“ทวี” สั่งตรวจสอบผู้เสียหาย “ดิไอคอนฯ” ในพื้นที่ชายแดนใต้ หนุนขยายเวลาซอฟต์โลนช่วยธุรกิจ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่จังหวัดยะลาเพื่อหารือกับหน่วยงานรัฐ พร้อมสั่งเร่งตรวจสอบว่ามีประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้รับความเสียหายจากกรณี “ดิไอคอน กรุ๊ป” หรือไม่ โดยย้ำให้ตำรวจเปิดรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนอย่างเต็มที่ รวมถึงสนับสนุนการขยายเวลาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจในพื้นที่ แม้ความรุนแรงในพื้นที่จะเริ่มลดลงก็ตาม

พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยหลังการประชุมกับผู้แทนส่วนราชการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า กรณี “ดิไอคอน กรุ๊ป” ซึ่งมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมากและได้รับความสนใจในระดับประเทศ ขณะนี้ได้สั่งการให้ตรวจสอบว่ามีการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่หรือไม่ จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าผู้เสียหายส่วนใหญ่กระจุกตัวในย่านเมืองและย่านเศรษฐกิจ เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่ตัวเลขผู้เสียหายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ยังไม่ชัดเจน จึงสั่งการให้เร่งตรวจสอบ

“ในเรื่องฉ้อโกงประชาชน ตำรวจกำลังรวบรวมข้อมูลผู้เสียหาย และเปิดช่องทางรับแจ้งความเพิ่มเติม ขอให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายรีบแสดงตัวและเข้าแจ้งความกับหน่วยงานตำรวจในพื้นที่ ตำรวจจะอำนวยความสะดวกให้เต็มที่เพื่อช่วยให้ประชาชนได้รับเงินคืน รวมถึงการติดตามทรัพย์สินจากการกระทำผิดที่มีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าดูแลร่วมกัน การดำเนินการอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากปล่อยไว้นาน ประชาชนจะเดือดร้อนมากขึ้น เหมือนที่เกิดขึ้นในหลายคดีก่อนหน้านี้” พ.ต.อ.ทวีกล่าว

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่าการติดตามทรัพย์สินคืนให้ประชาชนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และขอให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนรีบแจ้งความกับตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้รวบรวมข้อมูลส่งต่อไปยังส่วนกลาง พร้อมชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว

#ประชาชนประชาชาติ

สส.สาเหะมูหามัด จัดสัมมนา บทบาทสตรีกับการเมือง สร้างสรรค์สังคมชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567 นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 5 พรรคประชาชาติ ได้จัดงานสัมมนา “บทบาทสตรีกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์” ณ รีสอร์ทบ้านไม้ริมทะเล หาดตะโละสะมีแล ต.แหลมโพธิ์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทบาทของสตรีในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และพัฒนาสังคมชายแดนภาคใต้ให้มีความเท่าเทียม

ภายในงาน สส.สาเหะมูหามัดได้กล่าวเปิดงานและบรรยายพิเศษ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของบทบาทสตรีในการขับเคลื่อนสังคม และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเวิร์คช็อปในหัวข้อ “การมีส่วนร่วมและการแสดงออกทางการเมืองของสตรีในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดย อาจารย์อัลอามีน มะแต จากมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา และคณะ ซึ่งได้เปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์

นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายในหัวข้อ “บทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของท่านกับสตรีในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วม อาทิ นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธธรรม, สส.วรวิทย์ บารู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานีเขต 1 สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต 4 สส.อับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 3 และ สส.สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานีเขต 3 ร่วมดำเนินรายการ
โดยมี สส.ซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต 2 ร่วมด้วย
งานสัมมนาครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมบทบาทของสตรีในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และเป็นการเปิดโอกาสให้สตรีได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

#ประชาชนประชาชาติ

พรรคประชาชาติจัดตั้งสาขาปัตตานี เขต 3 เน้นย้ำจริยธรรมทางการเมืองในยุคโลกาภิวัตน์

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2567 พรรคประชาชาติได้จัดประชุมเพื่อจัดตั้งสาขาพรรคประชาชาติประจำจังหวัดปัตตานี เขตเลือกตั้งที่ 3 นำโดย นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 3 ณ ห้องประชุม PENDULA 3 โรงแรมปาร์คอินทาวน์ ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมืองปัตตานี โดยมี นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 2 เป็นประธานในพิธีเปิด
งานดังกล่าวมีกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การชมวีดิทัศน์ผลงานของพรรคประชาชาติและของ สส.สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ เขต 3 จังหวัดปัตตานี การบรรยายพิเศษโดยบุคคลสำคัญในวงการการเมืองและวิชาการ รวมถึงการเสวนาในหัวข้อ “การเมืองกับจริยธรรม” ของ “พรรคประชาชาติ” ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และมหาวิทยาลัยฟาฏอนี มาร่วมอภิปราย
ไฮไลท์สำคัญของงานนี้ การเน้นย้ำถึงความสำคัญของจริยธรรมในวงการการเมือง ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกันสะท้อนถึงความสำคัญของจริยธรรมในการเมืองยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น การสร้างเครือข่ายพรรคในพื้นที่ การจัดตั้งสาขาพรรคในครั้งนี้เป็นการเสริมสร้างเครือข่ายของพรรคประชาชาติในพื้นที่จังหวัดปัตตานีให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผู้เข้าร่วมงานได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนะข้อคิดเห็นต่อพรรคประชาชาติ
สส.สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “คุณปการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อการแก้ไขปัญหาของประชาชน” โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของ สส. ในการเป็นตัวแทนของประชาชนในการผลักดันนโยบายและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่
นายอนุกูล ศรีจันทร์งาม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำจังหวัดปัตตานี ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “บทบาท กกต.กับการสร้างกลไกเลือกตั้งที่คนไทยต้องการ” โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งและบทบาทของ กกต. ในการดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม
การจัดตั้งสาขาพรรคประชาชาติในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคในการขยายฐานเสียงและผลักดันนโยบายของพรรคให้เข้าถึงประชาชนในระดับพื้นที่มากยิ่งขึ้น

#ประชาชนประชาชาติ

“ทวี สอดส่อง”ให้กำลังใจกรรมาธิการแก้ไขปัญหาประเทศ ฝ่าด่านลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการมีรัฐสวัสดิการเพื่อปชช. แก้รากเหง้าปัญหาอย่างแท้จริง

           บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญวันที่สอง บรรยากาศคึกคักทั้งภายในและภายนอกห้องประชุม ซึ่งวิปรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีมติร่วมกันที่จะเพิ่มวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ ในวันศุกร์เดือนละสองครั้ง เพื่อเร่งพิจารณากฎหมายและเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จ ส่วนในสัปดาห์ใดไม่มีประชุมวันศุกร์ก็จะขยายเวลาปิดประชุมในวันพุธและพฤหัส จาก 19.00 น. 2 ถึง 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ สำนักสารสนเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำแอปพลิเคชัน แจ้งเตือนสมาชิกให้เข้าลงมติ แจ้งปฏิทินแจ้งกำหนดการประชุม รวมทั้งแจ้งประวัติการเข้าประชุมของสมาชิกแต่ละคนด้วย

           สำหรับวาระ รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ของคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร นั้น พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ลุกขึ้นอภิปรายตอนหนึ่งว่า “ผมเป็นคนหนึ่งที่ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคมสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ศึกษาในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอาจจะเอ่ยชื่อท่านประธาน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ซึ่งผมอยากให้ที่ประชุมแห่งนี้จารึกคณะกรรมาธิการชุดนี้ รวมทั้งคณาจารย์ว่าวันนี้เราได้มาแก้ปัญหาสำคัญของประเทศที่ยังไม่เห็นมีทิศทางใครจะแก้ได้ คือการนำไปสู่รัฐสวัสดิการ เพราะว่าเราต้องยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจที่เรามาใช้แก้ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจเสรีที่อ้างว่ามีความเป็นธรรม ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีนวัตกรรม ทั้ง 2 อย่างมันไม่สามารถจะแก้ปัญหาที่เป็นโรคร้ายที่เกิดในสังคมไทยขณะนี้ คือโรคร้ายของโรคความเหลื่อมล้ำ เราจำเป็นต้องเอาระบบเศรษฐกิจที่ผมขอเรียกว่าระบบเศรษฐกิจฐานคุณธรรม ก็คือการนำเรื่องรัฐสวัสดิการหรือหลักสวัสดิการมาใช้ ท่านประธานที่เคารพครับผมขอกราบเรียนว่า ในการก่อเกิดพรรคประชาชาติของผม ซึ่งเป็นพรรคแนวสังคมพหุวัฒนธรรม คือเราให้ความสำคัญคุณค่าของมนุษย์ มีความสำคัญมีศักดิ์ศรี และก็จะต้องได้รับการดูแล เราจึงได้มีนโยบายหนึ่ง ก็คือนโยบายเชิงรัฐสวัสดิการซึ่งนโยบายนี้ก็ส่งไปที่ กกต. ก็คือเราจะส่งเสริมการมีบำนาญแห่งชาติหรือสวัสดิการทั่วหน้า”

           “ซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนอย่างเสมอหน้าด้วยสิทธิเสมอกัน ไม่ว่าจะยากดีมีจนภายใต้หลักการสวัสดิการเป็นสิทธิอันพึงมีของประชาชนไม่ใช่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะสงเคราะห์ตามอนาถา นี่คือนโยบายที่ส่งไป กกต. และในนโยบายเราก็เสนอว่าผู้สูงอายุจะต้องมีบำนาญ 3,000 บาท ซึ่งเราได้ผ่านการคิดวิเคราะห์ทุกระบบในการแก้ปัญหาของประเทศขณะนี้ ต้องยอมรับว่ารัฐสวัสดิการไม่ใช่แก้ปัญหาความยากจน รัฐสวัสดิการเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ประเทศไทยเรามีความเหลื่อมล้ำถูกจัดลำดับบางครั้งมากที่สุดในโลก ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรมีความอุดมสมบูรณ์ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ประชาชนยังอยู่แบบมีความเหลื่อมล้ำ ในการเกิดรัฐบาลมีสภาขึ้นมาทางพรรคประชาชาติก็ได้เสนอ พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติขึ้นมาเสนอเข้าสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ซึ่งหลักการก็คือเราควรจะมีกองทุนสวัสดิการแห่งชาติ ซึ่งผมเห็นว่าขณะนั้นศึกษาควรจะมีเพราะว่าเราไม่เชื่อใจที่จะเอาระบบลักษณะนี้ไปอยู่ในการครอบงำของรัฐบาล ซึ่งถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเมื่อไหร่ก็เปลี่ยนนโยบาย ถ้าเปลี่ยนนโยบายสิทธิเรื่องนี้ก็อาจจะหายไป เราจึงได้เขียน พ.ร.บ.ไปมีกองทุนลักษณะที่คล้ายองค์กรอิสระ ซึ่งมีตัวแทนภาคประชาสังคมมากกว่ารัฐบาลที่อยู่ในคณะกรรมการ ข้อ 1 ก็คือเราเห็นว่าสวัสดิการไม่ว่าจะยากดีมีจนคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะต้องได้รับคนรวยที่สุดคุณก็ได้รับแล้วคุณก็มาเสียภาษีเอา คนจนที่สุดก็ได้รับเพราะอะไรอันนี้คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิทธิที่เขาต้องยืนอยู่คุณไม่ต้องมาสงสารนี่คือโอกาสของฉันที่จะอยู่ ผมเชื่อว่าคนที่มีฐานะวันละ 100 บาท 2 คน 200 บาทเขาสามารถอยู่ในสังคมได้ อันนี้เป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาความยากจนความเหลื่อมล้ำของประเทศ ผมไม่เชื่อว่ามีนักเศรษฐกิจคนใดที่มาพูดวันนี้จะแก้ปัญหาได้เพราะวันนี้ยิ่งเดินไปมันยิ่งเหลื่อมล้ำ อันนี้จึงเป็นที่มา”

           “ผมจึงขอให้กำลังใจเพราะร่างของพรรคประชาชาติ ถูกท่านนายกฯปัดตกเป็นร่างการเงินเหมือนหลายพรรคที่มาพูดถึง เพราะท่านอาจจะมองผู้สูงอายุกลุ่มนี้ยังไม่ถึงท่านอาจจะมองคนรวยก่อน ท่านประธานที่เคารพครับผมมีตัวเลขของบประมาณปี 2566 ท่านประธานทราบไหมว่าเรามีสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งมีคนประมาณ 11 ล้านคน รวมบัตรทอง ประมาณ 320,000 ล้าน ถ้าเบี้ยผู้สูงอายุอย่างเดียวไม่ถึง 80,000 ล้านบาท  แต่เรามีสวัสดิการของคนเกษียณซึ่งมีไม่ถึงล้านคนตัวเลขจากกรมบัญชีกลางก็เท่ากันประมาณ 3 แสน 2 หมื่นล้าน ถ้าไปบวกกับเงินค่ารักษาพยาบาลก็มากกว่า คนไม่ถึงล้านคนมีสวัสดิการมากกว่าคน 11 ล้านคน อันนี้คือความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัด คือผมก็เป็นอดีตข้าราชการเก่าผมไม่ได้ไปตำหนิตรงนั้น แต่ท่านประธานผมอยากให้มองเห็นว่าในปี 2556-2557 ที่พลเอกประยุทธ์ยึดอำนาจมาตอนนั้นสวัสดิการเกษียณอายุแค่ประมาณ 1 แสนล้าน วันนี้พอท่านยึดอำนาจมา 8 ปี เพิ่มเป็น 3 เท่า เพราะอะไรรู้ไหมครับ หนึ่งในจำนวนนั้นคือรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บัญญัติว่ารัฐสภา องค์กรอิสระ หรือศาลจะต้องมีงบบุคคลที่เพียงพอ แต่รัฐบาลชุดนี้หวังจะขยายอำนาจไปเขียน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 20 (2) ให้บุคลากรของรัฐมีเงินเดือนและสวัสดิการอย่างเพียงพอมันจึงวิ่งขยายไป แทนที่จะไปเขียนให้ประชาชนมีสวัสดิการอย่างเพียงพอ เวลาผมน้อยนะครับ ผมจึงขอให้กำลังใจกรรมาธิการทุกท่านที่ได้ทำสิ่งที่เราฝันและก็สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้ คือท่านได้แก้ปัญหารากเหง้าของประเทศไทยอย่างแท้จริง” พันตำรวจเอกทวี กล่าว

ฐาคณิษฐ์ ห่วงลูกหนี้ กยศ. แนะรัฐส่งเสริมเรียนฟรี ป.ตรี

นายฐาคณิษฐ์ พรทองประเสริฐ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ  และประธานภาคกรุงเทพฯและปริมณฑล พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้                                

          กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ( กยศ. ) คือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จริงๆแล้วเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที้ประชาชนควรได้รับให้ได้รับการศึกษาฟรี จากการที่จ่ายภาษีไปทั้งทางตรงและทางอ้อม ( ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เวลาไปซื้อสินค้าทุกชิ้น )..                                         

           วันนี้หนึ่งในหัวข้อการประชุมของพรรคประชาชาติ ที่ผมเป็นรองเลขาธิการพรรคอยู่ ได้นำประเด็นนี้มาเพื่อผลักดันให้มีการแก้กฎหมาย เพื่อแก้ความเดือดร้อนให้กับประชาชนหลายล้านคน ที่มีปัญหา มีความทุกข์ร้อน จากการกู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ( กยศ. ) นี้..และเป็นหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ( กยศ. )  

"ควรส่งเสริมให้ลูกหลานมีโอกาสเรียนฟรีจนจบปริญญาตรีโดยไม่รู้ต้องกู้ยืม"

          การศึกษาทำให้คนฉลาดขึ้น   ทำให้ประเทศชาติเจริญขึ้น ควรส่งเสริมให้ลูก หลาน ได้มีโอกาส เรียนฟรีจนจบปริญญา โดยไม่ต้องมากู้ยืม   พรรคประชาชาติกำลังผลักดันแก้กฎหมายนี้ ครับ นายฐาคณิษฐ์ พรทองประเสริฐ

“มนตรี” รองโฆษกประชาชาติ แนะรัฐช่วยเกษตรกร-ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์

           นายมนตรี บุญจรัส รองโฆษกพรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

วัตถุอันตราย…ดูเหมือนไม่อันตราย!!

          วิถีโลก…ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่เคยสอดคล้องเหมาะสมกับสังคมและธรรมชาติย่อมเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน

          ปัจจัยการผลิตด้านเกษตรกรรมก็หนีไม่พ้น แม้แต่ DDT (Dichloro Diphenyl Trichloroethane ) สารพิษหรือยาฆ่าแมลงตัวนี้เมื่อ 60 กว่าปีก่อนก็เป็นที่นิยมใช้กันอย่างมาก แต่พอกาลเวลาเปลี่ยนไปก็พบว่าเป็นอันตรายทั้งต่อมนุษย์และชั้นบรรยากาศอีกทั้งล้าสมัยเพราะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำหน้าที่ทดแทนได้ดีกว่า

          ยาฆ่าหนอน ยาฆ่าแมลง รวมถึงยาฆ่าหญ้าต่าง ๆ อีกมากมายในปัจจุบัน ที่เคยใช้ได้ดีและเหมาะสม ปัจจุบันกำลังจะเป็นสิ่งที่ล้าสมัย พบว่ามีอันตรายร้ายแรงแต่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงลดปริมาณการใช้กลับทำได้ยาก…..เพราะคำว่า “ผลประโยชน์” เพียงคำเดียว

         แม้ว่าจะมีสารเคมีตัวใหม่ๆ ที่ดีกว่า ปลอดภัยกว่าก็ยังไม่สามารถนำมาทดแทนได้ และมักจะได้ยินแต่คำกล่าวอ้างว่ามีราคาแพง ไม่สะดวก  ไม่ให้การยอมรับ เนื่องด้วยเพราะผลประโยชน์ที่แอบแฝงอีกด้านหนึ่งเป็นเงาทะมึนบังตาเอาไว้    การตลาดที่จำหน่ายสินค้าตัวเก่า กำไรดี ไม่ต้องใช้งบทำตลาดใหม่  ยังคงนำเข้าในปริมาณมาก ๆ ราคาถูก  ง่าย ได้กำไรดี….

         หรือแม้แต่การใช้จุลินทรีย์หรือสารชีวภัณฑ์ของประเทศไทยเราเอง ก็ยังขาดการสนับสนุน ขาดการส่งเสริม และยังใช้กฎระเบียบ เข้ามากำหนดจนเกษตรกร ปราชญ์ชาวบ้าน หายใจไม่ออก อึดอัด จะผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์แบบง่ายๆ ใช้กันเองในหมู่บ้าน ก็จำเป็นต้องมี โรงงาน มีห้องแลป ที่จะต้องทุนสร้างมโหฬาร ฯลฯ ใครจะทำได้ เมื่อทำไม่ได้…….ผลประโยชน์ก็ไปตกอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งในและต่างประเทศที่ผูกขาดขายปุ๋ยและยาเคมีมาตลอดหลายสิบปี เกษตรกร ลูกหลานในชุมชน ในหมู่บ้าน ไม่สามารถอุดหนุนลุงมาตามีที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านผลิตปุ๋ยอินทรีย์ตามวิถีภูมิปัญญา  ก็หันกลับไปหาร้านขายปุ๋ยยาเคมีเหมือนเดิม การทำเกษตรแบบใช้สารเคมีหรือวัตถุอันตราย ในระยะยาวทำให้ผืนดินแผ่นน้ำเสื่อมโทรม มีสารพิษสะสมตกค้างอยู่ตามห้วย หนอง คลอง บึง  และยังสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศมากมายมหาศาลปีละหลายหมื่นล้านบาท

        แนวทางการส่งเสริมให้เกษตรรู้จักการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภัณฑ์ทดแทนสารพิษ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งแห่งการต่อสู้เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี  สุขภาพดีและสิ่งแวดล้อมปลอดภัยยั่งยืนครับ

หลังเสร็จอภิปรายในสภาฯ ส.ส.ประชาชาติ รุดลงพื้นที่เยี่ยมพี่น้องจะนะหน้า UN ทันที

          9 ธันวาคม 2564 ทันทีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชาติ อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเสร็จแล้ว รีบเดินทางลงพื้นที่เยี่ยมพี่น้องชาวจะนะทันที โดยในวันนี้นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา พรรคประชาชาติ ได้ยื่นญัตติด่วนเรื่องการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น ซึ่งปักหลักชุมนุมอยู่ที่หน้าองค์การสหประชาชาติเป็นวันที่สอง

          โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชาติที่ ลงพื้นที่มาเยี่ยมพี่น้องกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่นประกอบด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา เขต 2, นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ส.ส.ปัตตานี เขต 4, นายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส เขต 3, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 4 และมี ส.ส.จากพรรคก้าวไกลด้วย ลงพื้นที่มาเยี่ยมเยียน รับฟังปัญหา และช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องสาธารณูปโภค เช่น จัดหารถสุขาเคลื่อนที่ และอาหารฮาลาล

          พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่า ขณะนี้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศไทยมีความรู้สึกต่อพี่น้องจะนะ เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบและความเสียหาย และภาพที่ออกไปเหมือนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง พี่น้องที่มาเรียกร้องที่กรุงเทพ ต้องทิ้งสมาชิกในครอบครัวไว้ที่บ้านเพื่อมาขอความเป็นธรรม จากการถูกรุกรานแย่งชิงพื้นที่ที่มีผลประโยชน์ ซึ่งขอชื่นชม เราในฐานะคนการเมืองต้องดูแลร่วมกัน ซึ่งเมื่อวานนี้ได้นำเรื่องเข้าพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ทั้งกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นและการปกครองรูปแบบพิเศษ, กรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สำคัญที่สุดในวันนี้เรานำปัญหาของพี่น้องเสนอเป็นญัตติด่วนในสภาผู้แทนราษฎร มีการอภิปรายจาก ส.ส. พรรคประชาชาติ และพรรคอื่นๆ สิ่งหนึ่งที่เราเห็นคือน่าจะเป็นการกระทำของรัฐบาลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ เราจะต้องมาคุยกันว่าเราจะได้อะไร ลูกหลานเราจะได้อะไร และอนาคตจะเป็นอย่างไร

          นายซูการ์โน มะทา กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ต้องยอมรับว่าการรับฟังความเห็นก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเมื่อวานนี้ไครียะห์ ระหมันยะ ได้เข้าไปร้องเรียนต่อกรรมาธิการ ซึ่งได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาด้วยไม่ว่าจะเป็นสำนักนายกรัฐมนตรี, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้, องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และกรมโยธาธิการและผังเมือง ในที่ประชุมได้พูดคุยกันเรื่องที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนลงนามให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นคนไปทำ MOU ที่จะนะเอง เป็นคนแต่งตั้งเองแต่ทำเป็นลืม แต่เมื่อพี่น้องชาวจะนะมาทวงสัญญากลับถูกควบคุมตัว ซึ่ง ส.ส.ประชาชาติเราก็เป็นห่วงมาก พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง จึงใช้ความผูกพันระหว่างตำรวจช่วยเจรจาให้เข้าใจว่านายกรัฐมนตรีเป็นคนสั่งการ แต่เป็นอัลไซเมอร์ลืมคำสั่งของตัวเอง ขอยืนยันว่าพวกเราในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะอยู่เคียงข้างประชาชนและจะไม่ยอมให้ใครถูกรังแก การบังคับใช้กฎหมายต่อประชาชนต้องมีความเท่าเทียมทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ต้องใช้กฎหมายเดียวกัน

“ซูการ์โน มะทา” ประธานกรรมาธิการการกระจายอำนาจฯ เชิญ ศอ.บต.ชี้แจงกรณีกลุ่มจะนะรักษ์ถิ่นร้องเรียนให้ทบทวนบทบาทหน้าที่ของ ศอ.บต.

          วันนี้ (8 ธ.ค.64) ที่อาคารรัฐสภา นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา พรรคประชาชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ เป็นประธานการประชุม โดยมี ส.ส.หลายท่านเข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามประเด็นการชุมนุมของพี่น้องประชาชนกลุ่มเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นด้วย ด้วย พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคประชาชาติ, นางสาวเบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล, นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย, พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และอีกหลายท่าน

          โดยการประชุมวันนี้มีการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของนางสาวไครียะห์ ระหมันยะ ตัวแทนเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น จังหวัดสงขลา ที่ขอให้ตรวจสอบกระบวนการมีส่วนร่วม “โครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตอำเภอจะนะ” หรือ “โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ” หลังคณะกรรมการตรวจสอบโครงการฯ ที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นได้มีการทำบันทึกข้อตกลงกับเครือข่าย เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 ว่า จะตรวจสอบการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และจัดให้มีการศึกษาในเชิงยุทธศาสตร์หรือ (SEA) แบบมีส่วนร่วม โดยจะต้องออกแบบคณะศึกษาให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยระหว่างนี้ให้ยุติการดำเนินการทุกอย่างในโครงการนี้เอาไว้ก่อนจนกว่ากระบวนการตรวจสอบดังกล่าวจะแล้วเสร็จ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ดำเนินการตามรายละเอียดตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ยังปล่อยให้ ศอ.บต. ดำเนินการเปลี่ยนสีผังเมือง และบริษัท ทีพีไอ โพลีน พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้เป็นเจ้าของโครงการนี้ เร่งดำเนินโครงการอย่างไม่สนใจต่อข้อตกลงเบื้องต้น โดยเดินหน้าศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ระหว่างวันที่ 13 – 23 ธ.ค. 2564 จึงขอให้ กมธ.ตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบโครงการดังกล่าว และกระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ว่าเป็นไปอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม หรือไม่ เนื่องจากโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้ที่ดินจำนวนมากเกือบ 2 หมื่นไร่ และจะมีโรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ เข้ามาตั้งอยู่ใกล้กับชุมชนในพื้นที่ 3 ตำบลของอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงตั้งแต่เริ่มต้น ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะกลายเป็นความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

          ซึ่งการประชุมคณะกรรมาธิการวันนี้ ได้เชิญตัวแทนจาก สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.), องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และกรมโยธาธิการและผังเมือง มาชี้แจงด้วย
          ตัวแทนสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า “โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะเป็นโครงการที่ริเริ่มโดย ศอ.บต. ตามมติของคณะรัฐมนตรีในปี 2563 ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าภาพดำเนินการหลักคือ ศอ.บต.”
          ตัวแทน ศอ.บต. ชี้แจงว่า “โครงการอุตสาหกรรมจะนะเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยเอกชน ลงทุนโดยเอกชนทั้งหมด ซึ่งเอกชนต้องแบกรับความเสี่ยงของสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ด้วย อยู่ในขั้นการทำ TOR และจะรับฟังความคิดเห็น หรือ SEA ในปีงบประมาณ 2565”
พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “ไม่เคยได้รับเชิญให้ไปมีส่วนร่วมในโครงการนี้เลย จึงไม่รับรู้และไม่รับทราบรายละเอียดอะไร และเห็นว่า ประชาชนในพื้นที่ว่าอย่างไร ตนก็ว่าอย่างนั้น”
          นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า “ศอ.บต.เป็นคนต้นคิดโครงการ โดยสมคบคิดกับนายทุน ศอ.บต.กลัวเสียผลประโยชน์หากทำโครงการนี้โดยไม่ผ่าน ศอ.บต. จึงต้องทำเพื่อรักษาอำนาจ”
          นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวว่า “สำนักนายกรัฐมนตรีและ ศอ.บต. ทำโครงการนี้แล้ว ได้สื่อสารกับประชาชนหรือไม่ ศอ.บต.เคยถูกยุบองค์กรแล้วตั้งขึ้นมาใหม่จึงพยายามรักษาสถานะองค์กร ที่ชาวบ้านมาชุมนุมเพราะรัฐบาลฉีกสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน อยากให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ว่ามีใครบ้าง ซึ่งตามกฏหมายแล้วรัฐต้องมีประโยชน์ในสัดส่วนร้อยละ 51 “
          พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ กล่าวว่า “นายกรัฐมนตรีบอกว่าเป็นข้อตกลงส่วนตัวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับชาวบ้าน แต่สำนักนายกฯชี้แจงว่าข้อตกลง MOU ได้นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบ ซึ่งมติรับทราบกับมติเห็นชอบ ในทางกฎหมายมันเท่ากัน ประเด็นเนื้อหาในข้อตกลงปรากฏว่าท่านไปอ้างพีมูฟ ซึ่งพีมูฟไม่ใช่หน่วยราชการ แต่เป็นองค์กรภาคประชาชน คนสั่งให้ทำคือนายกรัฐมนตรี ศอ.บต.มีกฎหมายอยู่ข้อหนึ่งต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี แต่มติคณะรัฐมนตรีมันไม่ใช่นโยบาย และมติคณะรัฐมนตรีจะขัดกับกฎหมายปกติไม่ได้”
          พันตำรวจเอก ทวี กล่าวอีกว่า เท่าที่ฟังการชี้แจงมา เบื้องต้นที่ดินที่จะไปทำนิคมฯ เป็นพื้นที่สีเขียว แต่มติคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้เป็นอุตสาหกรรมในพื้นที่สีเขียว ในหลักการจะทำไม่ได้ ไม่ว่าจะใช้กลวิธียังไงก็ตาม ถ้าจะทำนิคมอุตสาหกรรมต้องอนุมัติในพื้นที่สีม่วง ดังนั้นมติคณะรัฐมนตรีให้ไปทำผิดกฎหมาย อยากจะฝาก ศอบต.ว่าท่านต้องปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด กฎหมาย ศอ.บต.จะมีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่งว่า ต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง คนที่จะพูดได้ดีที่สุดคือคนในพื้นที่ วันนี้ผมฟังเสียงจากเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ทุกคนอยากให้พัฒนา ไม่ได้ขัดขวางโครงการ แต่จะทำยังไงให้โครงการเกิดประโยชน์สูงสุดและถูกกฎหมาย ด้วย สำคัญคือท่าทีและบทบาทของ ศอ.บต.คือส่งเสริมสนับสนุนอย่าเป็นผู้ปฏิบัติ ถ้าเป็นผู้ปฏิบัติจะมีความขัดแย้ง”
          นายซูการ์โน มะทา ถาม ศอ.บต. อ้างถึงคำถามของไครียะห์ ระหมันยะ ที่ถามว่า ศอ.บต.จะยุติการ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13 – 23 ธันวาคม 2563 นี้ได้หรือไม่ เพราะมีประชาชนคัดค้าน
          ตัวแทน ศอ.บต. กล่าวว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นนั้นดำเนินการโดยบริษัทเอกชนทั้งหมด ศอ.บต. ไม่มีอำนาจใดๆที่จะระงับหรือสั่งให้หยุดได้ แต่รับปากว่าจะช่วยประสานกับภาคเอกชน

แถลงการณ์พรรคร่วมฝ่ายค้าน

          7 ธันวาคม 2564 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคประชาชาติ ร่วมประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยมีหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน 6 พรรค และมีการออกแถลงการณ์ร่วมกันเรื่อง การทำงานพรรคร่วมฝ่ายค้านและความล้มเหลวของรัฐบาลในรอบปี 2564 โดยเป็นการแถลงผลการทำงานในรอบปี รวมถึงการประเมินบทบาทตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลช่วงที่ผ่านมา และการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน และแนวทางการทำงานร่วมกันในอนาคต รวมถึงเป็นการกระชับความสัมพันธ์ภายในพรรคร่วมฝ่ายค้าน ณ โรงแรมเอสซี ปาร์ค กรุงเทพฯ

แถลงการณ์พรรคร่วมฝ่ายค้าน

เรื่อง การทำงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน และความล้มเหลวของรัฐบาลในรอบปี 2564

          พรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ และพรรคพลังปวงชนไทย ได้ร่วมกันทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลตลอดระยะเวลาร่วม 3 ปีที่ผ่านมา โดยอาศัยกลไกในระบบรัฐสภาทั้งการตั้งกระทู้ การยื่นญัตติ ร่วมกันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งสิ้น 3 ครั้ง ได้ยื่นคำร้องต่อองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญหลายเรื่อง เรื่องสำคัญๆหลายเรื่องถูกตีตกโดยองค์กรเหล่านั้นอย่างน่าเสียดาย อาทิ เรื่องการถวายสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ใช้บ้านพักอาศัยเป็นสวัสดิการของทางราชการในกรมทหาร แม้ว่าจะเกษียณอายุราชการมาแล้ว การมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช. ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เป็นต้น นอกจากนี้แต่ละพรรคยังได้ทำหน้าที่ตนในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับรัฐบาลมาโดยตลอด

จากการประมวลสรุปผลการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในรอบปี 2564 พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นร่วมกันว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลมีความผิดพลาดล้มเหลวในหลายด้าน ได้แก่

  1. ภาวะความเป็นผู้นำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความบกพร่องติดกับดักการใช้อำนาจจนเคยชิน ทำให้การตัดสินใจในหลายเรื่องขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังเช่น การพยายามใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลด้วยการให้อำนาจเจ้าของค่ายมือถือระงับการใช้อินเทอร์เน็ตของบุคคลจนถูกประชาชนฟ้องคดีต่อศาล สุดท้ายก็มากลับลำยกเลิกคำสั่งดังกล่าว อีกกรณีหนึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องจากเมื่อครั้งที่ตนเองเป็นหัวหน้า คสช. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองทองอัคราจนถูกฟ้องคดีต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เมื่อสถานการณ์เพียงพล้ำจนอาจต้องจ่ายเงินให้บริษัทนับหมื่นล้านสุดท้ายก็ยอมอนุญาตให้เปิดเหมืองและเพิ่มพื้นที่อีกจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็ใช้งบประมาณแผ่นดินไปต่อสู้คดีนี้อีกหลายร้อยล้านบาท สิ่งนี้คือความบกพร่องในภาวะผู้นำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เห็นได้ชัดเจน

 

  1. ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน จะเห็นได้ว่าผลการวิจัยของหลายองค์กรพบว่าในสมัยรัฐบาลนี้มีการทุจริตคอร์รัปชันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่กลับพบว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบทั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินกลับไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบการทุจริตให้เห็นเป็นรูปธรรมได้แม้แต่เรื่องเดียว โดยที่เป็นข่าวครึกโครมคือ กรณีการจัดซื้อถุงมือยางขององค์การคลังสินค้า (กระทรวงพาณิชย์) ซึ่งรัฐเสียหายนับแสนล้านบาท และมีข้อกล่าวหาว่ามีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่เรื่องกลับเงียบหาย รวมถึงการยื่นตรวจสอบรัฐมนตรีจากกรณีการผลักดันการซื้อขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมอำเภอจะนะ ส่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และการยื่นตรวจสอบข้อพิพาทสัมปทานดาวเทียมไทยคม นอกจากนี้ยังมีเรื่อง การทุจริตจัดซื้อชุดตรวจโควิด-19 ATK การทุจริตจัดซื้อวัคซีน การทุจริตการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพซึ่งมีหลายเรื่องการทุจริตในการประมูลก่อสร้างเตาเผาขยะมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร เป็นต้น เรื่องการทุจริตเหล่านี้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบแล้ว อาทิ การบุกรุกที่ดินการรถไฟเขากระโดง เนื้อที่ 5,000 ไร่เศษ หรือการประมูลขายยางโล๊ะสต๊อก 1.04 แสนตัน เป็นต้น บางเรื่องก็เสนอข้อมูลผ่านสื่อมวลชนและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ไม่เคยทราบถึงความคืบหน้าในการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลย

 

  1. ความล้มเหลวในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รัฐบาลประเมินการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่ำกว่าความเป็นจริงและขาดองค์ความรู้ จึงขาดมาตรการเตรียมความพร้อมทำให้ตัดสินใจผิดพลาดจนทำให้การระบาดขยายวงกว้างจนระบบสาธารณสุขมีไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยได้ ถึงขนาดต้องให้ผู้ป่วยรักษาตัวเองที่บ้าน บางคนทนไม่ไหวถึงกับนอนตายนอกบ้านหลายรายขณะที่การจัดการเรื่องวัคซีนก็มีความผิดพลาดไม่ทันต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดจนมีผู้ติดเชื้อเกินกว่า 20,000 คนต่อวัน จนปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อสะสมนับแต่เมษายน 2564 กว่า 2 ล้านคน และผู้เสียชีวิตกว่า 20,000 คน ขณะที่มาตรการในการป้องกันและควบคุมโรคก็ไม่แน่นอน กลับไปกลับมา ส่งผลให้ประชาชนต้องตกงานจำนวนมาก ธุรกิจต้องปิดกิจการ ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำอยู่แล้วต้องทรุดตัวลงต่ำสุดในรอบกว่า 20 ปี

 

  1. การใช้และบริหารงบประมาณที่ผิดพลาด ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในขณะที่รัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมากแต่เงินที่ได้มากลับไม่สามารถจัดสรรให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีการใช้งบประมาณไปเพื่อการหาเสียงจำนวนมาก แทนที่จะใช้งบประมาณเพื่อรองรับระบบสาธารณสุขประเทศ กลับใช้เพื่อการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทั้งที่ไม่มีสถานการณ์ของการสู้รบใดๆ รัฐบาลนี้ถือเป็นรัฐบาลที่กู้เงินสูงสุดกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา แต่กลับไม่สามารถนำเม็ดเงินมาบริหารจัดการให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้ และไม่สามารถทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ ขณะเดียวกันกลับพบว่ามีข่าวทุจริตคอร์รัปชันไปทั่ว มีการกู้เงินจนสุดเพดาน ถึงขนาดที่ต้องมีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ

 

  1. ความล้มเหลวในการปฏิรูปการเมือง ทำลายระบบนิติรัฐนิติธรรม การปฏิรูปการเมืองที่พลเอกประยุทธ์กล่าวอ้าง เป็นเพียงลมปาก ปราศจากความคืบหน้าให้เห็นเป็นรูปธรรม ในทางกลับกัน พฤติกรรมของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์กลับทำในทิศทางตรงกันข้าม ทำให้การเมืองถอยหลัง ทั้งความพยายามทุกทางในการสืบทอดอำนาจของตนเอง ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการทำลายระบบรัฐสภาด้วยการทำลายพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม มีการซื้อตัวนักการเมือง มีการกระทำการให้มีการยุบพรรค ย้ายพรรค ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นตามวิธีการประชาธิปไตย ทำให้ระบบรัฐสภาถูกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นรอยด่างว่าเป็นเพียงเวทีสำหรับนักการเมืองเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดคือการทำลายการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

  1. รัฐบาลคุกคามและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน มุ่งใช้กฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้ผันตัวเองจากหัวหน้า คสช. ซึ่งมาจากการยึดอำนาจมาสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญที่สร้างความได้เปรียบให้ตนเองในการเลือกตั้ง แม้สถานการณ์ของประเทศจะมีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลไกในระบบกฎหมายของประเทศโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ในส่วนของรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเองก็ขาดจิตสำนึกประชาธิปไตย ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เมื่อมีการแสดงออกทางการเมืองหรือการชุมนุมจึงมักเห็นภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุมอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังมีเจตนาในการบิดเบือนการใช้กฏหมายเกี่ยวกับความมั่นคง มาดำเนินคดีกับประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติ ทำให้เกิดการดำเนินคดีกับประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม จนมีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รัฐบาลเองมีปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารและใช้กลไกของกระทรวงดีอีเอส เพื่อมุ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนบนข้ออ้างของการต่อต้านข่าวปลอม

.

  1. ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ผู้นำหรือตัวนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่กลับไม่มีความเข้าใจถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ประเทศยากจน ประชาชนเจ็บป่วยโดยถ้วนหน้า เศรษฐกิจของประเทศไทยยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จากเสาหลักของเอเชียกลายเป็นเสาที่หักล้มลงจากบริหารงานของรัฐบาล อุ้มชูคนรวยซึ่งเป็นส่วนน้อยของประชาชนในประเทศ บดขยี้คนจนที่เป็นส่วนมากของประชาชนในประเทศ พาคนไทยเข้าสู่การเสื่อมถอยและสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ทำลายสถิติการกู้เงิน ทำลายสถิติการขาดดุลงบประมาณ ทำลายสถิติการสร้างคนจน ทำลายสถิติหนี้สาธารณะหนี้ครัวเรือน เกิดปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคการเกษตร หยุดชะงักพร้อมกัน การจัดเก็บรายได้ของรัฐต่ำกว่าประมาณการเกือบทุกปี งบประมาณปี 2565 ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิดในปัจจุบัน เป็นงบประมาณที่ผิดที่ ผิดทิศ ผิดทาง และผิดเวลา การใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 2 ฉบับ มีปัญหาทั้งในมิติของมาตรการและความล่าช้าในการเบิกจ่าย กลายเป็นการแจกหว่านแหไร้ทิศทาง ไม่สามารถประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติได้ จนทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยเสียหายเป็นอันดับต้นๆของโลก และยังเป็นเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าอันดับท้ายๆของโลก อีกทั้งรัฐบาลยังไร้ทิศทางว่าจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างไร

 

  1. ความล้มเหลวด้านการปฏิรูปการศึกษา 7 ปีที่ผ่านมา เด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษา 1.3 ล้านคน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาพุ่งสูง เด็กยากจนถูกปล่อยให้ไร้โอกาส โดยรัฐไร้การเหลียวแล ยิ่งในช่วงโควิด-19 เด็กจบใหม่ไร้อนาคต ไร้ฝัน ไร้งาน คนตกงานกว่า 9 แสนคน การวัดผลคะแนนและการประเมินของเด็กไทยในระดับโลกตกต่ำทุกด้านทั้ง PISA และล่าสุดผลสอบด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษของเด็กไทยปี 2564 ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

 

  1. ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมร้ายแรง จะเห็นได้ว่าปัญหายาเสพติดภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้มีความรุนแรงและแพร่ระบาดไปทั่ว มีการขนส่งยาเสพติดล็อตใหญ่ๆ จำนวนมาก ทั้งขนส่งเข้ามายังประเทศไทยและส่งออกไปยังต่างประเทศจนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ขณะที่ข่าวการจับยาเสพติดมีเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการสอบสวนกลับไม่สามารถเอาผิดได้ เช่นเดียวกับปัญหาอาชญากรรมที่มีมากขึ้นรายวัน ประชาชนไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

          ข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของความผิดพลาด ล้มเหลว และส่อทุจริตของรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างมีเอกภาพและมีความเข้มข้นต่อไป ทั้งในเรื่องความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ความล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศ รวมถึงพฤติกรรมการบริหารประเทศแบบลุแก่อำนาจ เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง และเนื่องจากระยะเวลานี้น่าจะเป็นช่วงสุดท้ายของรัฐบาลนี้ ใกล้ที่จะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป เราจะจับตาและให้ความสำคัญต่อการเอาเปรียบทางการเมือง ทั้งในทางกฎหมายและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เพื่อการสืบทอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อไปอีก

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รุดเยี่ยมพี่น้องชาวจะนะ 36 คน ถูกควบคุมตัวมาที่สโมสรตำรวจ หลังจากมาทวงสัญญาจากรัฐบาลที่หน้าทำเนียบ

          วันที่ 6 ธันวาคม 2564 เวลา 23.30 น. พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคประชาชาติ เดินทางไปเยี่ยมพี่น้องกลุ่มเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นทันที ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ภายในสโมสรตำรวจ หลังทราบว่าถูกเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

         โดยได้เข้าเยี่ยมพี่น้องชาวจะนะจำนวน 36 คนที่ถูกควบคุมตัวมาที่สโมสรตำรวจและพยายามเจรจาให้ปล่อยตัวชาวบ้านโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ เพราะเขาเดินทางมาเพื่อเรียกร้องให้ได้มีชีวิตบนทรัพยากรในท้องถิ่นตนเอง ซึ่งรัฐบาลต้องรับฟัง

         พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวว่า ที่เป็นห่วงคือมีเด็ก สตรี และผู้สูงอายุอยู่ด้วย ชาวบ้านแค่มาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญคือเขาเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ เพราะเขากลัวว่าจะต้องพรากจากแผ่นดินที่เกิดจากการพัฒนาของรัฐ และเป็นห่วงการควบคุมตัวว่าบางทีเจ้าหน้าที่อาจไม่เข้าใจเรื่องวัฒนธรรมและอาหารการกิน