังเกิดเหตุการณ์คนร้ายนับสิบคนใช้ระเบิดและอาวุธสงครามโจมตีสถานีตำรวจน้ำตากใบ และด่านศุลกากรตากใบ เหตุเกิดเมื่อค่ำวันที่ 25 พ.ค.65 ทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย รถยนต์และทรัพย์สินของทางราชการ ตลอดจนของพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหาย

      จุดแรก พ.ต.อ.ทวี ไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจน้ำตากใบ ซึ่งเป็นจุดที่ถูกกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธสงครามโจมตี โดยได้ให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

    จากนั้นได้เดินเยี่ยมพ่อค้าแม่ค้าในตลาดชายแดนตาบา ใกล้กับสถานีตำรวจน้ำตากใบ ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น แม้จะไม่มีพ่อค้าแม่ค้าคนใดได้รับบาดเจ็บ แต่ทุกคนยังรู้สึกตกใจและหวาดกลัวกับเหตุการณ์ ขณะที่ร้านค้าซึ่งตั้งโต๊ะขายริมแม่น้ำบางร้านได้รับความเสียหาย ผลกระทบที่ตามมาคือบรรยากาศการค้าที่เงียบเหงาและซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด แทบไม่มีใครเข้าไปจับจ่ายซื้อสินค้า

  พ่อค้าแม่ค้าในตลาดตาบาบอกตรงกันว่า ที่ผ่านมาตลาดชายแดนตาบาอยู่ได้เพราะการค้าชายแดนกับประเทศมาเลเซีย แต่หลังจากปิดพรมแดนเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 นานเกือบ 3 ปี เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนขาดรายได้ ตลาดที่เคยคึกคักกลายเป็นตลาดร้าง แต่เมื่อด่านพรมแดนเปิดเมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ชาวบ้านเพิ่งจะกลับมาใช้ชีวิตและทำมาหากินได้ตามปกติเพียง 3 สัปดาห์ ก็มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก ส่งผลให้ตลาดตาบาเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียขาดความเชื่อมั่นที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยทางฝั่ง อ.ตากใบ

            พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ได้รวบรวมเรื่องส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแล้ว และจะตามเรื่องให้ โชคดีที่ทุกคนรักษาชีวิตไว้ได้ พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ชายแดน เป็นพื้นที่ค้าขายของ ต้องร่วมสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ร้านค้าก็จะเงียบไปพักหนึ่ง วันนี้จึงมาให้กำลังใจ

         “เราเข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเราเจอเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 การทำมาค้าขายก็ลำบาก ตลาดเงียบเหงา ผมเคยมาเยี่ยมครั้งหนึ่งแล้ว พอเปิดตลาดขึ้นมา เราก็หวังว่าจะมีคนมาซื้อของ จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา แต่มาเจอเหตุการณ์แบนี้อีก และทุกคนก็อยู่ในเหตุการณ์ ก็ทราบถึงความตกใจ พี่น้องเอาตัวรอดมาได้ถือว่าอัลลอฮ์คุมครอง วันนี้ขอมาให้กำลังใจ ถ้ามีอะไรที่จะให้ส่งเสริมสนับสนุนอะไรได้ ก็จะช่วยเหลือกัน” เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าว

     “บังเลาะห์” ตัวแทนชมรมพ่อค้าแม่ค้าตลาดตาบา กล่าวขอบคุณ พ.ต.อ.ทวี ที่ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจ และขอบคุณที่ได้มอบข้าวสารและถุงยังชีพให้ อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่คนค้าขายซึ่งได้รับความเดือดร้อนมานานแล้ว ที่ผ่านมามีแต่พรรคประชาชาติที่เข้ามารับทราบปัญหา ให้กำลังใจเสมอมา และผลักดันให้เปิดด่านชายแดน

          จากนั้น พ.ต.อ.ทวี เดินทางไปที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมือง จ.นราธิวาส เพื่อเยี่ยมเจ้าหน้าที่ทหาร และ อาสารักษาดินแดน (อส.) อ.ตากใบ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีสถานีตำรวจน้ำตากใบ จำนวน 3 นาย คือ พลทหารสุไลมาน ยูโซะ อายุ 23 ปี อส.โอภาส แสนซม อายุ 33 ปี และ อส.เอกวัฒน์ เกตุด้วง อายุ 41 ปี พร้อมมอบกระเช้าและเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

“ทวี สอดส่อง”ให้กำลังใจกรรมาธิการแก้ไขปัญหาประเทศ ฝ่าด่านลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการมีรัฐสวัสดิการเพื่อปชช. แก้รากเหง้าปัญหาอย่างแท้จริง

           บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญวันที่สอง บรรยากาศคึกคักทั้งภายในและภายนอกห้องประชุม ซึ่งวิปรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีมติร่วมกันที่จะเพิ่มวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ ในวันศุกร์เดือนละสองครั้ง เพื่อเร่งพิจารณากฎหมายและเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จ ส่วนในสัปดาห์ใดไม่มีประชุมวันศุกร์ก็จะขยายเวลาปิดประชุมในวันพุธและพฤหัส จาก 19.00 น. 2 ถึง 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ สำนักสารสนเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำแอปพลิเคชัน แจ้งเตือนสมาชิกให้เข้าลงมติ แจ้งปฏิทินแจ้งกำหนดการประชุม รวมทั้งแจ้งประวัติการเข้าประชุมของสมาชิกแต่ละคนด้วย

           สำหรับวาระ รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร นั้น พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ลุกขึ้นอภิปรายตอนหนึ่งว่า “ผมเป็นคนหนึ่งที่ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคมสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ศึกษาในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอาจจะเอ่ยชื่อท่านประธาน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ซึ่งผมอยากให้ที่ประชุมแห่งนี้จารึกคณะกรรมาธิการชุดนี้ รวมทั้งคณาจารย์ว่าวันนี้เราได้มาแก้ปัญหาสำคัญของประเทศที่ยังไม่เห็นมีทิศทางใครจะแก้ได้ คือการนำไปสู่รัฐสวัสดิการ เพราะว่าเราต้องยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจที่เรามาใช้แก้ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจเสรีที่อ้างว่ามีความเป็นธรรม ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีนวัตกรรม ทั้ง 2 อย่างมันไม่สามารถจะแก้ปัญหาที่เป็นโรคร้ายที่เกิดในสังคมไทยขณะนี้ คือโรคร้ายของโรคความเหลื่อมล้ำ เราจำเป็นต้องเอาระบบเศรษฐกิจที่ผมขอเรียกว่าระบบเศรษฐกิจฐานคุณธรรม ก็คือการนำเรื่องรัฐสวัสดิการหรือหลักสวัสดิการมาใช้ ท่านประธานที่เคารพครับผมขอกราบเรียนว่า ในการก่อเกิดพรรคประชาชาติของผม ซึ่งเป็นพรรคแนวสังคมพหุวัฒนธรรม คือเราให้ความสำคัญคุณค่าของมนุษย์ มีความสำคัญมีศักดิ์ศรี และก็จะต้องได้รับการดูแล เราจึงได้มีนโยบายหนึ่ง ก็คือนโยบายเชิงรัฐสวัสดิการซึ่งนโยบายนี้ก็ส่งไปที่ กกต. ก็คือเราจะส่งเสริมการมีบำนาญแห่งชาติหรือสวัสดิการทั่วหน้า”

           “ซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนอย่างเสมอหน้าด้วยสิทธิเสมอกัน ไม่ว่าจะยากดีมีจนภายใต้หลักการสวัสดิการเป็นสิทธิอันพึงมีของประชาชนไม่ใช่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะสงเคราะห์ตามอนาถา นี่คือนโยบายที่ส่งไป กกต. และในนโยบายเราก็เสนอว่าผู้สูงอายุจะต้องมีบำนาญ 3,000 บาท ซึ่งเราได้ผ่านการคิดวิเคราะห์ทุกระบบในการแก้ปัญหาของประเทศขณะนี้ ต้องยอมรับว่ารัฐสวัสดิการไม่ใช่แก้ปัญหาความยากจน รัฐสวัสดิการเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ประเทศไทยเรามีความเหลื่อมล้ำถูกจัดลำดับบางครั้งมากที่สุดในโลก ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรมีความอุดมสมบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ประชาชนยังอยู่แบบมีความเหลื่อมล้ำ ในการเกิดรัฐบาลมีสภาขึ้นมาทางพรรคประชาชาติก็ได้เสนอ พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติขึ้นมาเสนอเข้าสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ซึ่งหลักการก็คือเราควรจะมีกองทุนสวัสดิการแห่งชาติ ซึ่งผมเห็นว่าขณะนั้นศึกษาควรจะมีเพราะว่าเราไม่เชื่อใจที่จะเอาระบบลักษณะนี้ไปอยู่ในการครอบงำของรัฐบาล ซึ่งถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเมื่อไหร่ก็เปลี่ยนนโยบาย ถ้าเปลี่ยนนโยบายสิทธิเรื่องนี้ก็อาจจะหายไป เราจึงได้เขียน พ.ร.บ.ไปมีกองทุนลักษณะที่คล้ายองค์กรอิสระ ซึ่งมีตัวแทนภาคประชาสังคมมากกว่ารัฐบาลที่อยู่ในคณะกรรมการ ข้อ 1 ก็คือเราเห็นว่าสวัสดิการไม่ว่าจะยากดีมีจนคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะต้องได้รับคนรวยที่สุดคุณก็ได้รับแล้วคุณก็มาเสียภาษีเอา คนจนที่สุดก็ได้รับเพราะอะไรอันนี้คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิทธิที่เขาต้องยืนอยู่คุณไม่ต้องมาสงสารนี่คือโอกาสของฉันที่จะอยู่ ผมเชื่อว่าคนที่มีฐานะวันละ 100 บาท 2 คน 200 บาทเขาสามารถอยู่ในสังคมได้ อันนี้เป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาความยากจนความเหลื่อมล้ำของประเทศ ผมไม่เชื่อว่ามีนักเศรษฐกิจคนใดที่มาพูดวันนี้จะแก้ปัญหาได้เพราะวันนี้ยิ่งเดินไปมันยิ่งเหลื่อมล้ำ อันนี้จึงเป็นที่มา”

           “ผมจึงขอให้กำลังใจเพราะร่างของพรรคประชาชาติ ถูกท่านนายกฯปัดตกเป็นร่างการเงินเหมือนหลายพรรคที่มาพูดถึง เพราะท่านอาจจะมองผู้สูงอายุกลุ่มนี้ยังไม่ถึงท่านอาจจะมองคนรวยก่อน ท่านประธานที่เคารพครับผมมีตัวเลขของบประมาณปี 2566 ท่านประธานทราบไหมว่าเรามีสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งมีคนประมาณ 11 ล้านคน รวมบัตรทอง ประมาณ 320,000 ล้าน ถ้าเบี้ยผู้สูงอายุอย่างเดียวไม่ถึง 80,000 ล้านบาท  แต่เรามีสวัสดิการของคนเกษียณซึ่งมีไม่ถึงล้านคนตัวเลขจากกรมบัญชีกลางก็เท่ากันประมาณ 3 แสน 2 หมื่นล้าน ถ้าไปบวกกับเงินค่ารักษาพยาบาลก็มากกว่า คนไม่ถึงล้านคนมีสวัสดิการมากกว่าคน 11 ล้านคน อันนี้คือความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัด คือผมก็เป็นอดีตข้าราชการเก่าผมไม่ได้ไปตำหนิตรงนั้น แต่ท่านประธานผมอยากให้มองเห็นว่าในปี 2556-2557 ที่พลเอกประยุทธ์ยึดอำนาจมาตอนนั้นสวัสดิการเกษียณอายุแค่ประมาณ 1 แสนล้าน วันนี้พอท่านยึดอำนาจมา 8 ปี เพิ่มเป็น 3 เท่า เพราะอะไรรู้ไหมครับ หนึ่งในจำนวนนั้นคือรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บัญญัติว่ารัฐสภา องค์กรอิสระ หรือศาลจะต้องมีงบบุคคลที่เพียงพอ แต่รัฐบาลชุดนี้หวังจะขยายอำนาจไปเขียน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 20 (2) ให้บุคลากรของรัฐมีเงินเดือนและสวัสดิการอย่างเพียงพอมันจึงวิ่งขยายไป แทนที่จะไปเขียนให้ประชาชนมีสวัสดิการอย่างเพียงพอ เวลาผมน้อยนะครับ ผมจึงขอให้กำลังใจกรรมาธิการทุกท่านที่ได้ทำสิ่งที่เราฝันและก็สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้ คือท่านได้แก้ปัญหารากเหง้าของประเทศไทยอย่างแท้จริง” พันตำรวจเอกทวี กล่าว

“ทวี” เสนอสภาฯแก้กฎหมาย เพิ่ม “กากอ้อย” ผลพลอยได้เกษตรกร

          วันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2565 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาล ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดย พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ลุกขึ้นอภิปรายตอนหนึ่งว่า ตนไม่ได้เป็นกรรมาธิการ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และโดยเฉพาะประสบการณ์ส่วนตัวของตนเมื่อปี 2542 ที่ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ มีนักบัญชีมือหนึ่งของโลก คือ นายไมเคิล วันสเลย์ ได้ไปตรวจโรงงานน้ำตาล และถูกสังหารเสียชีวิตเป็นข่าวใหญ่โต

         “ผมจึงอยากจะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ให้เพิ่มมาตรา 2/1 เรื่องผลพลอยได้จากอ้อย เนื่องจากใน พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล พ.ศ.2527 เรามีเรื่องผลพลอยได้อยู่แล้ว แต่บอกว่าเป็นกากน้ำตาล โดยเราต้องการจะให้เพิ่มกากอ้อยเข้าไป เพราะสามารถช่วยชุมชนได้”

         “อยากดูน้ำจิตน้ำใจของคนในสภา วันนี้โรงงานน้ำตาลอาจจะมีคนที่เป็นนักลงทุน นักอุตสาหกรรม แต่มีไม่ถึง 60 โรงงาน ขณะที่ประชาชนที่เป็นเกษตรกร และเกี่ยวข้องกับการปลูกอ้อย ไร่อ้อย มีทั่วประเทศมากกว่า 11 ล้านไร่ และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือสิ่งที่เราไม่ได้พูด ผมอยากจะมาเติมก็คือ เกษตรกรที่อยู่ใกล้โรงงานน้ำตาล เขาต้องได้รับมลพิษ ได้รับผบกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากกากอ้อย แต่กากอ้อยนำไปส่งโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ หรือไปทำเป็นโรงงานอุตสาหกรรมก็ดี”

         “ความจริงผมยังเห็นว่า เรื่องกากอ้อยน่าจะเป็นสิทธิของชุมชน เขาจะได้กำหนดได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่ามีคนรวยกลุ่มหนึ่ง และรับผลพลอยได้ทุกอย่าง เรายังอยากเห็นเรื่องเศรษฐกิจชุมชน แต่เรากลับเห็นคนที่อยู่ในชนบทเป็นคนไร้ค่า ยังมองเป็นเรื่องเศรษฐกิจมหภาคเกินไป ท่านลองไปดูเลย บริษัทที่เป็นโรงงานอ้อยในตลาดหลักทรัพย์ร่ำรวยอันดับต้นๆ ท่านั้น แต่เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน”

          พ.ต.อ.ทวี สรุปว่า ร่าง พรบ อ้อยและน้ำตาล (ฉบับที่…) พ.ศ.…ที่รัฐบาลเสนอมานั้น ไม่ตัดนิยาม คำว่า “ผลพลอยได้” ที่มีบัญญัติ ในพรบ อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 ที่หมายถึง “กากน้ำตาล” ออกไป กรรมาธิการเสียงข้างน้อย จึงมีเพิ่มมาตรา 2/1 ให้มีนิยาม “ผลพลอยได้” หมายความว่า กากอ้อย กากน้ำตาล ในร่าง พรบฯ ตรงนี้จะเป็นเรื่องที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้มีความยุติธรรม ที่นำ กากอ้อย ที่มีมูลค่ามากในอุตสาหกรรมไฟฟ้า การเป็นวัตถุดิบในผลิตเยื่อกระดาษฯ จะได้ช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจจะมีอยู่ประมาณ 3-4 แสนครัวเรือน ก็เป็นหลายล้านคน แทนที่จะช่วยคนรวยหรือนายทุนที่อยู่ใกล้ๆ กับรัฐบาลเพียงไม่ถึง 60 คน เรื่องนี้จึงมีความสำคัญ

         “ผมขอวิงวอนนะครับ สภาเราเป็นสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เป็นสภาของรัฐบาล เรื่องนี้แสดงให้เห็นได้ชัดเจนเลยว่า จิตใจของคนเป็นรัฐบาลแคบไป มองเห็นประชาชนไม่มีค่า ผมจึงสนับสนุนกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ให้มีผลพลอยได้ให้เติมกากน้ำตาล เพิ่มการอ้อยไปด้วย” ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าว

ประชาชาติ พร้อมเปิดประชุมสภา ประชุมลุยอภิปรายงบฯ-แก้กฎหมาย

        จากสำนักงานพรรคประชาชาติ กรุงเทพฯ ว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชาติ ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรค และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชาติ โดยมีระเบียบวาระการประชุมทั้งการพิจารณาวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 การรายงานของกรรมาธิการสามัญและกรรมาธิการวิสามัญ เรื่องที่คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคเสนอ เรื่องที่คณะทำงานยุทธศาสตร์พรรค เพื่อเตรียมการเลือกตั้งเสนอ และการวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง

      พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง กล่าวว่า ที่ประชุมเน้นหนักเรื่องวาระการประชุมสภา โดยเฉพาะการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ซึ่งพรรคพบประเด็นการตั้งงบซื้ออาวุธ และงบกลางเอาไว้สูงมาก ซึ่งการอนุมัติจ่ายงบกลางมีปัญหามาตลอด ไม่ค่อยเข้าหลักเกณฑ์จำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน แต่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการอนุมัติโดยไม่ผ่านสภา 

    นอกจากนั้นเรายังเกาะติดร่างกฎหมายที่พรรคเสนอ และมีบทบาทในการผลักดัน เช่น เรื่องบำนาญถ้วนหน้า ซึ่งพรรคประชาชาติเสนอให้จ่ายบำนาญเดือนละ 3,000 บาท โดยต้องสูงกว่าเส้นค่าครองชีพต่ำที่สุด เพื่อให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และต้องมีการรีวิวความเหมาะสมของอัตราบำนาญเป็นระยะ เช่น ทุกๆ 3 ปี เพื่อพิจารณาประกอบกับอัตราเงินเฟ้อ และสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา 

  นอกจากนั้นยังมีร่างแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ ร่าง พ.ร.บ.กยศ. ที่กำลังจะเสร็จสิ้นการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ และส่งเข้าสภาอีกครั้ง รวมถึงร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพื่อให้คดีที่ทหารกระทำผิดต่อพลเรือน ต้องขึ้นศาลพลเรือนเท่านั้น ไม่ให้ขึ้นศาลทหารเหมือนปัจจุบัน

ส.ส.ประชาชาติลุยฟาดแข้ง กระชับมิตร อบต.ดุซงญอ จ.นราธิวาส นักกีฬาเหรียญทองซีเกมส์ร่วมสร้างสีสัน

           วันนี้ (23 พ.ค.65) องค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส จัดกิจกรรม ‘ดุซงญอคัพ ครั้งที่ 23’ ที่สนามหญ้าเทียมดุซงญอ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2565 โดยมี ส.ส.พรรคประชาชาติจากทั้ง 3 จังหวัดมาร่วมด้วย ทั้ง นายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส เขต 3, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 4, นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ส.ส.ปัตตานี เขต 4, นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา เขต 2 และนายอับดุลอายี สาแม็ง ส.ส.ยะลา เขต 3

           กิจกรรมเริ่มเปิดพิธีโดย ว่าที่ร้อยตรี สมบัติ สิงห์คาร นายอำเภอจะแนะ โดยมีนายอับดุลรอซัค บาโด นายก อบต.ดุซงญอ กล่าวรายงาน ก่อน ส.ส.ประชาชาติ จะพูดคุยพบปะประชาชนตามด้วยกิจกรรมสร้างสีสัน โดยนักกีฬาปันจักสีลักร่ายรำทีมชาติไทย ซึ่งคว้าเหรียญทองในกีฬาซีเกมส์ 2021 ได้มาแสดงการร่ายรำให้ได้รับชมกัน พร้อมนำเหรียญทองมาฝากให้พี่น้องได้ชื่นใจด้วย

       ส.ส.ประชาชาติ ในนามทีม “ส.ส.ที่รัก” ลุยฟาดแข้งกับ “ทีมบริหาร อบต.ดุซงญอ” เป็นการแข่งขันฟุตบอลคู่พิเศษ ที่สร้างความฮือฮาและสนุกสนานแก่พี่น้องประชาชนที่มาร่วมกิจกรรม ผลปรากฏว่า “ทีม ส.ส.ที่รัก” ชนะเลิศการแข่งขันคู่นี้ไป

     นายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส เขต 3 ในฐานะเจ้าถิ่นกล่าวว่า “สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงงานนี้มากที่สุด คือขอบคุณผู้ที่มาร่วมงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานนี้ ขอบคุณ ส.ส.พรรคประชาชาติ นายซูการ์โน มะทา นายอับดุลอายี สาแม็ง นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ขอบคุณว่าที่ร้อยตรี สมบัติ สิงห์คาร นายอำเภอจะแนะ ขอบคุณหัวหน้าส่วนราชการ ขอบคุณผู้อำนวยการโรงเรียน ขอบคุณกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ผู้ที่มาสร้างสีสันและรอยยิ้มให้ชาวดุซงญอ นั่นคือน้องๆนักกีฬาทีมชาติไทยที่คว้าเหรียญทองในการแข่งขันซีเกมส์ที่เวียดนาม ซึ่งเป็นชาวนราธิวาสบ้านเรามาแสดงปันจักสีลัต ศิลปะการต่อสู้ของชาวมลายูให้พี่น้องดุซงญอได้รับชมอีกด้วย”

8 ปี รัฐประหาร คสช. “สร้างลัทธิชาตินิยมการเมืองคนดี ‘แยกเป็นเราเป็นเขา’ผลักให้อีกฝ่ายเป็นตรงกันข้ามที่เป็นศัตรู”

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ 

          8 ปี รัฐประหาร คสช. สร้างลัทธิชาตินิยมการเมืองคนดี แยกเป็น“เรา” เป็น “เขา” ผลักให้อีกฝ่ายเป็นตรงกันข้ามที่เป็นศัตรู”

          การทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น ที่แอบอ้างความจำเป็นเพื่อแก้สถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยและการปล่อยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบริหารประเทศต่อไปส่อไปทางทุจริตประพฤติมิชอบจะเกิดความเลวร้าย…จึงจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน

​         การคืนประชาธิปไตยของ คสช. โดยผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ประชาธิปไตย แต่ได้ “คณาธิปไตย” แทน ที่มีการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร โดย พลเอก ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีทั้งที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยใช้ สมาชิกวุฒิสภา 250 คน ตามรัฐธรรมนูญปี 60 ออกเสียงเลือก พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรี

​         การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นอกจากทำลายประชาธิปไตยแล้ว ยังมีเป้าประสงค์สำคัญ คือการล้มล้างความผิดให้ทหารในการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวน 99 ศพ กลางเมืองหลวง ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้บังคับบัญชาทหารในช่วงที่มีการสลายการชุมนุม ซึ่งการช่วยเหลือคดี การสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 นั้น ศาลยุติธรรมได้ไต่สวนสาเหตุการตายแล้วว่าเกิดจากกระสุนของฝ่ายทหาร แต่ตาม พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 เมื่ออ้างว่าทหารกระทำความผิดตามลำพังไม่มีพลเรือนร่วมกระทำความผิดด้วย จึงต้องนำคดีสู่ศาลทหารเท่านั้น ทำให้คดีสลายการชุมนุมปี '53 พนักงานสอบสวนต้องส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการทหาร และผลคดีคืออัยการทหารมีคำสั่งไม่ฟ้องหรือไปไม่ถึงศาลหทารที่ถือว่าเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายจะนำคดีฟ้องต่อศาลเองด้วย กระบวนการนำคดีสู่ศาลทหารและอัยการศาลทหาร จึงเป็นการตัดตอนการนำเรื่องสู่กระบวนการพิจารณาคดีในกระบวนการยุติธรรม

          ปัญหาเรื่องความยุติธรรมกรณีตาม พรบ พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ที่กระทบต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เรียกร้องให้โอนคดีจากศาลทหาร ไปยังศาลยุติธรรมมีมาโดยตลอด อาทิ คดีนายฟัครุคดีน บอตอ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนดารุสลาม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นผู้เสียหายถูกยิงด้วยอาวุธปืน เหตุเกิดช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 6 ส.ค. '49 อดีต ส.ว. ฟัครุดดีน ถูกลอบยิงบาดเจ็บขณะขี่รถจักรยานยนต์ออกไปทานน้ำชาที่ตลาดตันหยงมัส อ.ระแงะ ท้ายที่สุดมีการจับผู้กระทำความผิด 1 คน เป็นพลทหาร คดีต้องขึ้นศาลทหาร ส.ว.ฟัครุดดีน ในฐานะผู้เสียหาย ซึ่งถือว่าเป็นพลเรือน จะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก็ไม่ได้ เพราะธรรมนูญศาลทหารห้ามไว้ การพิจารณาใช้เวลาในศาลทหารนานมาก สุดท้ายศาลทหารจังหวัดปัตตานียกฟ้องและคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ผ่านมาแล้ว 15 ปี “ความล่าช้า คือความอยุติธรรม”

          ​​พรรคประชาชาติได้เสนอ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่…) พ.ศ… ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 โดยให้แก้ไขเพิ่มเติม คดีที่ทหารเป็นผู้กระทำผิดซึ่งผู้เสียหายเป็นพลเรือนให้พิจารณาที่ศาลยุติธรรมเหมือนบุคคลทั่วไป เพราะมิฉะนั้นจะเป็นความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากข้าราชการอื่น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ หรือข้าราชการหน่วยงานใดๆ​ก็จะถูกพิจารณาโดยศาลยุติธรรมเสมอภาคกันทั้งสิ้น 

          ​ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร นำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 มติที่ประชุมเห็นชอบให้นำร่างร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่…) พ.ศ… ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนรับหลักการ ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 โดย “รัฐบาลมีความเห็นที่จะไม่เห็นชอบกับการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่..) พ.ศ..” ส่งร่างคืนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาพร้อมข้อสังเกตุ แต่พบว่า มีหลายหน่วยงานที่มีความเห็นชอบควรรับหลักการ ร่าง แก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่..) พ.ศ ตามที่พรรคประชาชาติเสนอแก้ ได้แก่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เห็นว่าสิทธิในการฟ้องคดีด้วยตนเองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามข้อ 14.3 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง จึงเห็นด้วยที่มีการเสนอแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว และสำนักงานศาลยุติธรรม ที่เห็นว่า สิทธิการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา โดยผู้เสียหายหรืออัยการทหารในฐานะผู้ดำเนินการแทน จะไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาต่อศาลทหารได้ ทำให้ต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลยุติธรรมภายหลัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่อาจไม่สะดวกเท่าที่ควร ต้องเสียเวลาในการดำเนินการรวมถึงค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้ จึงเห็นสมควรมีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร”

          “8 ปี รัฐประหาร คสช. สร้างลัทธิชาตินิยมการเมืองคนดี แยกเป็นเราเป็นเขา ผลักให้อีกฝ่ายเป็นตรงกันข้ามที่เป็นศัตรู” รัฐบาลใช้อำนาจนิยมผ่านในรูปของกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ไม่ยกเว้นแม้แต่ตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนยังใช้อำนาจตาม มาตรา 44 ปลดผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วแต่งตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เป็นคนของ รสช. แทน ให้ว่างเว้นการเลือกตั้งไป 8 ปี จึงได้จัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 ที่ ผลการเลือกตั้งจึงเป็นการพิสูจน์การปกครองตามลัทธิชาตินิยมการเมืองคนดีของ คสช. กับผู้สมัครที่ถูก คสช. ผลักให้อีกฝ่ายเป็นตรงกันข้ามหรือเป็นศัตรู (นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร) หรือฝ่ายประชาธิปไตย ที่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ฝ่ายประชาธิปไตยชนะอย่างถล่มทลาย วาทกรรมทางการเมืองคนดีจึงเป็นเพียงกลอุบายเท่านั้น ความจริงประชาชนต้องการระบอบที่การปกครองที่มาจากการยอมรับของประชาชนหรือต้องให้ประชาชนเลือกผู้ที่ขึ้นมาปกครอง ผู้ปกครองไม่ใช่เทวดา (คนดี) แต่ต้องเป็นผู้ที่ประชาชนยอมรับและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้พลังของสติปัญญาของเขาในการตัดสินปัญหา

          การไม่รับร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ของรัฐบาลเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเพราะพฤติกรรมลัทธิชาตินิยมการเมืองคนดี ที่ให้ความสำคัญอำนาจและผลประโยชน์อยู่เหนือประชาชนและความยุติธรรม การที่พรรคประชาชาติเห็นว่า ”ทหาร” เป็นอาชีพที่มีความสำคัญและมีเกียรติ แต่ทหารต้องเป็นพลเมืองของประเทศที่เหมือนพลเมืองทั่วไป และเจ้าหน้าที่รัฐทุกสาขาอาชีพ หากไม่แก้ไข ทหาร จะกลายเป็นอภิสิทธิ์ชน เมื่อกระทำความผิดแล้วได้รับการยกเว้นไม่ต้องพิจารณาที่ศาลพลเรือน ต้องไปพิจารณายังศาลทหาร และเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่เป็นพลเรือนให้มีสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่สิทธิในการฟ้องคดีเองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองตามหลักสากล สามมารถเข้าถึงกระบวนยุติธรรมอย่างสะดวกที่เสมอหน้ากันและเป็นมาตรฐานในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน

“ประชาชาติ” ชงแก้ พ.ร.บ.อุทยานฯ ช่วยชาวบ้านถูกเขตป่าทับที่ดินทำกิน

        พรรคประชาชาติจัดประชุม ประเด็น “ที่ดินทำกิน” ติวเข้ม ส.ส.หวังแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ หลังเจอลิดรอนสิทธิ์จาก พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฉบับ คสช. “ทวี” ยกตัวอย่างอุทยานบูโด-สุไหงปาดี กระทบคนสามจังหวัดชายแดนใต้ ลุยเสนอร่างแก้ไข ยื่นได้ทันทีหลังเปิดสมัยประชุม 22 พ.ค.

          วันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ค.65 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.แบบบัญชีรายชี่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือ “เวิร์คชอป” ประเด็นปัญหาที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 

          ผู้เข้าร่วมประชุมมีทั้งแกนนำพรรค และ ส.ส.พรรคในพื้นที่ เช่น นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ นายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส เขต 3 นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 4 โดยสาระสำคัญของการประชุมคือเตรียมผลักดันแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 เนื่องจากกระทบสิทธิ์ของพี่น้องประชาชน และทำให้ประชาชนที่ทำกินอยู่ในที่ดินที่ถูกประกาศเขตอุทยานฯ กลายเป็น “ผู้อาศัย” ทั้งที่อาจอยู่มาก่อนประกาศ

          พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า พรรคประชาชาติจัดเวทีและให้ความช่วยหลือประชาชนในพื้นที่ไปแล้วหลายครั้ง แต่พบปัญหานี้ยังทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนลำบากอยู่ อยากจะให้มีการแก้ไขให้เป็นรูปธรรม หรือแก้ไขให้ประชาชนเห็นผลจริงๆ 

         

          ดังนั้นเมื่อจะมีการเปิดสมัยประชุมสภา ครั้งที่ 1/2565 ในวันที่ 22 พ.ค. และจะประชุมสภาผู้แทนราษฎรกันวันที่ 24-25-26 พ.ค.นั้น วันที่ 25 พ.ค.จะมีรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน เข้าสู่วาระให้ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบ จึงน่าจะเป็นโอกาสที่พรรคประชาชาติจะผลักดันเรื่องนี้ต่อไป

          “การตั้งกรรมาธิการในลักษณะนี้ ไม่ว่ารัฐบาลยุคใดสมัยใดก็ตั้ง พอตั้งแล้วก็ศึกษา และจัดทำรายงานเก็บไว้ที่สภา อย่างสมัยท่านอารีเพ็ญ ก็มีรายงานของท่านอารีเพ็ญเก็บไว้ที่สภา แล้วก็มีรายงานเก่าๆ เยอะเลย แต่กลับไม่ถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติ แต่ครั้งนี้เราจะทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้นมา” เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าว 

          พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า ในรายงานที่จะเสนอสภา มีประเด็นเกี่ยวกับชุมชนที่ถูกประกาศแนวเขตป่าไม้ทับที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ ยกตัวอย่างการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ครอบคลุมทั้งสามจังหวัด 7 อำเภอ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมาก เพราะถูกประกาศเขตอุทยานทับที่ดินที่เคยอยู่และทำกินมาก่อน 

          “เรื่องของปัญหาที่ดินได้ถูกบันทึกไว้ในสภา ที่สำคัญคือปัญหานี้จะไม่บอกว่าเกิดจาก พ.ร.บ.อุทยานฯ หรือ พ.ร.บ.สงวนรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ หรือ พ.ร.บ.ป่าไม้ แต่กลุ่มนี้เรียกว่ากลุ่มป่าอนุรักษ์ หรือป่าที่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งกฎหมายอุทยานฉบับใหม่เพิ่งออกเมื่อเดือน พ.ค.62 คือเลือกตั้งเสร็จยังไม่ได้ตั้งรัฐบาล รีบออกเลย เพราะถ้าออกในสมัยที่มีรัฐบาลเลือกตั้ง กฎหมายลักษณะนี้คงไม่มีใครยอมให้ออก”

          “กฎหมายนี้พอออกมา ได้ยกเว้นมาตราสำคัญๆ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งในรัฐธรรมนูญจะคุ้มครองสิทธิประชาชน แต่กฎหมายนี้ยกเว้น เช่น ยกเว้นรัฐธรรมนูญ มาตรา 28 ที่บอกบุคคลมีเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย  ถ้าจะจับคน จะต้องมีหมายของศาล แต่กฎหมายนี้ไม่ต้องเลย ถ้าอยู่ในที่อุทยานฯ เจ้าหน้าที่มาจับกุมได้เลยไม่ต้องไปขอหมายศาล ขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 33 บุคคลมีสิทธิเสรีภาพในเคหะสถาน แต่กฎหมายอุทยานฯ ทั้งจับทั้งค้นไม่ต้องใช้หมาย เพราะมีการยกเว้นรัฐธรรมนูญ” เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าว 

          พ.ต.อ.ทวี บอกด้วยว่า ผลของกฎหมายฉบับนี้ ถ้าประกาศเขตอุทยานแห่งชาติในพื้นที่ป่า ไม่มาทับที่ของประชาชน ก็ถือว่าเป็นที่อนุรักษ์ แต่ถ้าประชาชนอยู่มาก่อนป่าประกาศ เพราะอยู่มานาน กฎหมายนี้ถือว่ามีปัญหา และส่งผลให้บ้านเมืองเหมือนไม่มีขื่อมีแป เจ้าหน้าที่จัดการได้เลย จับกุม คุมตัว ไม่ต้องขอหมายศาล นี่คือปัญาหของกฎหมายอุทยานฯ ซึ่งพรรคประชาชาติจะเสนอแก้ไข โดยได้เตรียมเสนอร่างแก้ไขเอาไว้แล้ว คาดว่าจะยื่นหลังเปิดสมัยประชุมสภา

ประชาชาติ ร่วมรำลึก 30 ปี สดุดีวีรชนพฤษภา 35

          จากสวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ ว่า เมื่อเวลา 09.00น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายมนตรี บุญจรัส รองโฆษกพรรคประชาชาติ เดินทางมาร่วมงานรำลึกครบรอบ 30 ปี สืบสานวีรชน “30 ปี พฤษภาประชาธรรม” โดยภาคเช้ามีพิธีวางมาลา และพิธีรำลึก 30 ปี สดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม

          พันตำรวจเอกทวี เพิ่มเติมว่า วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 มูลนิธิพฤษภาประชาธรรม จัดงานรำลึกถึงเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 ที่วีระชนนักศึกษาและประชาชนออกมาชุมนุมต่อต้านการสืบทอดอำนาจ จากการเข้าร่วมการทำรัฐประหารรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ได้มีการก่อตั้งคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ขึ้น โดยการนำของ พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ และ พล.อ. สุจินดา คราประยูร เป็นรองหัวหน้าคณะ และขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2535 วาทะกรรม “เสียสัตย์เพื่อชาติ” จนนักศึกษาและประชาชนออกมาชุมนุมต่อต้านการสืบทอดอำนาจจนเกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย ที่ได้รับการขนานนามว่าเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

          พันตำรวจเอกทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีประเทศไทย มีข้อสังเกตว่า  “เดือนพฤษภาคม หรือเดือนมิถุนายน” มักจะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทยที่เป็นเหตุการณ์การแปลนแปลงโครงสร้างที่สำคัญ อาทิ

          24 มิถุนายน 2475  วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง  เป็นวันสำคัญสำหรับการสร้างประชาธิปไตยในประเทศไทย เพราะเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย

          15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสินให้ ‘ตัวปราสาทพระวิหาร’ เป็นของกัมพูชา ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี 2501 จากปัญหาการอ้างสิทธิ์เหนือบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ที่ชายแดนไทยด้านอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และชายแดนกัมพูชาด้านจังหวัดพระวิหาร ฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยได้ยินยอมให้มีการพิจารณาปัญหาดังกล่าวขึ้นที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี 2502 และวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสินด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ให้ตัวปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา และคะแนนเสียง 7 ต่อ 5 ตัดสินว่าไทยต้องคืนวัตถุสิ่งประติมากรรม แผ่นศิลาส่วนปรักหักพังของอนุสาวรีย์รูปหินทราย เครื่องปั้นดินเผาโบราณ และปราสาทหรือบริเวณเขาพระวิหารให้แก่กัมพูชา เป็นต้น

          พันตำรวจเอกทวี กล่าวอีกว่า “ขอลำลึกในเกียรติคุณและอุดมการณ์อันสูงส่งของวีระชนพฤษภาคม 2535 ที่พลีชีพจากการเรียกร้องประชาธิปไตยและไม่ต้องการให้สืบทอดอำนาจเผด็จการ ที่กลายเป็นอดีตหรือประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลืมเลือนได้ เป็นบทเรียนให้สังคมไทยต้องไม่ให้เกิดการนองเลือดอีก

          และสามารถอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความเห็นต่าง และต้องเปิดความจริงทุกด้านให้เป็นบทเรียนแก่ทุกฝ่าย อดีตหรือประวัติศาสตร์ถือเป็นสมบัติของทุกคนบนโลก  ‘คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต แต่จะฉลาดกว่าถ้าเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น’ เพื่อเป็นบทเรียนประยุกต์ใช้ให้เกิดสันติภาพและประโยชน์สุขแก่ปวงชน”

“ทวี” ระดมความเห็นนักศึกษา หนุนรัฐสวัสดิการ

        ศูนย์การเรียนรู้พรรคประชาชาติ รามคำแหง 59 กรุงเทพฯ ว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมคณะ เดินทางมารับฟังความเห็นของกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย นายกิตติวัฒน์ อึ้งเจริญ นายศุภณัฐ กิ่งแก้ว นายชนินทร์ วงษ์ศรี ที่นำเสนอข้อมูลทางด้านนโยบายรัฐสวัสดิการ ต่อผู้บริหารพรรคประชาชาติ

      พันตำรวจเอกทวี กล่าวว่า “วันนี้ มารับฟังการนำเสนอ ระดมความเห็น ทิศทางของการพัฒนาประเทศ นโยบายของพรรคประชาชาติ ให้ความสำคัญกับรัฐสวัสดิการ เพราะเห็นว่าการแก้ปัญหาของชาติในปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถแก้ได้ นอกจากการนำรัฐสวัสดิการมาใช้ ปัญหาของประเทศ คือ งบประมาณไม่ได้ถูกกระจายเข้าไปในท้องถิ่นและชุมชน ส่วนเรื่องการศึกษานั้น นโยบายของพรรคประชาชาติ คือ การ “เรียนฟรี” ตามความถนัดของผู้เรียนและศักยภาพ จะถึงปริญญาตรีหรือปริญญาเอกก็ตามศักยภาพอย่างมีคุณภาพ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องมุ่งเน้นให้ประชาชนมีสวัสดิการที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องการศึกษา เรื่องแรงงานที่ต้องมีรายได้สูงขึ้นเท่าค่าครองชีพเพื่อให้แรงงานมีคุณภาพดำรงชีวิตอยู่ได้ เราต้องแก้ความทุกข์ของประชาชน และเราต้องใช้การกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน และต้องมีสวัสดิการถ้วนหน้าไม่ใช่กระจายอำนาจอย่างเดียวครับ”

    ทางด้าน นายกิตติวัฒน์ อึ้งเจริญ ระบุว่า วันนี้ได้มีโอกาสมานำเสนอนโยบายด้านรัฐสวัสดิการ ให้กับคณะผู้บริหารพรรคประชาชาติ มุ่งหวังว่า พรรคประชาชาติ จะมีนโยบายเรื่องรัฐสวัสดิการต่อประชาชน รัฐสวัสดิการไม่ใช่เครื่องมือที่ขจัดความยากจน แต่เป็นเครื่องมือที่ขจัดความเหลื่อมล้ำ ทางด้าน นาย ศุภณัฐ กิ่งแก้ว ได้ระบุว่า ค่าแรงคนไทยปัจจุบันต่ำกว่าค่าครองชีพส่งผลให้คนไทยต้องกู้เงินเพื่อใช้จ่ายจนมีหนี้สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 2554 ที่หนี้ครัวเรือนมีประมาณ 8.8 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันสูงถึง 14 ล้านล้านบาท จึงเสนอให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำที่ 600-700 บาท/วัน ส่วน นาย ชนินทร์ วงษ์ศรี ได้ระบุว่า การจะสร้างรัฐสวัสดิการ จะต้องมีการกระจายอำนาจ ซึ่งการกระจายอำนาจจะนำมาสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์ของคนในพื้นที่ อาจจะนำมาสู่การสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์

  พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง และคณะ ได้ประชุมจนถึงเวลา 19.00น. และร่วมรับประทานอาหารกับกลุ่มนักศึกษา ก่อนเดินทางกลับ

“นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ” ส่งเสริมการศึกษาเยาวชน แนะรัฐลดเงื่อนไข-ฟังเสียงประชาชน

          หอประชุมมูลนิธิมะทา อ.เมือง จ.ยะลา ว่า วันนี้ (14 พฤษภาคม 2565)  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ  พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาตินายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส เขต 3, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 4, นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ส.ส.ปัตตานี เขต 4, นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา เขต 2, นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต.3 นายมูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูณ รองโฆษกพรรคประชาชาติ พบปะ แม่เลี่ยงเดียว ในประเด็น เราคือ พี่น้องกัน  “SATU HATI”   ประชาชาติไม่ทิ้งประชาชน

          วันมูหะมัดนอร์ มะทา กล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาจากอดัมและเอวา จนมีลูกหลานไปทั่วโลกกว่า 7,000 กว่าล้านคน และได้สร้างมีความแตกต่างหลากหลายทั้งฐานะสีผิว เพศ เพื่อให้มนุษย์ได้ช่วยเหลือกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ไม่ได้สร้างความแตกต่างนี้เพื่อให้เราดูถูกกัน เปรียบเสมือนกับนิ้วมือทั้ง 10 ของเราที่มีความยาวไม่เท่ากันเพื่อที่จะได้หยิบจับสิ่งของได้สะดวกกว่า และสร้างอวัยวะในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับมนุษย์เราบางคนมีฐานะดีบางคนมีฐานะยากจนเพื่อให้เราได้ช่วยเหลือกัน วันนี้รู้สึกระลึกถึงความหลัง เมื่อได้เห็นรองเท้านักเรียนที่จะมอบให้กับหนูๆในวันนี้ จำได้ว่าตอนเด็กก็ไม่มีรองเท้านักเรียน ตอนนั้นเรียนโรงเรียนประชาบาล ไปโรงเรียนไม่มีรองเท้า แต่จะใส่รองเท้าเฉพาะในวันที่ครูบังคับ ใครไม่ใส่รองเท้าให้ไปยืนหน้าเสาธง จึงเป็นเหตุผลที่ต้องไปขอพ่อแม่ให้ซื้อรองเท้า ทำให้มีรองเท้านักเรียนคู่แรกในชีวิต และรู้สึกรักรองเท้านั้นมาก เมื่อไปถึงโรงเรียนจะถอดรองเท้าใส่ไว้ในโต๊ะ จะไม่ใส่กลับบ้านเพราะกลัวเลอะ แต่จะใส่รองเท้าเฉพาะตอนเข้าแถว นี่คือสภาพเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ตัวผมเองก็ไม่ได้มีรองเท้าดีๆใส่  เราอยากมีเสื้อผ้าดีๆรองเท้าดีๆใส่ และเรามีวันนี้ได้เพราะตอนเด็กเราตั้งไจเรียน พระผู้เป็นเจ้ากล่าวไว้ว่า โชคของมนุษย์ไม่ได้มาจากพระเจ้าช่วยเหลือแต่เราต้องช่วยตัวเองก่อน และพระเจ้าจะยกสถานะของเราให้ดีขึ้น เช่นวันนี้ ผมมีตำแหน่งเป็นผู้แทนราษฏรได้ เพราะผมขยันเรียน ตั้งแต่ชั้นประถมไม่เคยสอบได้ต่ำกว่าที่สาม

          ถ้าเราเกิดมาเป็นคนจนนั่นไม่ใช่ความผิดของเรา แต่ถ้าเราตายในฐานะยากจนนั้น เราต้องถามตัวเอง เรามีเวลามากมายในการทำมาหากิน ถ้าเราขยันทำงาน พระเจ้าจะไม่ให้เราเสียชีวิตในฐานะยากจน แต่ถ้าเราพยายามขยันทำงานแล้วแต่ก็ยังจนอยู่นั่นไม่ใช่ความผิดของเราแล้วแต่เป็นความผิดของรัฐบาล ที่ทำให้มีความเหลื่อมล้ำไม่ดูแลราคาพืชผลการเกษตร ไม่ดูแลราคายางพารา ไม่ดูแลชาวนา ไม่ดูแลแรงงาน เหล่านี้คือหน้าที่ของรัฐบาล พรรคประชาชาติรเป็นพรรคการเมืองหนึ่งคิดถึงกำเนิดที่นี่เราถือว่าเรามีภาระหน้าที่กับประชาชน ประชาชาติคือประชาชน ประชาชาติต้องดูแลประชาชนทุกชาติพันธุ์ ดูแลให้มีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุด วันนี้พรรคประชาชาติมาร่วมกับคณะผู้จัดงานจะแก้ความเหลื่อมล้ำที่พ่อแม่ผู้ปกครองลำบาก บางคนมีแม่แต่ไม่มีพ่อ บางคนไม่มีทั้งพ่อแม่อยู่กับญาติ พระผู้เป็นเจ้าบอกว่านี่คือภาระหน้าที่ของคนที่มีชีวิตอยู่ และเป็นหน้าที่ของพรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคของเรา พรรคของประชาชน

          พันตำรวจเอกทวี กล่าวด้วยว่า “ในช่วงที่เกิด โควิด-19 ที่การศึกษาของประเทศได้รับผลกระทบมากที่สุด เราจะเห็นว่า เมื่อเกิดโควิดสิ่งที่นายกประยุทธ์กับคณะได้เลือกปิดอะไรก่อน? ก็คือ เลือกปิดโรงเรียนหรือปิดการศึกษาก่อน หมายถึงเลือกปิดการหาความรู้ก่อน แล้วจึงปิดเศรษฐกิจต่างๆ และปิดประเทศ แต่พอจะเปิด นายกประยุทธ์ก็ไปเปิดเศรษฐกิจและเปิดประเทศก่อน แต่ไม่ยอมเปิดโรงเรียนทำให้หยุดเรียนในระบบไป 2 ปี และพึ่งจะมาเปิดโรงเรียนในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ มันย้อนแย้งกับความสำคัญ การทิ้งเวลาไป 2 ปีกับการปิดการศึกษา ปิดกั้นความรู้ ที่เสียหายมาก มันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ซึ่งในประเทศต่างๆเขาไม่ทำแบบประเทศไทยเพราะว่า “เขาไม่นิยมความโง่เขลา” การจะชนะทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องชนะด้วยความรู้ ทุกสิ่งที่สำคัญในโลกไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความรู้ มนุษย์เกิดมามีสมองกับสติปัญญา ดังนั้นเพื่อต้องการให้มนุษย์ทุกคนได้ศึกษาเรียนรู้ การที่ประเทศไทยเราไปปิดการศึกษาเป็นเวลา 2 ปี ทำให้เราเสียโอกาส ถึงแม้ว่าจะมีการเรียนออนไลน์ก็ตาม แต่สำหรับพี่น้องในพื้นที่ค่อนข้างทำได้อย่างยากลำบาก ขาดแคลนอุปกรณ์มือถือ คอมพิวเตอร์ รัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกเลยว่าถ้าใครที่ยากไร้ให้รัฐมีกองทุนให้เรียนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาแต่พอมาดูกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มีงบประมาณ 6,000 กว่าล้าน แต่กลับให้เฉพาะกับโรงเรียนใน สพฐ. หรือโรงเรียนของรัฐบาล ในขณะที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผู้เรียน ผู้ปกครองนิยมเรียนประมาณ 600 โรงเรียน สถาบันปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา ซึ่งเป็นอุดมการณ์และจิตวิญญาณและเป็นสถานที่ให้ความรู้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาไม่ให้การช่วยเหลือ ช่วยเหลือแต่โรงเรียนของรัฐ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เท่านั้นที่ให้ฟรีอยู่แล้ว ช่วยเหลือพิเศษผู้ยากจนอีกคนละ 3,000 บาท ส่วนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาและโรงเรียนเอกชนอื่นๆที่มีเด็กอยากจนยิ่งกว่ากลับไม่ได้ให้ มันเป็นความเหลื่อมล้ำในกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งพวกเราเข้าไม่ถึง”

พันตำรวจเอกทวี กล่าวอีกว่า “การศึกษาเป็นการเปลี่ยนสถานภาพคนให้ดีขึ้น ต้องเปลี่ยนได้ด้วยความรู้ อาชีพต่างๆจะรับผู้มีความรู้ การเปลี่ยนแปลงที่ดีไม่ได้เปลี่ยนด้วยอาวุธหรือด้วยกำลัง ผมอยากจะกราบเรียนว่าในส่วนของพรรคประชาชาติ เป็นพรรคที่ก่อเกิดจากการศึกษา เราเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนคุณค่าต้องมีความเท่าเทียม ต้องมีศักดิ์ศรีเท่ากัน มนุษย์ทุกคนจะต้องมีความสำคัญ ดังนั้นการศึกษาให้ความรู้จะต้องเป็นการศึกษาที่ดีมีคุณภาพเป็นหน้าที่ของคนในพรรค เป็นหน้าที่ของสังคม เพราะเราจะส่งต่ออนาคตของคนที่มีความรู้ ไม่ใช่ส่งต่ออนาคตของความยากจนซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งการเมืองในปัจจุบัน ผมมองไม่เห็นอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณที่ไม่ยอมกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น งบประมาณของประเทศที่จะเข้าสภาก็ยังเหมือนเดิม งบเบิกจ่ายในส่วนกลางเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจนิยมประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท 97% ส่วนงบประมาณมาท้องถิ่นมีเพียงแค่ 3% ซึ่งถือว่าน้อยมาก ทั้งที่ท้องถิ่นเป็นคนรู้ปัญหาของประชาชนอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาที่เป็นเรื่องสำคัญ การเปิดการศึกษาที่กำลังจะถึงในวันที่ 17 พฤษภาคม นี้ สภาพเศรษฐกิจที่ทุกคนมีความยากลำบาก รัฐบาลสร้างเงื่อนไขข้อกำหนดในการเปิดเรียนไว้มาก สร้างข้อจำกัดมากทุกข้อกำหนดต้องใช้เงินทั้งนั้น แต่ไม่ส่งเงินงบประมาณมาให้กับครอบครัวและผู้เรียนทำให้มีความยากลำบากยิ่งขึ้น นี่คือปัญหา วันนี้ผมจึงอยากที่จะมารับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่ และทุกท่านในที่นี้ที่ส่วนใหญ่สามีต้องขังอยู่ในเรือนจำเป็นแม้เลี้ยงเดี๋ยวต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ด้วยทราบว่ามีความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพราะในส่วนของพรรคประชาชาติเราต้องเอาปัญหาของพ่อแม่พี่น้องประชาชนไปพูดในระดับประเทศ และจะต้องเป็นตัวแทนเพื่อจะนำมาสู่การแก้ปัญหาต่อไปครับ ต้องขอบคุณทุกท่านที่จัดโครงการกิจกรรมช่วยเหลือนักเรียนในวันนี้ ที่เป็นกิจกรรมช่วยเด็กกำพร้าที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ” พันตำรวจเอกทวี กล่าว

ในช่วงท้ายของการจัดงาน มีการเปิดเวทีรับฟังปัญหาของกลุ่มสตรี ในประเด็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ปัญหาของสามีที่ไม่ได้รับการประกันตัวอยู่ในเรือนจำ ปัญหาการเยี่ยมผู้ต้องขังที่ต้องมีค่าใช้จ่ายจากเงื่อนไขที่กำหนดในการตรวจโรคต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งที่ฐานะยากไร้ ปัญหาการเข้าถึงความยุติธรรมที่ยาก และปัญหาขาดการส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งมีการมอบรองเท้าให้กลุ่มน้อง ๆ เยาวชน โดยเสร็จสิ้นกิจกรรมในช่วงค่ำ