พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฉลิมฉลองครบรอบ 97 ปี การสถาปนากองทัพปลดแอกประชาชนจีน

(วันที่ 31 กรกฏาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ว่า เมื่อช่วงค่ำวานนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ เดินทางมาร่วมงาน วันกองทัพจีน เพื่อร่วมฉลองครบรอบการก่อตั้งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย โดยมี พลเรือตรี หวัง เจิ้ง (Wang Zheng) ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ และกล่าวเปิดงาน ในโอกาสนี้ นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหม , นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , ดร. นลินี ทวีสิน ผู้แทนการค้าไทย , นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (เศรษฐา ทวีสิน) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รวมทั้ง ผู้บัญชาการทหารเหล่าทัพ ทูตานุทูต ตัวแทนนักธุรกิจ นักวิชาการ และบุคคลจากวงการต่าง ๆ เดินทางมาร่วมงานด้วยเป็นจำนวนมาก
ทางด้าน พลเรือตรี หวัง เจิ้ง (Wang Zheng) ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า กองทัพจีนมุ่งมั่นที่จะประสานงานร่วมกับประเทศต่างๆ เพื่อให้เกิดความเสถียรภาพ และสันติภาพที่ยั่งยืนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยที่ผ่านมา ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ด้านการทหารมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะด้านการฝึกอบรม การฝึกร่วม และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและยุทธภัณฑ์ โดยในปี พ.ศ. 2568 จะครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ทั้งนี้ กองทัพจีนพร้อมให้ความร่วมมือกับกองทัพไทยในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการรักษาสันติภาพในภูมิภาคและโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดงานดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและแลกเปลี่ยนในรูปแบบต่างๆระหว่างไทย-จีน ไม่ว่าสถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร มิตรภาพระหว่างประชาชนชาวจีนและชาวไทยจะยังคงอยู่อย่างยาวนาน ประเทศจีนและประเทศไทยมีความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ มีความผูกพันทางสายเลือด และมีความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรม ได้สืบทอดสืบสานต่อมิตรภาพอย่างแนบแน่นในประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ทั้งนี้ กองทัพปลดแอกประชาชนจีนเป็นกำลังสำคัญในการรักษาสันติภาพทั้งระดับภูมิภาคและโลก ซึ่งตั้งแต่การสถาปนาการสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นต้นมา จีนไม่เคยก่อสงครามหรือการปะทะทางการทหารและวิกฤตในภูมิภาคแม้แต่ครั้งเดียว
ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ออกทุนให้แก่สหประชาชาติมากเป็นอันดับที่ 2 ในบรรดาสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และได้ลงนามในการเข้าร่วมกลไกของสนธิสัญญาว่าด้วยการควบคุมอาวุธ การลดกำลังทหารและป้องกันการไม่แพร่ขยายอาวุธหลายสิบฉบับซึ่งรวมถึงสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ หรือ NPT ด้วย นอกจากนี้กองทัพจีนได้ส่งกองกำลังทหารมากถึง 50,000 นาย ไปปฏิบัติภารกิจในการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ

#ประชาชนประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดโครงการบำบัดรักษาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ภายใต้ “ยุทธการบัวหลวงปราบยานรก” สร้างโอกาสผู้หลงผิดกลับคืนสู่สังคม

(วันที่ 26 กรกฏาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก มูลนิธิศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ต.หน้าไม้ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ว่า เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำ นายยู่สิน จินตภากร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะทำงาน เปิดโครงการบำบัดรักษาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ตามแผนยุทธการ ปัองกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรจังหวัดปทุมธานี “ยุทธการบัวหลวงปราบยานรก” รุ่นที่ 2 โดยมี นายภาสกร บุญญลักษณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชน ร่วมให้การต้อนรับ รวมทััง นายรฉัตร สุขกมลอนันต์ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาชาติ เดินทางมาร่วมให้การต้อนรับด้วย
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเปิดโครงการ “ยุทธการบัวหลวงปราบยานรก” ว่า วันนี้ จังหวัดปทุมธานี กำลังเป็นสังคมที่มีได้รับผลกระทบ ด้วยมีชาวปทุมธานีกว่า 67,000 คน เป็นหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีภาระจากเงินต้นรวมดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ รวมแล้วประมาณ 7,000 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เป็นกลุ่มคนที่อยากมีอนาคตที่ดี อยากเปลี่ยนสถานทางสังคมด้วยการศึกษา กลับต้องมาหนี้ กยศ. ทำให้การบำบัดฟื้นฟูสถานทางสังคมกลายเป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ด้วยตัวเลขราชทัณฑ์กว่า 2.9 แสนคนที่อยู่หลังกำแพง ในจำนวนนี้มีกว่า 2.2 แสนคน หรือกว่า 80% มีระดับการศึกษาที่ต่ำ และไม่ได้เรียนหนังสืออีกว่า 2 หมื่นคน ทั้งที่ประเทศไทยบังคับให้เรียนหนังสือถืง ม.6 ซึ่งเชื่อว่าคน 2.2 แสนคนที่ไปอยู่หลังกำแพง 143 แห่งทั่วประเทศ มีปัญหาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
ขณะเดียวกัน ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ให้ความสำคัญของคน จากแนวคิดที่ว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จึงใช้พื้นที่ของมูลนิธิศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยแห่งนี้เป็นสถานที่บำบัด รักษา ฟื้นฟู ซึ่งเราทุกทคนต้องเปิดใจ ตั้งใจ ตั้งมั่น แน่วแน่น อาจเป็นการปฏิบัติค่อนข้างยาก แต่เมื่อทุกคนตัดสินใจแล้ว ก็ต่อสู้กับจิตใจของเรา ซึ่งผมถือว่า ความพยายามปรับพฤตินิสัย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อไม่กลับไปสร้างปัญหาให้กับตน ครอบครัว และเพื่อไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ผมถือว่า ทุกท่านเป็นบุคคลที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า ผมเตรียมมอบหมายให้ตัวแทนกระทรวงยุติธรรม หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อการขยายผลการบำบัดฟื้นฟู ไปยังลูกหนี้ 6.7 หมื่นคน จะทำอย่างไรที่ปลดภาระปัญหาหนี้ ที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ปลดเปลื้องการค้ำประกัน ซึ่งกำลังมองหาแนวทางว่าในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้จะทำอย่างไรให้พวกเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ เนื่องในปี 2567 เป็นปีมหามงคล เพราะเราทุกคนต่างเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า มีความสำคัญ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องได้รับการพัฒนา ซึ่งการมีโครงการบำบัดในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทีมแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี(สสจ.ปทุมธานี) เพราะนโยบายแก้ปัญหายาเสพติด มองผู้เสพ คือ ผู้ป่วย ที่กระทรวงยุติธรรมต้องการให้มีสุขภาพดี ซึ่งจะทำให้โครงการฯมีความสมบูรณ์
ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี มีการกำหนดแผนยุทธการ ป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งด้านการป้องกัน ปราบปราม บำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพทางสังคมอย่างเข้มข้น 90 วัน (มิถุนายน – สิงหาคม) เพื่อเป็นต้นแบบการแก้ปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร โดยกำหนดหลักสูตร 10 วัน จำนวน 3 รุ่น ๆ ละ 100 คน ซึ่งรุ่นแรกผ่านพ้นไปแล้ว( 24 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2567) สู่รุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2567 อีกจำนวน 100 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้เสพยาเสพติด ให้มีทางเลือกในการดำรงชีวิตในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม ฝึกอาชีพ แนะแนวทางด้านการศึกษา และฝึกทักษะชีวิตโดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือการ ลด ละ เลิก และไม่กลับไปเสพซ้ำ สามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังได้กล่าวทักทายและให้กำลังใจผู้รับการบำบัดที่ร่วมโครงการฯ และยังได้มอบกาแฟและเครื่องดื่ม Amazon ให้กับผู้ร่วมพิธีกว่า 500 แก้ว ก่อนเดินทางกลับกระทรวงยุติธรรมในเวลา 14.30 น.

#ประชาชนประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดนราธิวาส มุ่งปลดภาระผู้ค้ำ-พ่อแม่ แก้หนี้ กยศ. ความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้ประชาชน

(22 กรกฎาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดนราธิวาส ว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดนราธิวาส โดยมีกำหนดการประชุมการแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อนของลูกหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จังหวัดนราธิวาส ณ ห้องประชุม ที่ว่าการอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส โดยมี นายอำเภอระแงะ ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ยุติธรรมจังหวัดนราธิวาส ตัวแทน ศอ.บต. ผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่นราธิวาส ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ และเข้าร่วมประชุมด้วย
โดยมี ลูกหนี้ กยศ. ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ บางส่วนถูกดำเนินคดี บางส่วนถูกบังคับคดี มีมากถึง 57,313 ราย เป็นหนี้เงินต้น ประมาณ 6,676 ล้านบาท เป็นดอกเบี้ยกับเบี้ยปรับ 1,581 ล้านบาทเศษ และยังมีผู้ค้ำประกันประมาณ 5 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นบิดา มารดา หรือญาติ ที่ภายหลังจากแก้กฏหมายใหม่มีผลใช้บังคับ 20 มีนาคม 2566 ลูกหนี้ทุกคน(ประมาณ 6.8 ล้านราย) จะได้รับผลประโยชน์ทุกคน จากการปรับโครงสร้างหนี้แม้มีคำพิพากษาแล้ว หรือถูกบังคับคดี ยึดทรัพย์ และขายทอดตลาด คือ เดิมเบี้ยปรับ 18% จะเหลือ 0.5% เดิมดอกเบี้ย 7.5% เหลือ 1% เดินเบี้ยปรับ+ดอกเบี้ยรวมกัน 25.5% ตามกฏหมายใหม่จะเหลือ 1.5% และที่สำคัญเงินที่ลูกหนี้ที่ชำระเดิม จะถูกนำไปหักเป็นเบื้ยปรับ>ดอกเบี้ย>เงินต้น แต่กฏหมายจะเปลี่ยนลำดับเป็น เงินต้น>ดอกเบี้ย>เบี้ยปรับ ซึ่งส่งผลให้มีผู้กู้เงิน กยศ. ได้รับประโยชน์ คือ
กลุ่มที่ 1 ผู้ที่ชำระเงินเกินและต้องรับชำระคืนจาก กยศ.
กลุ่มที่ 2 ผู้ที่ส่งเงินไปครบแล้วแต่ยังต้องส่งอีกเพราะ กยศ. ไม่คิดหนี้ใหม่และต้องถูกนายจ้างหักเงินเดือนได้รับความเสีย
กลุ่มที่ 3 ผู้ที่ยังส่งไม่ครบ แต่เนื่องจากเงินที่ส่งไปแล้วไปหักเงินต้นก่อน มีเบี้ยปรับและดอกเบี้ยน้อยจึงลดหนี้ลงจำนวนมาก
กลุ่มที่ 4 ผู้ที่ค้ำประกันทุกคนจะยกเลิกทันทีเมื่อลูกหนี้มาปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งประเทศมีจำนวนมากถึง 2.8 ล้านคน เฉพาะนราธิวาสมีผู้ค้ำประกันมากกว่า 5 หมื่นคน
การจัดกิจกรรมมหกรรมแก้หนี้ฯ ที่ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ในวันอังคารที่ 16 กรกฎาคม 2567 ผ่านมา มีลูกหนี้มาขอปรับโครงสร้างหนี้มากจนทำไม่ทัน จำนวนหลายพันคนต้องลงทะเบียนไว้ ดังนั้นเพื่อนำความยุติธรรมเข้าหาประชาชน กระทรวงยุติธรรม จะมอบให้ยุติธรรมจังหวัด กรมบังคับคดี กรมคุ้มครองสิทธิฯ กองทุน กยศ. ศอ.บต. และจังหวัดนราธิวาส ร่วมกันช่วยเหลือผู้ค้ำประกันในจังหวัดนราธิวาสให้ปลดผู้ค้ำทั้งหมด 5 หมื่นกว่าคน และให้ลูกหนี้ทั้งหมดได้ปรับโครงสร้างหนี้ วางแผนให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2567 นี้
โดยในวันที่ 17-19 สิงหาคม นี้ จะให้ กระทรวงยุติธรรม ศอ.บต. และ กยศ. ลงมาบริการลูกหนี้ กยศ. และปลดผู้ค้ำประกันให้มากที่สุด ส่วนที่เหลือ กยศ. จะมอบอำนาจให้ ศอ.บต. อำนวยการให้สำนักงานยุติธรรมจังหวัด กรมบังคับคดี หรือหน่วยงานผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่เป็นศูนย์บริการแก้หนี้ กยศ. ต่อไป โดยเป้าหมายสิ้นธันวาคม 2567 ต้องปลดผู้ค้ำประกันให้หมด หรือเหลือ 0 คน
ต่อมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางต่อยังไปโรงเรียนดารุสลาม เขตเทศบาลตำบลตันหยงมัส อ.ระแงะ เพื่อไปร่วมงานการจัดงานสมทบทุนการก่อสร้างอาคารต่วนฆูรูฮัจญีเปาะซู ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่ถือว่าใหญ่ที่สุดของ จังหวัดนราธิวาส โดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวชื่นชมการศึกษาของโรงเรียนดารุสสลาม ที่เป็นสถานที่สมัยดำรงตำแหน่ง เมื่อครั้งเป็นเลขาธิการ ศอ.บต ได้มาเยี่ยมโรงเรียนแห่งนี้เป็นแห่งแรก ยังจำได้ว่าท่านฟัครุดดีน บอตอ ผู้บริหารโรงเรียนได้กล่าวว่า การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องให้การศึกษานำการเมืองการทหาร โดยเฉพาะโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาดีมีคุณภาพ มีศิษย์ที่ประสบความสำเร็จมากมาย ที่ศึกษาต่อในประเทศและต่างประเทศ การศึกษาระหว่างโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา กับโรงเรียนของรัฐบาล แม้เงินอุดหนุนให้โรงเรียนเอกชนน้อยกว่าโรงเรียนของรัฐบาลอยู่มาก ถือว่าเป็นความเหลื่อมล้ำในการส่งเสริมการศึกษา แต่ประชาชนก็นิยมส่งลูกหลานให้เรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เพราะสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ การศึกษามีความสำคัญมาก เป็นเครื่องชี้อนาคตที่ดีของประเทศ ยกตัวอย่างในเรือนจำจังหวัดนราธิวาส มีผู้ต้องราชทัณฑ์ ที่ถูกขังมากกว่า 4,000 คน พบว่ามากกว่า 80% เป็นผู้ไม่ได้รับการศึกษา มีการศึกษาระดับประถมศึกษา หรือมีการศึกษาระดับมัธยมต้น ที่ต่ำกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ ม. 6 ที่รัฐบาลให้เรียนฟรี ซึ่งผู้มีการศึกษาต่ำส่วนใหญ่จะเป็นผู้กระทำผิดยาเสพติดอีกด้วย ดังนั้นถือว่าโรงเรียนแห่งนี้ได้สร้างคุณประโยชน์มากมาย เพราะนอกจากสร้างอนาคตที่ดีแล้ว ผู้ที่จบการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ไม่มีการเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ผมมีความเชื่อมั่นเช่นเดียวกับบาบอที่การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการแก้ปัญหาความยากจน จะต้องแก้ที่การศึกษา โดยส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคนได้รับการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ และเป็นการศึกษาที่รัฐสนับสนุนให้เรียนฟรี ผมในฐานะรัฐบาล พยายามที่จะพยุงการดำรงชีวิตของชาวนราธิวาสให้ลืมตาอ้าปาก และลบคำสบประมาทว่า คนนราธิวาสยากจนที่สุดของประเทศ ให้จงได้

#ประชาชนประชาชาติ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ร่วมงานวันชาติ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์

(วันที่ 17 กรกฎาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ถนนราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ว่า เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ และคณะ ร่วมงานวันชาติของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ โดยมี นางฮาละฮ์ ยูซุฟ อะห์หมัด เราะญับ (Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ
ทั้งนี้ ในปี 2567 จะเป็นการครบรอบ 70 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ความสัมพันธ์กระชับแน่นแฟ้นและมีพลวัตที่ก้าวหน้ามากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า ประเทศไทยและสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ มีความร่วมมือกันในหลายด้าน ทั้งด้านการศึกษา ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการศึกษา ในระดับอุดมศึกษาได้มีความร่วมมือด้านวิชาการและการส่งอาจารย์จากอียิปต์มาสอนในมหาวิทยาลัยไทย รวมทั้งจัดส่งครูมาสอนในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามมาตั้งแต่ ปี 2549 ถึงปัจจุบัน และมีนักศึกษาไทยมุสลิมที่เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของอียิปต์ กว่า 3,000 คน ซึ่งมีกว่า 600 คน ได้รับทุนจากไทย โดยทางอียิปต์ยังได้มอบทุนแก่นักศึกษาไทยเป็นกรณีพิเศษอีก 160 ทุน แบ่งเป็นสาขาศาสนาและอิสลามศึกษา 80 ทุน สาขาวิทยาศาสตร์ แพทยศาสตร์ 80 ทุน ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ไทยและอียิปต์อยู่ระหว่างการทำบันทึกความเข้าใจ สำหรับการพัฒนาศูนย์ภาษาอาหรับ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษาอาหรับแก่นักศึกษาไทยที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศอียิปต์ โดยไทยเห็นความสำคัญของการสื่อสารภาษาอาหรับ เพราะไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ด้านอียิปต์พร้อมร่วมมือกับไทยในการเปิดศูนย์พัฒนาภาษาอาหรับ ซึ่งเชื่อว่าโครงการที่มีประโยชน์สำหรับนักศึกษาไทย
ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ อียิปต์ได้แสดงความชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องถึงการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อความมั่นคงและสันติภาพที่ยั่งยืน
รัฐบาลไทยวางตัวเป็นกลาง และสนับสนุนแนวทางสองรัฐ (Two-State solution) และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความพยายามในการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและสันติ พร้อมขอบคุณอียิปต์ที่ช่วยเป็นตัวกลางการเจรจาเพื่อให้ปล่อยตัวประกันชาวไทย และขอรับความสนับสนุนจากฝ่ายอียิปต์ต่อไปในการเจรจา เพื่อช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยที่เหลืออยู่
นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังได้พิจารณามอบเงินบริจาคเป็นจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่สภาเสี้ยววงเดือนแดงของอียิปต์ (Egyptian Red Crescent) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนปาเลสไตน์ โดยจะส่งมอบเงินผ่านสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ต่อไป โดยอียิปต์เห็นพ้องในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลไทยเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืน

#ประชาชนประชาชาติ

แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลประสานเสียงอยู่ครบ 4 ปี ! พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมวงรับประทานอาหารค่ำ กับ นายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ณ บ้านปาร์คนายเลิศ ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

(15 กรกฎาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า เมื่อเวลา 19.45 น. ที่ผ่านมา ที่พิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศ ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ เดินทางมาร่วมรับประทานอาหารค่ำ กับ นายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้การต้อนรับ
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวในฐานะเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลว่า วันนี้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของพรรคพปชร. ซึ่งหัวหน้าพรรค ได้มอบหมายให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค เป็นตัวแทน แต่เนื่องจากเพิ่งทราบเมื่อช่วงเย็นว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ไม่สบาย จึงได้มอบหมายให้นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.สาธารณสุข ในฐานะรองหัวหน้าพรรคและพวกตน มาเป็นเจ้าภาพรับรอง ขอแสดงความต้อนรับทุกๆท่านด้วยความยินดีอีกครั้ง และอาจจะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ ซึ่งพรรคต่อไปที่จะเป็นเจ้าภาพก็ขอให้ดูอันนี้ให้ดี และต้องขอบคุณสื่อมวลชน ซึ่งทางพรรคได้จัดสถานที่ต้อนรับทุกคน ถือว่าพวกเราเป็นกันเอง ระหว่างรัฐบาลและสื่อมวลชนที่ได้ร่วมกันทำงานเพื่อประเทศและประชาชน
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ขออนุญาตเป็นบรรยากาศที่สบายๆ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการเลี้ยง อย่างที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว. เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค คราวหน้าจะต้องมีมาตรฐานที่สูงขึ้นอีก อย่างที่เห็นบนกระดานมีหลายภาคและมีอีกหลายพรรคที่ยังไม่ได้โชว์บนกระดานนี้ จากความร่วมมือของทุกๆคนในรัฐบาลนี้ ให้เห็นว่าเรามีมากกว่า 314 เสียง แน่นอนการอยู่ด้วยกัน เมื่อสักครู่ได้มีการพูดคุยถึงการทำงานร่วมกัน บรรยากาศอาจมีความตึงเครียดบ้าง ตนอาจจะดุบ้าง พูดจาไม่เข้าหูบ้างแต่เรามี 300 กว่าเสียง ยืนยันทำงานด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน มีการพูดคุยกัน อย่างเป็นผู้ใหญ่ แม้จะมีเสียงเล็ดลอดออกไปบ้าง แต่ในวันนี้สื่อมวลชนได้มาอยู่ที่นี้แล้วอยากขอบอกว่า ดูบรรยากาศเอาเองแล้วกันว่าเราสมัครสมานสามัคคีกันหรือเปล่า ดูจากรอยยิ้มและวิธีการที่เราพบปะพูดคุยกัน
“ผมมั่นใจว่า 314 เสียงเป็นอย่างน้อย ไม่มีการแตกแถว และเรามาที่นี่ทำงานหนักกันทุกคนเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกคน ไม่ว่าจากการทำงานในทำเนียบฯหรือในกระทรวงต่าง ๆ เป็นการลงพื้นที่เท่าที่เคยติดตามการเมืองมาก็ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนลงพื้นที่เยอะเท่ารัฐบาลนี้ รัฐมนตรีทุกคนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะแข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆ ขอบคุณพลังประชารัฐอีกครั้ง” นายกฯกล่าว
จากนั้น พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก โดยฉากหลังมีโลโก้ของแต่ละพรรค ก่อนที่ นางสาวเเพทองธาร ชินวัตร จะเชิญชวน ให้ทุกคนทำมือสัญลักษณ์มินิฮาร์ทและคล้องแขนจับมือแสดงความสามัคคี โดยช่วงหนึ่งผู้สื่อข่าวกระเซ้าจับมือแบบนี้ จะอยู่ครบ 4 ปีใช่หรือไม่ ? นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ครับ แน่นอน มากกว่า 4 ปีด้วย“
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังงานเลี้ยง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ร้องเพลงรักเธอนิรันดร์ โดยท่อนท้ายของเพลงที่ร้องว่า “ฉันจะอยู่เพื่อรักเธอตลอดไป แม้สิ้นลมหายใจ ไอเลิฟยู…” พร้อมเดินมาที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดย นางสาว แพทองธาร ชินวัตร ได้ยกมือไหว้ขอบคุณ
ขณะที่การจัดงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลครั้งต่อไป พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเจ้าภาพ ซึ่งนายเอกนัฏ ระบุว่าคงจะทอดเวลาออกไปสักเดือนเศษ รอดูจังหวะและความเหมาะสม ก่อนกล่าวติดตลกว่า กำลังหนักใจเนื่องจากการเลี้ยงดินเนอร์วันนี้พรรคพลังประชารัฐ ทำมาตรฐานไว้สูง

#ประชาชนประชาชาติ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นประธานเปิด “มหกรรมแก้หนี้ สร้างวิถีแห่งความเป็นธรรม” จังหวัดสงขลา รับมีข้อกังวลเรื่องการคิดดอกเบี้ยซ้ำซ้อนจริงเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขโดยเร็วที่สุดขอลูกหนี้อย่ากังวล

วันนี้ (13 ก.ค.67) ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทลัยราชภัฎสงขลา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมแก้หนี้ สร้างวิถีแห่งความเป็นธรรม” ครั้งที่ 30 และมหกรรมไกล่เกลี่ยช่วยเหลือหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และหนี้ครัวเรือน ประจำปี 2567 เพื่อเป็นเวทีกลางในการช่วยคลายทุกข์และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้มีภาระหนี้สิน โดยมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ขณะที่ลูกหนี้ที่ลงทะเบียนล่วงหน้าไม่ทันต่างมารอเข้าแถวอีกจำนวนมาก จากจำนวนผู้มีหนี้นับแสนรายในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง
พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรียุติธรรม เปิดเผยว่า จังหวัดสงขลาเป็นเมืองแห่งการศึกษามีมหาวิทยาลัยมากถึง 5 แห่ง มีจำนวนนักศึกษาผู้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาก็มีจำนวนมากประชาชนเกือบแสนคนเป็นหนี้กยศ. วันนี้เมื่อมีการลงทะเบียนปรับโครงสร้างหนี้ก็จะช่วยปลดล็อกให้ผู้ค้ำประกันด้วยการบังคับคดีทรัพย์สินถูกขายทอดตลาดก็จะถูกยกเลิกเลย วันนี้ประชาชนให้ความสนใจก็เพราะเป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้น โดยหลังจากนี้หากลูกหนี้รายไหนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบปรับโครงสร้างก็จะให้ทางจังหวัดซึ่งนำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้ดำเนินการต่อไป ซึ่งเรามองว่าคนหนุ่มสาวรุ่นนี้หากเขาหมดภาระเรื่องหนี้แล้วเขาจะมีพลังไปพัฒนาและสร้างความเจริญให้กับบ้านเมือง
สำหรับเรื่องของข้อกังวลของลูกหนี้หลายคนถูกคิดอัตราดอกเบี้ยซ้ำซ้อนนั้น พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ตอนนี้กยศ และ กระทรวงยุติธรรมและได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีกระทรวงการคลังแล้วเข้าใจว่ามีลูกหนี้จำนวนหนึ่งเข้าใจว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและเข้าใจว่ากยศ.คิดดอกเบี้ยซ้ำซ้อนจึงได้มีการร้องทุกข์และตรวจสอบข้อเท็จจริง เราจึงได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วส่งให้กับกระทรวงการคลังแล้วและจะเร่งแก้ไขโดยด่วนซึ่งเรารับทราบแล้วสำหรับเสียงเรียกร้องของลูกหนี้อยู่

#ประชาชนประชาชาติ

“ทวี สอดส่อง – หมอหมอมิ้ง พรหมินทร์ ” ร่วมประชุมติดตามเร่งรัดการแก้ไขปัญหายาเสพติด ระยะเร่งด่วน 3 เดือน 25 จังหวัด ครั้งที่ 2 ชี้ ภาคเหนือ – อีสาน ยังเป็นช่องทางหลักลำเลียงเข้าประเทศ พบการเปลี่ยนพฤติกรรมเสพ ส่อพัฒนาชนิดยาเสพติด ที่หลากหลาย ยากต่อการจับกุม

วันที่ 11 กรกฎาคม 2567 เวลา 10.00 น. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานกรรมการติดตาม เร่งรัดการดำเนินงานป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตาม เร่งรัดการดำเนินงานป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ครั้งที่ 2/2567 เพื่อรับฟังการรายงานผลการดำเนินงาน ระยะเร่งด่วน 3 เดือน ในพื้นที่ 25 จังหวัด โดยมีนายแพทย์พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนจากกองทัพบก ในพื้นที่ 25 จังหวัด เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 10 – 01 ชั้น 10 กระทรวงยุติธรรม
 
พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้นำข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” เร่งรัดการดำเนินงานป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่เน้นไปที่ประเด็น ความเชื่อมั่นของประชาชน ที่ยังคงกังวล เนื่องจากการขับเคลื่อนนโยบายยังพบผู้เสพที่อยู่ในชุมชน แม้มีการจับกุมยาเสพติดไปแล้วจำนวนมาก นายกรัฐมนตรี จึงมีข้อสั่งการให้ตรวจสอบทุกพื้นที่ เอ็กซเรย์หาผู้เสพผู้ค้าในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป และนำ ‘ร้อยเอ็ดโมเดล – น่านโมเดล’ มาขยายผลแก้ปัญหายาเสพติด รวมถึงการนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัด เพื่อลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ จากตัวเลข ผู้เสพกว่า 1 แสนคน ในคดียาเสพติดที่ศาลมีคำสั่งให้คุมความประพฤติ และผู้กระทำผิดฐานยาเสพติดที่ถูกคุมขังในเรือนจำ แต่ยังไม่ได้รับการบำบัด ที่ปัจจุบันมีมากถึงร้อยละ 61
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวขอความร่วมมือจากหน่วยงานสาธารณสุข ตำรวจ ทหาร ป.ป.ส. รวมถึงการเข้มงวดสกัดกั้นการขนส่งยาเข้าสู่พื้นที่ภาคใต้ ที่พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 30 เท่า โดยเฉพาะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีพื้นที่ขนาดเล็ก แต่มีแนวชายแดนที่มีการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ในประเทศ
ด้านนายแพทย์พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช กล่าวย้ำถึง “ความเชื่อมั่นของประชาชน” ในการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในพื้นที่ 25 จังหวัด ที่ยังมผู้จำหน่ายปรากฎในชุมชน ส่วนการนำผู้เสพเข้ารับการบำบัดในชุมชน ยังคงต้องยกระดับการบำบัดในเรือนจำ ร่วมกับศูนย์ฟื้นฟูทางสังคมที่จะต้องให้ผู้เสพได้รับการบำบัดรักษา มีการศึกษา และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมฯ มีการรายงานสถานการณ์ปัญหายาเสพติด ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 7 กรกฎาคม 2567 โดยในส่วนการปราบปรามยาเสพติด ที่ผ่านมา ยังพบ ความพยายามลักลอบ ลำเลียงยาเสพติดเข้ามาประเทศไทย ในช่องทางเดิม คือ ภาคเหนือ – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้ถูกสกัดกั้นไว้ได้ในพื้นที่ชายแดน และมีผลการจับกุม ตรวจยึดยาเสพติด ในแหล่งพักเก็บ ก่อนจะนำออกจำหน่าย แต่ทั้งนี้คดีอาชญากรรมรุนแรง ที่มีสาเหตุมาจากยาเสพติดมีแนวโน้มลดลง
ส่วนของการบำบัด รักษาในช่วงที่ผ่านมา จากจำนวนผู้เข้ารับการบำบัดฯ 102,506 คน พบว่า ประเภทยาเสพติดของผู้เข้ารับการบำบัดมากที่สุด ยังคงเป็นยาบ้า ซึ่งมีจำนวน 81,176 ราย รองลงมา คือ เฮโรอีน ทั้งนี้ ผู้เสพที่เข้ารับการบำบัดสูงสุด พบว่า อยู่ในช่วงเดือน มกราคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลา ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายปฏิบัติการลดความรุนแรงของยาเสพติด คือเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2566) และในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลเริ่มปฏิบัตินโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด เร่งด่วน 3 เดือน (1 มิถุนายน ถึง 31 สิงหาคม 2567) แสดงให้ถึงความจริงจังของรัฐบาลที่มีผลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดทุกภาคส่วน
ทั้งนี้ ในที่ประชุม สรุปแนวโน้ม 4 เรื่อง ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ยาเสพติดในช่วงที่ผ่านมา
1. การสู้รบในประเทศเพื่อนบ้านและการสกัดกั้นตามนโยบายเร่งด่วน ในพื้นที่ชายแดนของประเทศไทย เป็นปัจจัยกระตุ้นให้กลุ่มผลิตเร่งผลิตและระบายยาเสพติดเข้ามาพักตามแนวชายแดนของประเทศไทย ส่งผลให้สถานการณ์นำเข้าในพื้นที่ชายแดน ยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
2. จากสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ติดกับแหล่งผลิต และมีความพร้อมในด้านการขนส่งทุกด้าน ทำให้ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ลำเลียงผ่าน โดยเฉพาะทางทะเล ส่งผลให้บริเวณทะเลอ่าวไทยถูกใช้เป็นพื้นที่ส่งออกยาเสพติดบ่อยครั้งมากขึ้น
3 .ความเจริญทางเทคโนโลยี ระบบการขนส่งที่ขยายตัวรวดเร็ว และรูปแบบการค้าในสื่อสังคมออนไลน์ที่ง่ายและสะดวก กลุ่มค้ายาเสพติดในประเทศ จึงนำมาปรับใช้ในกระบวนการค้ายาเสพติด ส่งผลให้การค้ายาเสพติดขัดใหญ่ตัวอย่างรวดเร็ว
4. การปฏิบัติตรวจค้นสถานบันเทิงหลายแห่ง ยังพบยาเสพติดหลายชนิด และพบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้เสพ เช่น การนำยาเสพติดหลายชนิดมาบดผสมให้เป็นสูตรใหม่ (cocktail drugs) ส่งผลให้แนวโน้มต่อไป จะพบยาเสพติดที่มีการผสมยาเสพติดหลายชนิดเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจาก happy water และ เคนมผง”
นอกจากนี้ รูปแบบหลบเลี่ยงการถูกจับกุม จะมีการพัฒนาที่หลากหลาย เช่น การนำยาเสพติดผสมในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า การมั่วสุมยาเสพติดในลักษณะปาร์ตี้ รวมถึงรูปแบบบรรจุภัณฑ์ยาเสพติดด้วย

#ประชาชนประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมหารือผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลามอียิปต์ เน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในโอกาสครบรอบ 70 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมหารือผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลามอียิปต์ เน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในโอกาสครบรอบ 70 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมกระชับความร่วมมือในด้านการศึกษา และความร่วมมือระหว่างประเทศ
วันนี้ (8 กรกฎาคม 2567) เวลา 10.30 น. ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง หารือกับศาสตราจารย์ ดร. อะห์เมด มุฮัมมัด อะห์เมด อัล-ฏอยยิบ (Professor Dr. Ahmed Mohamed Ahmed El-Tayeb) ผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลามของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ในโอกาสเยือนไทยในฐานะแขกของรัฐบาล
สรุปสาระสำคัญการหารือ ดังนี้
รัฐบาลไทย ยินดีที่ได้พบกับผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลามของอียิปต์ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาล (as Guest of the Government) และเป็นการเยือนในโอกาสครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับอียิปต์ในปีนี้ด้วย เชื่อว่าการเยือนไทยครั้งนี้จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งดีขึ้น
ผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลามอียิปต์ กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทย และประชาชนชาวไทยที่ได้ต้อนรับคณะที่ได้มาเยือนประเทศไทยอย่างอบอุ่น ยินดีที่ทุกภาคส่วนของไทยได้ขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างอียิปต์กับไทยให้มีความใกล้ชิดมากขึ้น พร้อมหวังว่าไทยและอียิปต์จะร่วมกันจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต รวมทั้งกระชับความร่วมมือให้ครอบคลุมถึงมิติต่าง ๆ มากขึ้น
โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ดังนี้
ด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รัฐบาลไทยขอบคุณอียิปต์และมหาวิทยาลัยอัล อัซฮัร (Al-Azhar University) ที่มอบทุนการศึกษาให้นักเรียนไทยอย่างต่อเนื่อง และยังได้ขยายทุนการศึกษาไปยังสาขาวิชาสามัญด้วย ซึ่งจะทำให้นักศึกษาไทยสามารถนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศได้ ด้านผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลามอียิปต์กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาไทยที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยฯ เป็นจำนวนประมาณ 3000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มี 612 คน เป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาจากไทย โดยอียิปต์ยังได้มอบทุนการศึกษาให้แก่ประเทศไทยเป็นกรณีพิเศษเป็นจำนวน 160 ทุนต่อปี แบ่งเป็นสาขาศาสนาและอิสลามศึกษาจำนวน 80 ทุน และอีก 80 ทุนมอบให้นักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ ทันตแพทย์ และเภสัชศาสตร์ รวมถึงได้ส่งคณะครูอาจารย์จากอียิปต์ซึ่งในขณะนี้มีประมาณ 18 คน เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาอาหรับและศาสนาให้แก่โรงเรียนศาสนาอิสลามที่มีอยู่ในประเทศไทยด้วย
นอกจากนี้ ไทยและอียิปต์ยินดีที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการทำบันทึกความเข้าใจ สำหรับการพัฒนาศูนย์ภาษาอาหรับกับมหาวิทยาลัยฯ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษาอาหรับแก่นักศึกษาไทยที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศอียิปต์ โดยไทยเห็นความสำคัญของการสื่อสารภาษาอาหรับ เพราะไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ด้านอียิปต์พร้อมร่วมมือกับไทยในการเปิดศูนย์พัฒนาภาษาอาหรับ ซึ่งเชื่อว่าโครงการที่มีประโยชน์สำหรับนักศึกษาไทย
ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลามอียิปต์กล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องถึงการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อความมั่นคงและสันติภาพที่ยั่งยืน ด้านนายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นย้ำว่า ไทยวางตัวเป็นกลาง และสนับสนุนแนวทางสองรัฐ(two-State solution) และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความพยายามในการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและสันติ พร้อมขอบคุณอียิปต์ที่ช่วยเป็นตัวกลางการเจรจาเพื่อให้ปล่อยตัวประกันชาวไทย และขอรับความสนับสนุนจากฝ่ายอียิปต์ต่อไปในการเจรจา เพื่อช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยที่เหลืออยู่
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้พิจารณามอบเงินบริจาคเป็นจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่สภาเสี้ยววงเดือนแดงของอียิปต์ (Egyptian Red Crescent) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนปาเลสไตน์ โดยจะส่งมอบเงินผ่านสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ต่อไป ด้านอียิปต์กล่าวขอบคุณรัฐบาลและประชาชนไทยที่ได้บริจาคเงินดังกล่าว พร้อมเห็นพ้องในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลไทยเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืน

#ประชาชนประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ร่วมงานเลี้ยงรับรอง ศาสตราจารย์ ดร. อะห์เมด มุฮัมมัด อะห์เมด อัล-ฏอยยิบ (Professor Dr. Ahmed Mohamed Ahmed El-Tayeb) ผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลามของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (Grand Imam Sheikh of Al-Azhar)

(วันที่ 7 กรกฎาคม 2567) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมงานเลี้ยงรับรอง ศาสตราจารย์ ดร. อะห์เมด มุฮัมมัด อะห์เมด อัล-ฏอยยิบ (Professor Dr. Ahmed Mohamed Ahmed El-Tayeb) ผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลามของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (Grand Imam Sheikh of Al-Azhar) ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล (As Guest of the Government) ณ ห้องมณฑาทิพย์ 1 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ งานเลี้ยงรับรองดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก เอกอัครราชทูตจากอียิปต์ มาเลเซีย ซาอุดิอาระเบีย โอมาน คูเวต โมร๊อกโก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ ร่วมงานด้วย โดยมี นายพงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง รองอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ และ นายธนวัต ศิริกุล รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เดินทางมาร่วมด้วย ซึ่งเป็นการจัดงานเลี้ยงรับรองเป็นการภายใน เฉพาะผู้ได้รับเชิญ

#ประชาชนประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้การต้อนรับ ศาสตราจารย์ ดร.อะห์หมัด มูฮัมหมัด อัฏฏ็อยยิบ (Prof. Dr. Ahmed Mohamed El-Tayyeb) แกรนอิหม่ามแห่งอัลอัซฮัร สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์

(5 กรกฎาคม 2567) – พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย ให้การต้อนรับ ศาสตราจารย์ ดร.อะห์หมัด มูฮัมหมัด อัฏฏ็อยยิบ (Prof. Dr. Ahmed Mohamed El-Tayyeb) แกรนอิหม่ามแห่งอัลอัซฮัร สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ณ ห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
โดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มอบพวงมาลัยดอกไม้ และกรอบรูปภาพถ่าย ระหว่าง พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง และ ศาสตราจารย์ ดร.อะห์หมัด มูฮัมหมัด อัฏฏ็อยยิบ ที่ถ่ายไว้ร่วมกันเมื่อประมาณ 9 ปี ที่แล้ว ช่วงที่ ยังดำรงตำแหน่ง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ขณะเดินทางไปอียิปต์ ร่วมกับ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในขณะนั้น และ ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางไปเยี่ยมนักเรียนไทยที่ศึกษาในอียิปต์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ด้วย ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.อะห์หมัด มูฮัมหมัด อัฏฏ็อยยิบ ได้ให้ความสนใจและความสำคัญ ในประเด็น การเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างศาสนา การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ระหว่างคนต่างเชื้อชาติ วัฒนธรรม และการศึกษา
โดยในวันพรุ่งนี้ (วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2567) เวลา 13.00 – 15.00 น. ศาสตราจารย์ ดร.อะห์หมัด มูฮัมหมัด อัฏฏ็อยยิบ มีกำหนดการพบปะพี่น้องชาวมุสลิม ณ หอประชุมศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ ด้วย

#ประชาชนประชาชาติ