พรรคประชาชาติ ส่ง “ธนัญญรัชช์ เศรษฐาธิรัชฎ์” ร่วมเวที นโยบายพรรคการเมือง ที่มีต่อการแก้ไขปัญหาประมงทะเล

(วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพฯ ว่า นางสาวธนัญญรัชช์ เศรษฐาธิรัชฎ์ คณะทำงานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคประชาชาติ ในฐานะ ตัวแทน พรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายไชยพล เดชตระกูล คณะทำงานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคประชาชาติ และ นายพิทยบรรณ ว่องปรีชา เดินทางมาร่วม เดินทางมาร่วมเวทีการนำเสรอในหัวข้อ นโยบายพรรคการเมืองที่มีต่อการแก้ไขปัญหาประมงทะเลของพรรคการเมือง จัดโดย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย โดยมีแกนนำและตัวแทนพรรคการเมืองต่าง ๆ รวมถึงสมาชิกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมอย่างคึกคัก โดย นางสาวธนัญญรัชช์ เศรษฐาธิรัชฎ์ เปิดเผยว่า ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานมาโดยตลอด เพื่อช่วยเหลือชาวประมง เมื่อเจอข้อบังคับของ IUU Fishing ทำให้เรือประมงนอกน่านน้ำทุกลำต้องกลับเข้าฝั่งไทย จึงมีเสียงเรียกร้องให้รัฐเร่งหาแนวทางแก้ไข จึงต้องการให้รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้ หันกลับมาหาแนวทางที่ชัดเจนต่อไป

นางสาวธนัญญรัชช์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชาติ มีนโยบายช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ทำอาชีพประมง ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบาย นำโดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ที่มุ่งแก้ไขปัญหาประมง และขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งต้องเยียวยา ฟื้นฟูอาชีพประมงในทุกมิติ มีการจัดตั้งกองทุนประมงเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งต้องพัฒนาการประมงในมิติที่เกี่ยวข้องกับทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ การเจรจาเรื่องความร่วมมือทางการประมงในภูมิภาคอาเซียน อาทิ อินโดนีเซีย ไม่ใช่เพียงแต่การแก้กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินการในทุกมิติ ครบถ้วนรอบด้าน ที่ผ่านมา พรรคประชาชาติ มีส่วนร่วมในการแก้ไขบทลงโทษ และค่าปรับ ใน 2 มาตรา ทั้งเรื่อง ค่าปรับประมงชายฝั่ง เรื่องใบอนุญาต และค่าปรับการประมงนอกน่านน้ำ จาก พ.ร.ก.ประมง พ.ศ. 2558 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 มาตรา 30 ที่มีอัตราโทษสูงสุด 30 ล้านบาท ในมาตรา 15 ลดลงเหลือ ค่าปรับ 5,000-1,000,000.- บาท และเรื่องการดัดแปลงเครื่องมือประมง ในมาตรา 132 ที่มี 4 ช่วงปรับ พรรคประชาชาติ ได้ร่วมแก้ไขข้อกฎหมายในมาตรา 16 ค่าปรับ 5,000-1,000,000.- บาท รวมถึงต้องมีการกระจายอำนาจความยุติธรรม สิทธิ์ ความเสมอภาคของการเป็นมนุษย์ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ให้กับชาวประมงอย่างยั่งยืนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากเสร็จสิ้นการแสดงวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในเวลา 17.30น. ทางสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือข้อมูลความความเดือดร้อนของชาวประมง กรณีเรือประมงพาณิชย์ถูกดำเนินคดีจากการทำการประมงในพื้นที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จำนวน 15 คดี เรือจำนวน 27 ลำ ให้กับพรรคประชาชาติ ถึง พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ โดยมี นางสาวธนัญญรัชช์ เศรษฐาธิรัชฎ์ , นายไชยพล เดชตระกูล คณะทำงานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคประชาชาติ และ นายพิทยบรรณ ว่องปรีชา เป็นผู้รับมอบ

#ประชาชนประชาชาติ

“ประชาชาติ” ร่วมรณรงค์ปลอดควันพิษจากไฟป่า

(24 กุมภาพันธ์ 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมนตรี บุญจรัส กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และ รองโฆษกพรรคประชาชาติ และที่ปรึกษากรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม และ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ว่า

“วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) เป็น วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า สาเหตุของไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์แทบทั้งสิ้น และควันจากไฟป่าก็ส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของมนุษย์เองทั้งต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิต ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีนั้นเป็นช่วงที่ตรวจพบการเผาป่ามากที่สุด คงจะเห็นได้จากข่าว รวมถึงความพยายามป้องกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะถ้าเกิดไฟป่าขึ้นที่ใด มักทำให้พื้นที่บริเวณนั้นและใกล้เคียงประสบปัญหาที่ตามมาด้วย นั่นคือ ฝุ่นควันของไฟป่าที่อาจจะส่งผลกระทบสุขภาพ”

“เราทุกคน ต้องช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชน และเกษตรกร งดการจุดไฟเผาป่า เพื่อลดควันไฟที่เกิดจากการเผาป่า สร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักให้แก่ประชาชน นักเรียน นักศึกษา หน่วยราชการ องค์กรเอกชน ถึงอันตรายและผลกระทบของควันที่เกิดจากไฟป่า และยังจะช่วยป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ครับ” นายมนตรี ระบุ

#ประชาชนประชาชาติ

“พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง” ร่วมเดินทางมาแสดงความยินดี “ก้าวสู่ปีที่ 43 ฐานเศรษฐกิจ”

(23 กุมภาพันธ์ 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายมนตรี บุญจรัส คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และรองโฆษกพรรคประชาชาติ, นายไชยพล เดชตระกูล และ นายพลรักษ์ รักษาพล ในฐานะคณะทำงานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคประชาชาติ และ นายพิทยบรรณ ว่องปรีชา ร่วมเดินทางมาแสดงความยินดี “ก้าวสู่ปีที่ 43 ฐานเศรษฐกิจ” โดยมี คณะผู้บริหารฐานเศรษฐกิจ และสื่อในเครือเนชั่น กรุ๊ป ให้การต้อนรับ ณ อาคารอินเตอร์ลิงค์ เขตบางนา กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังได้มีการร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น และประเมินทิศทางสถานการณ์ทางการเมือง ปี 2566 ด้วย

#ประชาชนประชาชาติ

“ทวี” แลกเปลี่ยนความเห็นนิสิต ม.เกษตรฯ เสวนาล้อมวงเล่าเหลานโยบาย

(20 กุมภาพันธ์ 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ว่า เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายมนตรี บุญจรัส กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และรองโฆษกพรรคประชาชาติ นางสาวธนัญญรัชช์ เศรษฐาธิรัชฎ์ นายไชยพล เดชตระกูล นายพลรักษ์ รักษาพล คณะทำงานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคประชาชาติ รวมทั้งกลุ่มเยาวชนนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สนับสนุนพรรคประชาชาติ ร่วมงานเทศกาลแห่งความรัก(ษ์) จัดโดย องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ภายใน มีการเปิดร้านค้าของนิสิต จำหน่ายต้นไม้-อาหาร ตลาดนัด และการอบรมปฏิบัติการต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีการพบปะแลกเปลี่ยนความเห็น ระหว่างนิสิต-นักศึกษา ในกิจกรรม “ล้อมวงเล่าเหลานโยบาย” ณ บริเวณหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ด้วย

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง กล่าวแสดงทัศนะในกิจกรรม “ล้อมวงเล่าเหลานโยบาย” ว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองได้ร่วมเรียกร้อง พรบ.อากาศสะอาด เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องตายแบบผ่อนส่ง แต่สุดท้ายรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญจนหมดสมัยประชุม และมองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมแก้ไขได้ยากแต่จำเป็นต้องทำ ควรออกแบบการจัดเก็บภาษีมลพิษ แก่ผู้ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ใช้กลไกทางกฎหมายให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม พร้อมชี้ให้เห็นว่าสิ่งอันตรายที่สุดคือการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยไม่คิดถึงผลกระทบของคนในพื้นที่ เช่น มลภาวะ ขยะพิษ รัฐไม่มีประสิทธิภาพเรื่องนี้ รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่ป่าของรัฐที่เห็นผลว่าป่าลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี

ทั้งนี้นักศึกษาที่ร่วมเวทีต่างสะท่อนความคิดเห็นว่าเห็นด้วยกับที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้นำเสนอ พร้อมระบุว่า ควรเร่งรณรงค์ให้ผู้คนเข้าใจปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไข เพราะการไปโฟกัสที่ปัญหาปากท้องแล้วเอาสิ่งแวดล้อมไว้ข้างหลัง อาจเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน เยาวชนต้องการเห็นรัฐที่แข็งแรง เอาจริงกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอกทวี ยังได้ร่วมเขียนข้อความบนกระดานสนทนาสาธารณะส่งต่อถึงนิสิตนักศึกษาที่เข้ามาร่วมงานบริเวณด้านข้างของหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ว่า “ยุติธรรมถ้วนหน้า ให้ประชาชนเป็นผู้กำหนด” ด้วย ก่อนเดินทางกลับ ในเวลา 19.00น.

#ประชาชนประชาชาติ

“จูฟะห์-วรลักษณ์ ศรีสอาด” สานสัมพันธ์พลังสตรี เพื่อสรรสร้างสังคม

(17 กุมภาพันธ์ 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจากศูนย์การเรียนรู้ ประชาชาติ (Learning Center) ซอยรามคำแหง 59 กรุงเทพฯ ว่า เมื่อเวลา 16.30น. ที่ผ่านมา คุณจูฟะห์-วรลักษณ์ ศรีสอาด เหรัญญิกพรรคประชาชาติ ในฐานะ ผู้บริหารศูนย์อาหารฮาลาล ราม59 มินิพลาซ่า ซอยรามคำแหง 59 กรุงเทพฯ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มสตรี ในพื้นที่กรุงเทพฯ ภายใต้กิจกรรม “สานสัมพันธ์พลังสตรี เพื่อสรรสร้างสังคม” โดยเป็นการจัดกิจกรรมที่มุ่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อพัฒนาบทบาทสตรี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

นางวรลักษณ์ ศรีสอาด ระบุว่า สตรี คือกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคม กิจกรรมในวันนี้ เป็นการประสานงานความร่วมมือ และการสร้างพลังเครือข่าย ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญให้เกิดสภาพแวดล้อมของการสนับสนุนซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาแบบครอบคลุมและการสร้างพลังให้กับสตรีทุกคน ปัจจุบัน บทบาทของสตรี ได้ถูกยกให้เป็นบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทุกเรื่องของสังคม

“การหารือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูลด้านนโยบายของภาคประชาชน รวมถึงการสร้างกรอบการดำเนินงานเพื่อพัฒนางานด้านสตรีและสังคมในอนาคต และนำข้อมูลที่ได้รับไปพัฒนาและประยุกต์ให้มีประสิทธิภาพ และยังช่วยเสริมสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างกันอีกด้วย โดยหลังจากนี้จะมีการจัดกิจกรรม ตลอดทุกสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา” นางวรลักษณ์ ศรีสอาด กล่าว

#ประชาชนประชาชาติ

“ทวี” อัดรัฐต่อสัญญาBEM-เขากระโดง ไม่ไว้วางใจ “นายกฯ-ศักดิ์สยาม”

(15 กุมภาพันธ์ 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อาคารรัฐสภาว่า บรรยากาศการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี​ โดยไม่มีการลงมติ​ ตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย​ พุทธศักราช 2560​ โดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ระหว่างวันที่​ 15-16 กุมภาพันธ์​ 2566 เป็นไปอย่างเข้มข้น

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส. บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ อภิปรายในญัตติอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า การที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแก้ไขสัญญาโครงการทางด่วนขั้นที่ 2A โดยให้ขยายอายุสัญญาสัมปทานออกไปอีก 15 ปี 8 เดือน ให้กับ บริษัท ทางด่วน และ รถไฟฟ้า กรุงเทพ จำกัด หรือ BEM เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 63 ถือเป็นการปล้นสาธารณสมบัติแผ่นดิน รีดเอาทรัพย์กับประชาชน แทนที่จะได้จ่ายค่าทางด่วนถูกลง เพราะถ้าครบสัญญาจะต้องเปิดเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน แต่กลายเป็นอีกไม่กี่ปี ค่าทางด่วนจะถูกปรับเพิ่มขึ้นอีก ทำให้เอกชนกลายเป็นเสือนอนกิน ทั้งที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำตัดสินออกมาแล้ว นายกฯ และ ครม. ได้ดำเนินการอย่างไร และศาลฯก็เห็นด้วยที่ค่าทางด่วนต้องต่ำลง เงินก้อนนี้แทนที่รัฐบาลจะได้ใช้ แค่กลับไปเป็นของคนภายนอกที่เป็นพวกพ้อง

ส่วนปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ทางพรรคประชาชาติ ได้เสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แต่เดิมมาก่อนการประกาศเป็นเขตอุทยานฯ เพื่อให้มีกรรมสิทธิ์อยู่ต่อไปได้ โดยเป็นกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการเงิน เพราะหากรัฐรังแกประชาชนก็ต้องมีการเยียวยา แต่สุดท้ายรัฐบาลไม่รับกฎหมายนี้ นอกจากนี้ยังพูดถึงที่ดินในความดูแลของการรถไฟฯ ด้วย

ในระหว่างนี้ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นประท้วง ขอให้ประธานฯควบคุมการประชุม ขณะที่นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้วินิจฉัยว่า ไม่ผิดข้อบังคับ สามารถพูดต่อได้

จากนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นประท้วงประธาน โดยขอให้ควบคุมการประชุมอย่างเข้มข้น สุดท้าย นายศุภชัย ก็ยังย้ำว่า ผู้อภิปรายยังไม่ผิดข้อบังคับขอให้สมาชิกเข้าใจด้วย

#ประชุมสภา

#ประชาชนประชาชาติ

“พลรักษ์” ชี้ ภาพถ่ายทางการเมือง มีพลวัต-ขับเคลื่อนสังคม

(วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ ว่า เมื่อช่วงค่ำวานนี้ นายพลรักษ์ รักษาพล กรรมการยุทธศาสตร์ฯ พรรคประชาชาติ ในฐานะอดีตผู้อำนวยการฝ่าย Social Media สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม TV24 เดินทางมาร่วมเป็นเกียรติในพิธีประกาศผลรางวัล “สื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2565” (Media Awards 2022) จัดโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ณ ห้องกมลทิพย์ 3 ชั้น 2 โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ

นายพลรักษ์ รักษาพล ระบุว่า “ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกท่าน ทุกสำนักข่าว จากทั้ง 5 ประเภทรางวัลครับ สังคมประชาธิปไตยต้องพร้อมเปิดโอกาสให้ ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกแนวความคิด มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น แสดงการเรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพ ที่ผ่านมาสังคมไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมอยู่ตลอดเวลา ถ้าการเรียกร้องของประชาชนไม่มีสื่อที่จะขยายอย่างกว้างขวางมากขึ้น ในวันที่ประชาชนถูกปิดปาก ประชาชนถูกทำให้เงียบลง มันก็คงเป็นเพียงเท่านั้น บทบาทสื่อมวลชน รวมถึงช่างภาพ ต้องสามารถสื่อภาพความเคลื่อนไหวไปสู่สาธารณะอย่างรวดเร็ว มีคุณภาพ และความรับผิดชอบ ถือว่าเป็นความจำเป็นประการหนึ่งของสังคมไทยต้องการ สื่อมวลชนทำให้เสียงเรียกร้องของประชาชนดังยิ่งขึ้น เนื้อหาต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ และเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นมีพลังในการขับเคลื่อนสังคม ซึ่งรวมถึงภาพถ่ายทางการเมืองต่าง ๆ ภาพถ่ายเหล่านี้มีพลวัต สามารถเล่าเรื่องได้ และเป็นตัวบันทึกความทรงจำ ในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งสามารถจะนำมาถ่ายทอด และสื่อสารทางการเมืองได้ครับ”

#ประชาชนประชาชาติ

นายมนตรี บุญจรัส กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ ในฐานะ ผู้แทนพรรคประชาชาติ ร่วมพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระองค์เดิม)

(วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภาว่า เมื่อเวลา 14.30น. ที่ผ่านมา นายมนตรี บุญจรัส กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ ในฐานะ ผู้แทนพรรคประชาชาติ ร่วมพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระองค์เดิม) มาประดิษฐาน ณ อาคารรัฐสภา โดยมี นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธี

โอกาสนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ถวายพวงมาลัยสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่อัญเชิญมาจากสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จ.นครปฐม โดยมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา คณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา บุคลากรในสังกัดรัฐสภา ร่วมพิธี

#ประชาชนประชาชาติ

พรรคประชาชาติ ส่ง “มนตรี บุญจรัส” เสวนาเวทีผู้นำฝ่ายค้านเพื่อประชาชน ระดมสมอง หาทางออก แก้หนี้ แก้จน เพื่อชีวิตใหม่

(วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก โรงแรมสยามริเวอร์รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ว่า เมื่อเวลา 09.30น. ที่ผ่านมา นายมนตรี บุญจรัส กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และ รองโฆษกพรรคประชาชาติ, ที่ปรึกษากรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม และ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ในฐานะ ผู้แทนพรรคประชาชาติ เดินทางมาเสวนา “โครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน : ระดมสมอง หาทางออก แก้หนี้ แก้จน เพื่อชีวิตใหม่” โดยมีแกนนำและตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ฯลฯ เป็นต้น

นายมนตรี บุญจรัส กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และ รองโฆษกพรรคประชาชาติ ระบุว่า “ภาครัฐควรมุ่งเน้นการให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของประเทศ รวมถึงการลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้

ภาคเกษตรถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยเนื่องจากเป็นต้นทางของปัจจัยในการดำรงชีวิต ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค รวมทั้งยังเป็นแหล่งรองรับแรงงานจากภาคการผลิตอื่น ๆ และไม่ว่าราคาผลผลิตจะตกต่ำอย่างไร เกษตรกรควรต้องมีกำไร การลดต้นทุนการผลิตที่สำคัญ คือ การส่งเสริมสนับสนุนแนวคิดการลดต้นทุนปุ๋ยเคมีให้เป็นศูนย์ ซึ่งประเทศไทยมีแหล่งแร่โพแทสเซียมจำนวนมหาศาล อยู่ที่แอ่งชัยภูมิและแอ่งโคราช รัฐจึงควรเร่งสร้างโรงงานปุ๋ยผลิตเองและนำไปบาร์เตอร์กับแม่ปุ๋ยตัวอื่น ๆ เช่น ไนโตรเจนและ ฟอสฟอรัสจากประเทศผู้ส่งออก และให้ความสำคัญจากผลพลอยได้ แม่ปุ๋ยไนโตรเจน (N) ที่ได้จากการผลิตน้ำมัน สามารถนำมาใช้ในภาคการเกษตรให้มากขึ้น แทนที่จะไปเป็นสารตั้งต้นให้กลุ่มอุตสาหกรรมมากเกินไป เพื่อให้ปุ๋ยในประเทศมีราคาถูก เพื่อมุ่งลดต้นทุนให้เกษตรกร รวมถึงรัฐควรมีนโยบายส่งเสริมเรื่องการคืนสิทธิ์ที่ดินทำกินและโครงการล้างหนี้ให้เกษตรกรตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ด้วย”

นายมนตรี บุญจรัส กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภาครัฐควรดำเนินนโยบายขับเคลื่อนภาคเกษตร ในมิติต่าง ๆ ทั้งการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานของการทำเกษตร การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาระบบขนส่ง ทั้งระบบขนส่งทางรางและท่าเรือน้ำลึก การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาช่องทางการตลาดที่หลากหลาย ตลอดจนการแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่ออาชีพเกษตรกรครับ”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายมนตรี บุญจรัส กรรมการบริหารพรรคประชาชาติ และ รองโฆษกพรรคประชาชาติ ได้เดินเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านดอนกอก หมู่ที่7 ตำบลโคกสะอาด อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งดำเนินโครงการปลูกสมุนไพรและขยายพันธุ์สมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ ศรีไพรเฮิร์บ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสมุนไพรและสมุนไพรมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ Organic Thailand ด้วย ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรแบบอินทรีย์ จังหวัดชัยภูมิ มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ กลุ่มมีความพร้อม มีศักยภาพการบริหารจัดการภายในกลุ่ม สามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ มีส่วนร่วมของสมาชิก มีความเป็นเอกภาพ และเห็นประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน

นอกจากนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยังได้ร่วมกันรับหนังสือร้องเรียน ความเดือดร้อนจากกลุ่มพี่น้องเกษตรกรบึงละหาน จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของประเทศไทย มีเนื้อที่ 29.09 ตารางกิโลเมตร และ กลุ่มเกษตรกร บ้านซาด ตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ รวมทั้งรับเรื่องร้องเรียนปัญหาคลองส่งน้ำชลประทาน ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิด้วย

#ประชาชนประชาชาติ

“ทวี” ย้ำร่างฯ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ ต้องยึดโยงประชาชน-สิทธิมนุษยชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ “ให้ยึดโยงประชาชนและสิทธิมนุษยชน”

พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง กับ ส.ส.พรรคประชาชาติ และคณะ ได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 กำหนดให้พื้นที่ที่จะกำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ต้องมิได้เป็นที่ดินที่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือกฎหมายอื่นหรือต้องมิได้เป็นที่ดินที่มีประชาชนอยู่อาศัย ทำกินหรือครอบครองทำประโยชน์มาก่อนการกำหนดให้เป็นพื้นที่ป่าสวนแห่งชาติ และกำหนดให้พื้นที่ที่ประชาชนอยู่อาศัย ทำกินหรือครอบครองทำประโยชน์มาก่อนให้เพิกถอนแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ทับซ้อนออกและให้กรมที่ดินดำเนินการออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือสิทธิครอบครองตามกฎหมายหรือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรองสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดิน

นอกจากนี้ กำหนดให้การพิจารณาอนุญาตเพื่อให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมพิจารณา โดยให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วย ตามหลักการสิทธิชุมชนตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งชุมชนย่อมมีสิทธิจัดการ บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วย

ปัจจุบัน พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ ในพื้นที่ 77 จังหวัด มีพื้นที่ตามความเป็นจริงทั้งหมดประมาณ 60,379,343.94 ไร่ (แต่พื้นที่ตามประกาศท้ายกฎหมายก่อนทำการปรับปรุงฯประมาณ 146,376,720.90ไร่) แบ่งตามแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลางประมาณ 4,177,584.76 ไร่ ภาคตะวันออกประมาณ 1,863,461.61 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 12,395,887.17 ไร่ ภาคใต้ประมาณ 4,479,425.77 ไร่ ภาคใต้และภาคใต้ชายแดนประมาณ 1,561,206.85 ไร่ และภาคเหนือประมาณ 35,901,777.78 ไร่

ร่างได้เสนอแก้ไขการอนุญาตตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ที่ให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และปัญหาพื้นที่ที่หมดอายุการอนุญาต การดำเนินการ และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2546 มีผลบังคับใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดกระบี่ จังหวัดนครศรีธรรมราช และ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยแก้ไขเพิ่มเติมว่า

“การขออนุญาตและการอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมพิจารณา โดยให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวด้วย ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

เหตุที่ต้องมีการแก้ไข ในการพิจารณาการใช้ประโยชน์เพื่อให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมพิจารณา และประชาชน ชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์นำจัดสรรที่ดินให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองและเป็นคนในพื้นที่เป็นหลัก หรือนำพื้นที่ไปจัดการให้เป็นป่าชุมชน ฟื้นฟูสภาพป่า ป่าในเมือง หรือป่าเศรษฐกิจชุมชน

ปัจจุบันกรมป่าไม้ได้อนุญาตผู้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ รวมทั้งหมด 8,119 ราย แบ่งเป็น ส่วนราชการ 6,467 ราย และภาคเอกชน 1,652 ราย ในพื้นที่มากเกือบ 4 ล้านไร่ ( ข้อมูลที่รวบรวมยังไม่ครบทุกแปลงประมาณ 3.79 ล้านไร่ ) ที่รัฐให้เช่าในราคาถูกมากๆ บางแปลงไร่ละ 50 สตางค์/ปี ในจำนวนนี้ มีการอนุญาตให้นายทุนเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันและปลูกยางพารา 115 ราย ในพื้นที่กว่า 222,322.26 ไร่ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากยังไร้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย

#ประชาชนประชาชาติ