พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หารือ ผู้แทนรัฐบาลกาต้าร์ ขยายผลการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) ในระดับโลก

(30 ตุลาคม 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจากห้องรับรองชั้น 3 อาคารกระทรวงยุติธรรม ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำคณะผู้บริหารและข้าราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ให้การต้อนรับ พลจัตวา ดร.อับดุลลา ยูซุฟ อัล-มาล (His Excellency Major General Dr. Abdulla Yusuf Al-mal) ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐกาตาร์ ในฐานะผู้แทนรัฐบาลกาต้าร์ และคณะ โดยต่างแสดงความยินดีที่ได้พบกันเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือให้ใกล้ชิดกัน และหารือความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย และรัฐกาต้าร์ เกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานและการขยายผลการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) ในระดับโลก

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับการมาเยือนประเทศไทยของคณะผู้แทนจากรัฐบาลกาตาร์ในวันนี้ ประเทศไทยและรัฐกาตาร์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด และขอบคุณรัฐบาลกาตาร์ในการสนับสนุนภารกิจของภารกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยเฉพาะการสนับสนุนการดำเนินงานของสโมสรกีฬา Bounce Be Good (BBG) นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสืบสานพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ในการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง และการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) จึงหวังว่ารัฐบาลกาตาร์จะสนับสนุน การดำเนินโครงการพัฒนายุทธศาสตร์รายภูมิภาคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลักดันมาตรฐาน การอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) ไปสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืนในระดับสากลร่วมกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยต่อไป

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้

1.) ปฏิญญาโดฮา (Doha Declaration) ซึ่งเป็นผลผลิตสำคัญของการประชุมสหประชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (UN Crime Congress) สมัยที่ 13 ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ถือเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญและเป็นแนวทาง ในการยกระดับการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของโลก ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมหลักนิติธรรม การเข้าถึงความยุติธรรมและการส่งเสริมบทบาทของกระทรวงยุติธรรมในการมุ่งเน้นการป้องกันและรับมือกับปัญหาอาชญากรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

2.) นโยบายของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีนโยบายสำคัญ มุ่งฟื้นฟูหลักนิติธรรม ให้มีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม และเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศในการส่งเสริมและสนับสนุนอนุมัติข้อกำหนดกรุงเทพ ด้วยการ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง และมาตราการที่ไม่ใช่การคุมขัง ส่งผลกระทบในด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรม ทางอาญาในกลุ่มผู้เปราะบาง การบำบัดและฟื้นฟูผู้ต้องขังเพื่อไม่ให้กลับไปกระทำผิดซ้ำ และการให้โอกาสแก่ผู้พ้นโทษให้กลับคืนสู่สังคม ได้อย่างปกติสุข ซึ่งถือเป็นการลงทุนในการสร้างมนุษย์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดมูลค่าในการเชิงสังคม และเศรษฐกิจ และความมั่นคงในชีวิตที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ นโยบายสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ 3.) การฝึกฝนอบรมบุคลากรให้มีความพร้อมในการรับมือกับอาชญากรรมที่มีความซับซ้อน โดยสถาบันการสอบสวนคดีพิเศษ (DSI Academy) มีภารกิจในการพัฒนาทักษะของบุคลากรในด้านการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ ให้สามารถรับมือกับอาชญากรรมที่มีซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเยือนประเทศไทยของจากรัฐบาลกาตาร์ และการไปเยี่ยมชม DSI Academy ในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสในการกระชับความสัมพันธ์กับรัฐกาตาร์ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้าน การพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมร่วมกันต่อไปในอนาคต


หลังเสร็จสิ้นการหารือ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มอบผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้ต้องขัง ให้กับ พลจัตวา ดร.อับดุลลา ยูซุฟ อัล-มาล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐกาตาร์ เป็นที่ระลึก ก่อนจะเดินทางไปเยี่ยมชมและศึกษาการปฏิบัติงาน ณ สถาบันการสอบสวนคดีพิเศษ DSI Academy ในช่วงบ่าย และในวันพรุ่งนี้ (31 ตุลาคม 2566) ที่ ทัณฑสถานหญิงกลาง เวลา 10.00 น.

#ประชาชนประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หารือ คกก.แก้ปัญหาพีมูฟ เคาะแนวทางช่วยประชาชน

(20 ตุลาคม 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจากห้องประชุม 10-01 ชั้น 10 กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ว่า เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา มีการหารือแนวทางการขับเคลื่อนงาน
ของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แนวทางการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ กลุ่มพีมูฟ ซึ่งมี พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานอนุกรรมการฯ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน โดยมีคณะผู้บริหาร กระทรวงยุติธรรม ในฐานะ คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือด้วย

ทั้งนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะฯ มีการหารือที่มุ่งให้น้ำหนักการช่วยเหลือประชาชาชนและราษฎรซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการด้านนโยบายของรัฐ อาทิ ปัญหาการออกกฏหมายที่ดินหรือป่าไม้ที่มีพื้นที่ซ้อนทับกับชาวบ้านที่เป็นที่ทำกินอยู่เดิม และให้ช่วยเหลือคดีที่ไม่เป็นธรรมทั้งปวง โดยให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด ทั้งการดำเนินการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายเกี่ยวกับคดีที่ดินป่าไม้ รวมทั้งหารือและรับฟังข้อเสนอที่กลุ่มพีมูฟเสนอขอใช้ระบบไต่สวนและลูกขุนในการพิจารณาคดีแทนระบบกล่าวหา ในคดีที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและคดีที่เกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากร ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในวันนี้ถือเป็นการหารือครั้งแรก ก่อนที่จะมีการประชุมนัดแรกต่อไป

#ประชาชนประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประธานพิธีฌาปนกิจ “น้องหนุงหนิง” เหยื่อเหตุยิงสยามพารากอน

(19 ตุลาคม 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.00น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำคณะผู้บริหาร และข้าราชการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาร่วมพิธีฌาปนกิจ น.ส.เพ็ญพิวรรณ มิตรธรรมพิทักษ์ หรือ น้องหนุงหนิง ผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์รุนแรงในศูนย์การค้าสยามพารากอน โดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้มอบเงินเยียวยาแก่ นางเพ็ญศรี มิตรธรรมพิทักษ์ อายุ 72 ปี ซึ่งเป็นมารดา น.ส.เพ็ญพิวรรณ มิตรธรรมพิทักษ์ หรือ น้องหนุงหนิง ซึ่ง พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เป็นประธานในพิธีฌาปนกิจ ร่วมกับแบมแบม วง I GOT7 โดยมี คุณแม่จุ๋ม กชกร มารดา คุณแบมแบม เดินทางมาเป็นผู้แทน ก่อนจะมีพิธีประชุมเพลิง ณ วัดบางไผ่ พระอารามหลวง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า วันนี้มาร่วมไว้อาลัยในงานศพของน้องหนุงหนิง ที่ครั้งแรกได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อมาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่สยามพารากอน และมาร่วมงานฌาปนกิจศพในวันนี้ ทางรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเศรษฐา ทวีสิน มอบหมายให้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมมาเป็นตัวแทน ซึ่งทางรัฐบาลก็แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และในส่วนที่เราจะต้องดูแลก็คือคุณแม่ เนื่องจากครอบครัวนี้มีลูกคนเดียวแม่อยู่กับลูกตลอด พอลูกเสียชีวิต และคุณแม่ก็อายุ 70 กว่าปี ก็ไม่มีใครดูแลคุณแม่ สิ่งที่ทางรัฐบาลทำก็คือเรื่องการตามกฎหมาย น้องหนุงหนิงถือว่าเป็นผู้เสียหาย เป็นเหยื่อจากการกระทำผิด ในช่วงแรกถ้าบาดเจ็บกฎหมายกำหนดเพดานว่า ถ้าผู้บาดเจ็บจะช่วยเหลือได้ 50,000 บาท และถ้าเสียชีวิตก็จะได้ 200,000 บาท ส่วนการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิดก็ได้ดำเนินการตามกระบวนการกฏหมาย กระบวนการยุติธรรม ตอนนี้ผู้กระทำความผิดยังถูกอำนาจศาลยังไม่ให้ประกัน ตนก็ได้เข้าไปดูแลเรื่องการช่วยเหลืออาการบาดเจ็บ ก็ต้องจ่ายเงินในการเยียวยา สิ่งที่เป็นไปได้ก็อยากจะดูแลให้มากที่สุด ส่วนการดูแลจากรัฐบาลที่ยังมีกองทุนอีกต่างหาก ในกรณีนี้ก็จะมีกองทุน ก็จะมีห้างเอกชนที่เขาเกิดเหตุก็จะมาช่วยเหลือ แต่ว่าคุณแม่ต้องมาอยู่กับญาติ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น และเมื่อมีเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้น ก็จะมีการป้องกันและระวังในอนาคต เอาเหตุการณ์นี้ไว้เป็นบทเรียน ว่าถ้าหากเกิดเหตุการณ์เผชิญหน้า ซึ่งไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียว หลายๆประเทศก็จะเกิด เพราะเราไม่รู้ว่าภาวะปกติของคนที่มีภาวะทางจิตใจ แล้วมาทำกับคนที่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน ถ้าดูจากวิถีชีวิตน้องหนุงหนิงก็ทำงาน เลิก 16.00 น. ออกไปกินข้าว และชีวิตเขาก็ผูกอยู่กับคุณแม่

“ผู้เสียชีวิตตอนแรกเข้าเกณฑ์ผู้บาดเจ็บ ทางกระทรวงยุติธรรมช่วยเหลือเยียวยา 50,000 บาท หลังจากนั้นมาเสียชีวิตก็จะได้เพิ่มอีก 200,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามข้อกฎหมาย ส่วนตัวเด็กชายที่ก่อเหตุนั้น หลังศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงต้องอยู่ในความดูแลของทางกรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งได้ส่งเด็กชายไปตรวจสภาพจิตใจที่โรงพยาบาลสถาบันราชนครินทร์และปัจจุบัน ยังอยู่ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ถือเป็นข้อมูลของคนไข้ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนขั้นตอนต่อไปนั้นทางแพทย์ที่ดูแลรักษาจะเป็นผู้วินิจฉัยต่อไปว่าเด็กชายคนดังกล่าว มีอาการป่วยทางจิตหรือต้องเข้ารับการรักษาอย่างไร ใช้เวลาแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จำเป็นต้องรอและเคารพความเห็นของแพทย์” พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

#ประชาชนประชาชาติ

“พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบ “กูเฮง ยาวอหะซัน”เลขานุการรัฐมนตรี เยือนมาเลเซีย รับเรื่องร้องเรียน จากกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารไทย-ร้านต้มยำกุ้ง

(18 ตุลาคม 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบหมาย นายกูเฮง ยาวอหะซันเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อรับเรื่องร้องเรียนและรับฟังปัญหาจากกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารไทย-ร้านต้มยำกุ้ง กลุ่มแม่บ้าน อาจารย์-นักศึกษามหาวิทยาลัย กว่า 30 คน เพื่อไปสู่การแก้ไขต่อไป

นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การเดินทางในครั้งนี้เป็นดำริของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้มีติดตามการแก้ไขปัญหาและรับเรื่องความเดือดร้อนของคนไทยในมาเลเซีย สืบเนื่องจาก ช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง ได้นำผู้สมัคร สส และกรรมการบริหารพรรคประชาชาติมาพบปะและร่วมละศีลอดร่วมกันที่จัดโดยสมาคมต้มยำในมาเลเซียพร้อมรับฟังปัญหาต่างๆ

“จากการรับฟังเสียงสะท้อนของกลุ่มนักศึกษา ระบุว่า ปัจจุบันการดำเนินการทำวีซ่าของ นักศึกษามีความรวดเร็วและสะดวกขึ้น” นายกูเฮง กล่าว

นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวด้วยว่า จะนำเรื่องที่ได้รับร้องเรียนรับฟังปัญหาในครั้งนี้ ไปรายงานให้กับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต่อไป โดยมุ่งที่จะดำเนินการแก้ไขในส่วนที่ยังมีปัญหาให้โดยเร่งด่วน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ทางด้านนายกสมาคมนักศึกษาไทยในมาเลเซีย กล่าวในช่วงท้ายด้วยว่า “ต้องขอบคุณทางพรรคประชาชาติ ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และหลายเรื่องที่เราเคยสะท้อนให้กับพรรคในช่วงของการหาเสียงได้รับการแก้ไขแล้วครับ”

#ประชาชนประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หารือ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หนุนออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน ฟื้นฟูเยียวยา-พัฒนาการศึกษา-มุ่งสร้างอาชีพ

(17 ตุลาคม 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กระทรวงยุติธรรม ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หารือ นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ ผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ร้อยตำรวจเอก ภูมินทร์ พึ่งสุจริต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยมี นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อม พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ว่าที่เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะอดีตอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เข้าร่วมหารือด้วย ในการกำหนดมาตรการช่วยเหลือชาวมูโนะอย่างเร่งด่วน เตรียมประสานแนวทางการพักการชำระหนี้และหาสินเชื่อไม่มีดอกเบี้ย หลังประชาชนพบวิกฤตอย่างหนัก เร่งทุกภาคส่วนเข้าฟื้นฟูมูโนะให้กลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้อีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย มีการเร่งดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ทันที และได้มีการช่วยเหลือไปแล้วจำนวน 3 มาตรการหลักคือ 1. สำรวจความต้องการ สำรวจความเดือดร้อนของประชาชนโดยเฉพาะลูกค้าของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ทราบว่ามีลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงทั้งหมด 13 ราย และได้รับผลกระทบทางอ้อมที่อยู่ในพื้นที่จำนวน 30 ราย และธนาคารได้ออกมาตรการทันทีคือการบรรเทาลดภาระการชำระหนี้ให้กับลูกค้า และเร่งสำรวจความเสียหาย โดยธนาคารได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ฝ่ายประกันภัยในการคุ้มครองทรัพย์สินต่าง ๆ 2. ได้หารือถึงการสร้างอาชีพในระยะเร่งด่วนให้กับประชาชนชาวมูโนะ ก่อนที่จะมีการสร้างบ้านหลังใหม่ ซึ่งตอนนี้ได้หารือถึงแนวทางการฟื้นฟูตลาดมูโนะให้เป็นตลาดชุมชนที่จะมีการจำหน่ายสินค้า ในราคาถูกตามวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่มูโนะดั้งเดิม เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าให้กับกลุ่มคนที่เดินทางมาให้กำลังใจและติดตามดูสถานการณ์ของพื้นที่หลังเผชิญความสูญเสียและความเจ็บปวดจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีการลงพื้นที่ทำประชาคมและสำรวจความต้องการของชาวบ้าน เพื่อหาแนวทางในการฟื้นฟูที่ตรงตามความต้องการของชาวบ้านเรียบร้อยแล้ว และ 3. การฟื้นฟูในระยะยาว ทางธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พร้อมบริการทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ต้องการสินเชื่อเพื่อการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ หรือจำเป็นต้องจัดหาอุปกรณ์ตกแต่งภายในและภายนอกบ้าน ทางธนาคารฯพร้อมให้อำนวยความสะดวกด้านแหล่งเงินทุนทันที เพราะธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยคือธนาคารฯของพี่น้องในพื้นที่ เป็นกลไกของรัฐที่มีหน้าที่ที่ต้องแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของชาวบ้าน และระยะยาวจะเป็นเรื่องของการฟื้นฟูมูโนะกลับคือสู่ประชาชนอีกครั้ง

#ประชาชนประชาชาติ

ชาวนราธิวาส ต้อนรับคณะ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เยือนครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง พร้อมด้วย ว่าที่เลขา ศอ.บต.

ชาวนราธิวาส 300 คน ต้อนรับ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ เยือนครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย ว่าที่เลขาศอ.บต.

บรรยากาศบริเวณท่าอากาศยานนราธิวาส บ้านทอน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ประชาชนจากจังหวัดนราธิวาสกว่า 300 คน ได้มาร่วมต้อนรับพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมกล่าวต้อนรับเป็นภาษามลายู สือลามัตดาตัง (ยินดีต้อนรับ) ชื่นชมที่ไม่เคยลืมชาวนราธิวาส

ในโอกาสนี้ มีคณะผู้ติดตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประกอบด้วย นายกูเฮง ยาวอหะชัน เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายยู่สิน จินตภากร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวเอมอร เสียงใหญ่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม นางสาวจิฬาภรณ์ ตามชู กฤษณสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา นางสาวนรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน (ว่าที่เลขาธิการ ศอ.บต.) นายเสกสรร สุขแสง ผู้ตรวจการราชการกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทน อธิบดีกรมบังคับคดี นายเกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายเฉลิมชัย บัวจันอัด หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมบังคับคดี นายธวัช เอียดพิมพ์ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสงขลา ประธานเขต 9 แทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายรัชพล ปาละกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 9 แทนเลขาธิการปปส. นายจีระพันธุ์ มาชาวป่า นักนิติวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนใต้ (สนว. แทนผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร่วมเดินทางลงพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส

จากนั้น พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้นำคณะเดินทางไป มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา กรณีโกดังพลุระเบิด อำเภอมูโนะ จังหวัดนราธิวาส ภายใต้กิจกรรมคุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ เพื่อสร้างวิถีชีวิตแห่งความเป็นธรรม จำนวน 345 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,241,888 บาท

นอกจากนี้ ยังมีข้าราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงจาก ศอ.บต. ร่วมให้การต้อนรับ คณะรมว.ยุติธรรมและ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน (ว่าที่เลขาธิการ ศอ.บต.) ในฐานะเยือนพื้นที่เป็นครั้งแรกด้วย

#ประชาชนประชาชาติ

13 ตุลาคม วันนวมินทรมหาราช “พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม” นำคณะผู้บริหาร และข้าราชการ กระทรวงยุติธรรม เชิญชวนบริจาคโลหิตให้กับสภากาชาดไทย เพื่อส่งเสริมการเป็นผู้ให้ “ให้โลหิต..ให้ชีวิต” ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารกระทรวงยุติธรรม

(10 ตุลาคม 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก อาคารกระทรวงยุติธรรม ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำคณะผู้บริหาร และข้าราชการ จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาส วันนวมินทรมหาราช โดยในวันที่ 13 ตุลาคม นี้ เป็นวันแห่งการเสด็จสวรรคตครบ 7 ปี หรือเรียกว่า สัตตมวรรษ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดชื่อวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่า “วันนวมินทรมหาราช” ตามที่รัฐบาลได้ขอพระราชทานพระมหากรุณา และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2566 รับทราบการกำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันนวมินทรมหาราช

กระทรวงยุติธรรม จัดกิจกรรม เนื่องในวันนวมินทรมหาราช ทั้งการจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมเครื่องราชสักการะ ตามอาคารสถานที่ กำหนดระหว่างวันที่ 1-31 ตุลาคม 2566 และช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี โดยเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วประเทศดำเนินการ รวมทั้งการบริจาคโลหิตให้กับสภากาชาดไทย เพื่อส่งเสริมการเป็นผู้ให้ “ให้โลหิต..ให้ชีวิต” ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 อาคารกระทรวงยุติธรรม

ในการนี้ กระทรวงยุติธรรม จึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมน้อมรำลึกถึง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยขอให้ร่วมจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติหรือถวายเป็นพระราชกุศล ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม เนื่องในโอกาสพิเศษดังกล่าว

#ประชาชนประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ดันไทยถอนคำแถลงตีความต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ มุ่งมั่นยกระดับสิทธิมนุษยชนไทยให้ทัดเทียมสากล

(วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม 2566) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้รับแจ้งจากองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ว่า ได้ดำเนินการถอนคำแถลงตีความ (Interpretative Declaration) ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment : CAT) ข้อบทที่ 1 (คำนิยามการทรมาน) ข้อบทที่ 4 (การกำหนดให้การพยายาม การสมรู้ร่วมคิด และการมีส่วนร่วมในการกระทำทรมานเป็นความผิดที่ลงโทษได้ตามกฎหมายอาญา) และข้อบทที่ 5 (เขตอำนาจศาลสากลเหนือความผิดฐานกระทำทรมาน) อย่างเป็นทางการ โดยองค์การสหประชาชาติได้แจ้งเวียนตราสารดังกล่าวของไทยแล้ว และกำหนดให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2566 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การถอนคำแถลงตีความดังกล่าวของประเทศไทย เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเห็นชอบให้ประเทศไทยถอนคำแถลงตีความต่อข้อบททั้งสามข้อ ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ เนื่องจากพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566

สำหรับการถอนคำแถลงตีความต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ส่งผลให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ อย่างสมบูรณ์เต็มรูปแบบ ซึ่งความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากความพยายามในการแก้ไขและปรับปรุงกฎหมายภายในของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล ส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรมทางกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานของหลักนิติธรรม และสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้กับประชาชน อีกทั้งยังเป็นการแสดงความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของประเทศไทยในการปฏิบัติตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ในฐานะรัฐภาคีโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ที่ดีด้านสิทธิมนุษยชน สร้างการยอมรับและความเชื่อถือให้กับประเทศไทย รวมทั้งรับรองการคุ้มครองสิทธิในชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพ ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลให้กับประชาชน

#ประชาชนประชาชาติ