“ทวี สอดส่อง” นำทีมประชาชาติลุยปทุมธานี เตรียมตั้งสาขาพรรค

          เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2564 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมกรรมการบริหารพรรคประชาชาติ ประกอบด้วย นายฐาคณิษฐ์ พรทองประเสริฐ รองเลขาธิการ, นายสุพจน์ อาวาส โฆษก, นายมูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูณ รองโฆษก และนายมนตรี บุญจรัส รองโฆษก ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและแลกเปลี่ยนความเห็นกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในจังหวัดปทุมธานี นำโดย นายนัฐพล กาวินคำ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชาติ จังหวัดปทุมธานี เขต 1 เพื่อเตรียมจัดตั้งพรรคประชาชาติสาขาจังหวัดปทุมธานีด้วย ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่

        โดย พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ระบุว่า ต้องการเปิดโอกาสทางการเมืองให้แก่คนรุ่นใหม่ และได้เล็งเห็นโอกาสและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ซึ่งพรรคประชาชาติเปิดกว้างพื้นที่ทางการเมืองให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้ในอนาคต

         จากนั้น ในช่วงค่ำ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง พร้อมคณะ เดินทางไปร่วมงานสุเหร่า ‘สายธารสู่ฮีดาย่าตุ้ลอารีฟิน’ ที่มัสยิดญ่าเมี๊ยะอ์อัตตักวา ซึ่งภายในมัสยิดมีโรงเรียนปอเนาะฮีดาย่าตุ้ลอารีฟิน ซึ่งเป็นสถาบันสอนศาสนาอิสลามใน อ.ลาดหลุม​แก้ว จ.ปทุมธานี โดยในวันนี้มีการจัดกิจกรรมการกุศลเพื่อระดมเงินบริจาคสนับสนุนด้านการศึกษาและพัฒนาด้านคุณธรรม ซึ่งมีพี่น้องประชาชนชาวมุสลิมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมาร่วมงานจำนวนมาก และตื่นเต้นดีใจที่ได้พบปะกับ ส.ส.พรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในใจของพี่น้องมุสลิม

        พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้รับเชิญให้พูดพบปะกับพี่น้องประชาชนบนเวที โดยกล่าวว่า ”อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติได้เสียสละลาออกจาก ส.ส.เพื่อให้ตนซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 ได้ขึ้นมาทำหน้าที่ ส.ส.แทน และแม้พรรคประชาชาติจะมี ส.ส.ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่พรรคประชาชาติจะพยายามดูแลความเป็นอยู่และคุณภาพของชีวิตประชาชนทุกพื้นที่ให้ดีที่สุด ที่มาในวันนี้ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาและศาสนา เพราะวิธีการที่จะแก้ปัญหาคนที่ดีที่สุดก็คือการที่ทำให้คนมีความรู้ และเชื่อว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพเพราะคุณครูจบการศึกษาศาสนาจาก 3 จังหวัดภาคใต้และมหาวิทยาลัยอัลอัซฮาร์ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของโลก”

อส.ดีใจ! “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ช่วยผลักดัน ไม่ตัดเบี้ยเลี้ยงสนาม

          ม.ญ.เฟาซี มะลี ประธานชมรม อส.จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอจังหวัดสงขลา ในนามตัวแทน อส.ทั่วประเทศ เข้าพบนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ (ทนายแวยูแฮ) ส.ส.นราธิวาส เขต 4 พรรคประชาชาติ ที่บ้านพักในอำเภอบาเจาะ เพื่อขอบคุณ ส.ส.ที่ได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2564 ว่า ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ทบทวนและพิจารณาไม่ตัดเบี้ยเลี้ยงสนาม อส. ตามที่มีการแจ้งว่าจะตัดเบี้ยเลี้ยง 1,000 บาท ในเดือนมกราคม 2565 นี้ และขอให้จัดหางบประมาณให้ อส.ได้รับเบี้ยเลี้ยงสนามคงเดิม เพราะผู้ปฏิบัติงานมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิต ไม่เพียงแค่ความเสี่ยงด้านสถานการณ์ความไม่สงบ แต่ยังเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด่านหน้าในการตรวจโควิด-19 ด้วย

โดย ม.ญ.เฟาซี มะลี ได้มอบของที่ระลึกและกล่าวขอบคุณ ส.ส.ที่เห็นคุณค่าของ อส.ที่ต้องปฏิบัติงานท่ามกลางความเสี่ยง

ผู้ประกอบการร้านอาหารย่านรามคำแหง ห่วงราคาสินค้าแพง กังวลรัฐบริหารผิดพลาด หวั่นเกิดการระบาดรอบใหม่ ซ้ำเติมวิกฤต

         วันนี้ (28 พ.ย.64) ผมฯ พร้อมด้วย นายฐาคณิษฐ์ พรทองประเสริฐ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ นางวรลักษณ์ ศรีสอาด เหรัญญิกพรรคประชาชาติ และ นายมนตรี บุญจรัส รองโฆษกพรรคประชาชาติ พร้อมคณะ ลงพื้นที่เพื่อพบปะกับผู้ประกอบการร้านอาหารและพ่อค้าแม่ค้า ย่านหน้ารามฯ ซ.รามคำแหง 59-61 และศูนย์อาหาร 59 มินิพลาซ่า ที่มีมาตรฐานฮาลาล สะอาด ถูกสุขลักษณะอนามัย

          การมาพบกับผู้ประกอบการย่านการค้ารามคำแหง ที่เป็นกลุ่ม SME ผู้ประกอบการร้านอาหาร และร้านค้าย่านรามคำแหง ที่ย่านรามคำแหงเป็นชุมชนที่มาจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้จำนวนมาก ได้รับเสียงสะท้อนด้านปัญหาเศรษฐกิจในช่วงปิดกิจการ และพอเริ่มเปิดดำเนินการให้ประกอบอาชีพได้ ที่พบคือสินค้าทุกชนิดราคาแพงขึ้นเกือบเท่าตัว แต่ราคาอาหารไม่สามารถขึ้นได้เพราะชุมชนส่วนใหญ่เป็นนักศึกษามีรายได้น้อย และจึงพบปัญหาว่าทางรัฐบีบเก็บภาษีทำให้เดือดร้อนเพิ่มขึ้น

          สินค้าของชุมชนได้มาจากชนบทที่ราคาสินค้าเกษตร ทั้งข้าวและยางพารามีราคาถูก แต่ราคาปุ๋ยเคมีแพงมากเกือบเท่าตัว จึงมีความกังวล เกรงว่ารัฐจะปิดการประกอบกิจการ ทำให้มีแนวโน้มว่าอาจจะปิดกั้นการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพในประเทศอีกหากเกิดการแพร่ระบาดโควิดรอบใหม่ ซึ่งผู้ประกอบการได้เสนอปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาในหลายมิติ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจของผู้ประกอบการคนไทย

          การมาพบกับผู้ประกอบการย่านการค้ารามคำแหงในวันนี้ ได้สะท้อนปัญหาว่า ขณะนี้ประชาชนเรียกร้องความช่วยเหลือในหลายมิติ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจของผู้ประกอบการคนไทย สิ่งที่ผู้ประกอบการเป็นห่วงที่สุดคือกลัวต้องถูกล็อกดาวน์อีกรอบหนึ่ง ซึ่งขนาดนี้ก็ประสบปัญหาในการทำธุรกิจอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นต้นทุนสินค้าอาหารที่ราคาสูงขึ้นมากเช่น น้ำมันพืช ผักสดต่าง ๆ และเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าการเกษตรก็มีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นมาก ลูกค้าย่านรามคำแหงกว่า 70% เป็นนักศึกษาที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคายางที่ตกต่ำทำให้จำนวนนักศึกษาลดลงมาก หอพักจึงว่างเป็นจำนวนมาก และกำลังซื้อมีน้อย ราคาอาหารหน้ารามฯจึงไม่สามารถขึ้นราคาได้ เพราะผู้บริโภคที่เป็นนักเรียนนักศึกษายังไม่มีกำลังซื้อ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยยังถูกเรียกเก็บภาษีจากการเข้าโครงการคนละครึ่งของรัฐ โดยส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ในการยื่นภาษีที่ถูกต้อง ไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงจึงถูกเรียกเก็บภาษีสูงเกินจริง กลายเป็นภาระของผู้ค้ารายย่อย รัฐบาลควรแก้ไขโดยการละเว้นภาษีในวิกฤตนี้ครับ

“ฐาคณิษฐ์” ติงทำเนียบฯ แจกไอโฟนไม่เหมาะสม

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฐาคณิษฐ์ พรทองประเสริฐ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ และประธานภาคประชาชาติกรุงเทพฯและภาคกลาง กล่าวถึงกรณีการเตรียมซื้อโทรศัพท์ iPhone12 แจกให้กับข้าราชการในทำเนียบรัฐบาล ว่า สังคมตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่? โดยส่วนตัวมองว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ ข้าราชการในทำเนียบรัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องโทรศัพท์ iPhone 12 และสามารถใช้โทรศัพท์รุ่นอื่นที่มีราคาต่ำกว่าทดแทนได้ ซึ่งสามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มาก รวมถึงหากมีการจัดซื้อโดยผูกบริการกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศ จะยิ่งทำให้เครื่องโทรศัพท์มีราคาถูกลงได้อีก ทั้งนี้หากทุกหน่วยงานมีการจัดซื้อตามแบบทำเนียบรัฐบาล จะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปเท่าไหร่ โดยที่โทรศัพท์รุ่นอื่นสามารถใช้งานได้ไม่แตกต่างกัน

“ทวี” ติง ร่างฯ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง

          วันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เครื่องสำอาง( ฉบับที่…) พ.ศ. .. ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ อภิปรายว่า ให้คณะกรรมาธิการพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของ อย. ได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปีจากรัฐแล้ว ยังมีการจัดหารายได้เพิ่มด้วย แต่ไม่ต้องคืนคลัง ถือเป็นการผิดวินัยการเงินการคลัง อีกทั้งร่าง พ.ร.บ.นี้เป็นการรับมรดก คสช.ให้การกระทำของ คสช.ในอดีตไม่ผิด

          พ.ต.อ.ทวี อภิปรายว่า “ร่าง พ.ร.บ.เครื่องสำอางนี้ เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อรับรองคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 77/2559 ออกกฎเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพ และตัวกฎหมายฉบับนี้ในมาตรา 7 ยังรับรองด้วย ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดนี้พิจารณาคือร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ขอแก้ไขกระบวนการพิจารณาคำขอ ที่การจดแจ้งเครื่องสำอาง และการกำหนดตัวบุคคล องค์กร และหน่วยงาน ในการพิจารณาเครื่องสำอางและกำหนดค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียน และที่สำคัญคือมีรายได้จากการเก็บค่าขึ้นทะเบียนโดยไม่ต้องส่ง คืนคลัง”

          “นี่เป็นกฎหมายหนึ่งที่เห็นว่าเป็นการไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง ถ้าดูให้ลึกอาจเรียกว่าเป็นการเป็นการทำลายระบบวินัยการเงินการคลังก็ว่าได้ ประการสำคัญคือหากประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบดูรายงานของเจ้าหน้าที่รัฐสภาที่ส่งมานี้ ต้องยอมรับว่ามวลรวมของการส่งเครื่องสำอางกรณีส่งออกและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในปี 2560 มีมูลค่าเฉลี่ยกว่า 80,000 ล้านบาท ในปี 2561 มูลค่ากว่า 90,000 ล้าน และในปี 2562 มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตเดิมสามารถอยู่ได้ เพราะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของต่างประเทศ แต่เมื่อมี พ.ร.บ.ฉบับนี้ขึ้นเป็นการรวมอำนาจไปไว้ที่อาหารและยา (อย.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นการผลักหรือเพิ่มภาระและขั้นตอนให้ยุ่งยาก จะเห็นได้ว่า อย.จะของบประมาณจากรัฐบาลในทุกปีงบประมาณ ในปี 2565 ได้ของบประมาณกว่า 900 ล้านบาท ในปี 2564 ที่ผ่านมากว่า 700 ล้านบาท เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าก่อนที่จะมีคำสั่ง คสช. ที่ 77/2559 ตอนนั้นทาง อย.มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพียง 19 ล้านบาทเศษ แต่ภายหลังจากมีคำสั่ง คสช.ฉบับนั้นออกมา มีการขึ้นค่าธรรมนียม เพราะไม่ต้องส่งคืนคลัง ในปี 2561 จาก 19 ล้านบาทเป็น 219 ล้านบาท, ในปี 2562 เพิ่มขึ้นมาเป็น 249 ล้านบาท และในปี 2563 เพิ่มขึ้นมาเป็น 293 ล้านบาท แสดงว่าเงินส่วนนี้มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมของผู้มาขอขึ้นทะเบียน หรือการส่งออกก็ตาม และที่สำคัญอย่างยิ่งคือมีการให้อำนาจรัฐมนตรีกำหนดราคา การมายื่นคำขอว่ามีหลักเกณฑ์เท่าใด”

          “มีข้อสังเกตคือในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่มีตัวเลขมาให้ แต่ พ.ร.บ.ฉบับต่อไป เป็น พ.ร.บ.อาหาร จะเห็นว่าการขึ้นค่าธรรมเนียมสูงมาก เช่นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผลิตอาหารจากเดิม 10,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 บาท, ค่าธรรมเนียมส่งออก เดิม 20,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 200,000 บาท และเงินที่มีรายได้ทั้งหมดนี้ไม่ได้ส่งเข้าคลัง เมื่อนำไปใช้ ต้องเรียนว่า อย.รับเงินเดือนจากภาษีอากรของ ประชาชนแล้ว ต้องไปหารายได้ ซึ่งมีรายได้เยอะแล้วยังของบประมาณทุกปี จึงขอฝากไปยังกรรมาธิการให้พิจารณาประเด็นนี้”

          “ที่สำคัญอย่างยิ่ง วันนี้ อย.มีอำนาจมากล้น ควบคุมกระบวนการทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเรื่องของเครื่องสำอาง สุขภาพของบุคคล ซึ่งมีหน่วยงานที่ดูแลอยู่แล้ว คุณก็อยากจะรวบอำนาจมา จึงเห็นว่าหน่วยงานนี้น่าจะถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปอย่างเป็นระบบเสียที และที่สำคัญอย่างยิ่ง กฎหมายฉบับนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรู้สึกเสียใจที่ผู้เขียนได้เขียนออกมาว่า เราต้องการรับมรดกของ คสช. เพื่อมารับรองให้ถูก และยังมีเขียนไว้ในมาตรา 7 อีกว่า ถือให้การกระทำที่ผ่านมานั้นถูกต้อง และยังเขียนเงื่อนไขว่า ถ้า พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ คำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางจะยกเลิก”

          “จึงขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาให้รอบคอบว่ามีจำนวนมากต้องแก้ไข โดยเฉพาะการได้เงินมาแล้วไม่ส่งคืนคลัง ถือว่าเป็นการทำลายวินัยการเงินการคลังอย่างร้ายแรง” 

ประชาชาติห่วงใย ช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัย เขตประเวศ กรุงเทพฯ

           วันนี้ (24 พ.ย.64) นางวรลักษณ์ ศรีสอาด ผู้อำนวยการสาขากรุงเทพมหานคร พรรคประชาชาติ พร้อมคณะทำงานประชาชาติกรุงเทพ รุดช่วยและมอบปัจจัยเพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบอัคคีภัย ในซอยชุมชนสุเหร่าบึงหนองบอน อ่อนนุช 70 แยก 7 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งนางอุบล นภากร ประธานชุมชนสุเหล่าบึงหนองบอน และนายสมภพ จันทร์พุ่ม คณะกรรมการชุมชน รายงานว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 02.17 น. ของวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา มีบ้านเรือนประชาชนเสียหายหลายหลัง และมีผู้เสียชีวิต 1 คนด้วย

           นางวรลักษณ์ ศรีสอาด ในฐานะตัวแทน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ ในซอยชุมชนสุเหร่าบึงหนองบอน อ่อนนุช 70 แยก 7 ส่วนการช่วยเหลือในวันนี้ถือเป็นสิ่งที่ดี ขอมอบกำลังใจให้กับผู้ประสบอัคคีภัยทุกคน ทั้งนี้ทีมงานพรรคประชาชาติทุกคนพร้อมให้กำลังใจและความช่วยเหลือ หวังว่าทุกคนจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี

“ทวี สอดส่อง” เยี่ยมชุมชนย่านมัสยิดนูรุ้ลอิบาดะห์ ประเวศ กทม. รับฟังปัญหาในชุมชน ชี้พหุวัฒนธรรมสร้างชาติเข้มแข็งได้

“ทวี สอดส่อง” เยี่ยมชุมชนย่านมัสยิดนูรุ้ลอิบาดะห์ ประเวศ กทม. รับฟังปัญหาในชุมชน ชี้พหุวัฒนธรรมสร้างชาติเข้มแข็งได้

          วันนี้ (22 พ.ย.64) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นางวรลักษณ์ ศรีสอาด หัวหน้าสาขากรุงเทพมหานคร พรรคประชาชาติ และคณะ ลงพื้นที่ช่วยเหลือบริจาคสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 300 ชุด ให้กับประชาชนในพื้นที่ชุมชนรอบมัสยิดนูรุ้ลอิบาดะห์ (หนองบอน) เขตประเวศ กรุงเทพฯ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยมีนางอุบล นภากร ประธานชุมชนสุเหร่าบึงหนองบอน และคณะอนุสตรีมัสยิดรามคำแหง 53 ร่วมด้วย

          พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวว่า วันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านอิหม่ามและคณะที่ให้การต้อนรับ ในนามของพรรคประชาชาติ ประชาชาติหมายถึงประชาชนที่เป็นพลเมืองของประเทศ เราเป็นพี่น้องกัน พรรคประชาชาติเราได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับรัฐธรรมนูญปี 60 ที่เห็นว่าควรจะมีพรรคการเมืองเพื่อจะเป็นหลักให้ประเทศ ที่จะทำให้ประชาชนมีความสันติ มีความเจริญรุ่งเรือง โดยคิดว่ามิติทางการเมืองยังมีความจำเป็นที่จะเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศ พรรคประชาชาติปัจจุบันมีท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นหัวหน้าพรรค มีผม พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง เป็นเลขาธิการพรรค สถานะของสมาชิกในสภาปัจจุบันเรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ทั้งหมด 7 คน โดย 6 คนเป็นส.ส.เขต ที่อยู่ในพื้นที่ปัตตานี 2 คนยะลา 2 คนและนราธิวาส 2 คนเราได้หกคนจาก 11 เขตในการเลือกตั้งคราวที่แล้วพรรคเราก็มุ่งหมายว่าจะเป็นพรรคของคนทั้งประเทศ แต่ในการประชุมพรรค การเกิดพรรคเราใช้พื้นที่ปัตตานี ว่าเป็นพื้นที่ในการเปิดตัวพรรคในการประชุมใหญ่ เนื่องจากว่าในมุมคิดก็คืออยากให้มองว่าคือจริงๆเราไม่ได้ย้อนไปหาอดีต แต่ว่าอดีตมันจะเป็นบทเรียน คือปัตตานีในอดีตมีความเจริญรุ่งเรือง แล้วถ้าพูดถึงประเทศไทยก็ถือว่าถ้าเป็นรูปขวาน ก็เป็นด้ามขวาน เราอยากจะทำให้เห็นว่าศักยภาพของมนุษย์ที่อยู่ในพื้นที่มีความรู้ มีความแข็งแรง และคิดว่าจะเป็นพลังที่จะนำมาแก้ปัญหาของประเทศ แล้วพรรคก็พัฒนามาเรื่อยๆ เรามีจุดยืนเป็นพรรคที่มุ่งส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว เราคิดว่าคนที่ดีที่สุดคือคนที่ดี แต่ถ้าครอบครัวเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็งแล้ว จะทำให้ประเทศชาติเข้มแข็งด้วย เราจึงพยายามที่จะทำยังไงให้ชุมชนของเราที่มีความแตกต่างหลากหลาย เราต้องอยู่ร่วมกันบนความหลากหลาย และต้องใช้ความหลากหลายสร้างความเข้มแข็ง เหมือนประเทศต่างๆเวลาที่เขาจะกำหนดนโยบาย ต้องให้ความสำคัญเชิงวัฒนธรรม ขอขอบคุณทางท่านอิหม่ามและคณะที่ให้การต้อนรับ เราทราบว่าในช่วงของโควิดเหมือนเราหยุดการทำมาหากินของคนทั้งหมด และประเทศไทยเรามีความเหลื่อมล้ำ คนบางกลุ่มก็จะได้ประโยชน์จากโควิด ซึ่งมีน้อยมาก แต่คนทั้งประเทศส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบ เราก็อยากจะแบ่งปันน้ำใจให้กับชุมชน และโดยเฉพาะจะเป็นสะพานเชื่อมให้กับชุมชน หรือประชาชนว่าอย่างน้อยพวกเราก็ยังมีตัวแทนของพรรคประชาชาติอยู่ในพื้นที่ และก็จะเป็นช่องทางการสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ดีของชุมชนไปยังระดับการเมืองระดับใหญ่

          ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พร้อมคณะ ยังได้ลงพื้นที่สำรวจ และเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง โดยได้ให้ความช่วยเหลือและประสานงานผู้ที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น พร้อมร่วมรับฟังปัญหาภายในชุมชน อาทิ ปัญหาน้ำเสียที่มาจากหมู่บ้านใกล้เคียง รวมถึงปัญหาของกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในชุมชน ทั้งเรื่องถนนและเส้นทางสัญจรที่ชำรุด เพื่อประสานงานผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ทวี” ลงพื้นที่ตากใบ ทำบุญทอดกฐินวัดธารากร

"ทวี" ลงพื้นที่ตากใบ ทำบุญทอดกฐินวัดธารากร

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมคณะ เดินทางไปทำบุญทอดกฐิน ณ วัดธารากร (วัดบางน้อย) หมู่ที่ 4 ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ร่วมกับพุทธศาสนิกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งจากกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ วัดธารากร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2330 เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนตำบลเจ๊ะเห ซึ่งปัจจุบันมีพระครูสุนทรธรรมมานุรักษ์ เป็นเจ้าอาวาส 

       พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้พบปะกับพี่น้องประชาชน แสดงความห่วงใยและกล่าวแสดงความระลึกถึง ขอบคุณพี่น้องพุทธศาสนิกชน ที่ให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อสร้างสันติสุขให้กับพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมระบุว่า สภาพของเศรษฐกิจและสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป พี่น้องประชาชนโดยทั่วไป ต้องประสบกับความลำบากในการดำรงชีพและประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องในจังหวัดนราธิวาส เป็นพื้นที่ชายแดน ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและความสุ่มเสี่ยงในการระบาดของ COVID-19  ดังนั้น จึงขอเป็นขวัญและกำลังใจในการดำรงชีพ หรือ ประกอบกิจกรรมต่างๆในพื้นที่พิเศษ หรือ พื้นที่และสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรม

ผู้ค้าตลาดชายแดนตากใบ ร้อง ส.ส.พรรคประชาชาติ ช่วยดันเปิดชายแดนไทย-มาเลเซีย เผยเดือดร้อนหนัก

ผู้ค้าตลาดชายแดนตากใบ ร้อง ส.ส.พรรคประชาชาติ ช่วยดันเปิดชายแดนไทย-มาเลเซีย เผยเดือดร้อนหนัก

วันอาทิตย์ 14 พฤศจิกายน 2564 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคประชาชาติ ทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ, นายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส เขต 3, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 4, นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา เขต 2 และนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ ลงพื้นที่เยี่ยมพ่อค้าแม่ค้าในตลาดตาบา อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นตลาดชายแดนที่เคยมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้ากันอย่างคึกคัก แต่ปัจจุบันได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการปิดด่านชายแดน

          โดยพรรคประชาชาติได้เปิดเวทีให้ผู้ค้าในตลาดชายแดนได้สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการปิดด่านชายแดนตากใบ โดยนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส กล่าวว่า ตนเป็น ส.ส.นราธิวาส เขต 4 แต่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในบริเวณตะเข็บชายแดนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดอย่างมาก จึงมาพร้อม ส.ส.ทั้ง 3 จังหวัด นราธิวาส ปัตตานี และยะลา เพื่อมารับฟังปัญหาของพี่น้อง เมื่อมาเห็นสภาพตลาดชายแดนตาบาแล้ว รู้สึกเศร้าใจ เพราะมีสภาพแตกต่างจากในอดีตอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งพี่น้องได้สะท้อนปัญหามาหลายเรื่องที่จะต้องแก้ไขและเป็นหน้าที่ของพรรคประชาชาติที่จะต้องนำปัญหาเหล่านี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฏร ซึ่งสามารถขับเคลื่อนในฝ่ายนิติบัญญัติทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว ซึ่งพรรคประชาชาติจะเป็นพรรคการเมืองที่จะผลักดันปัญหาทุกเรื่องของพี่น้องประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้”

          “เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่านซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะบา พรรคประชาชาติได้สะท้อนปัญหาการปิดชายแดนในสภาผู้แทนราษฏรแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งวันนี้รัฐบาลมีนโยบายเปิดประเทศแต่เป็นการเปิดประเทศในส่วนกลางแต่ไม่เหลียวแลพี่น้องที่อยู่ในตะเข็บชายแดนเลย ไม่เพียงแค่พื้นที่ชายแดนในจังหวัดนราธิวาส แต่รวมถึงชายแดนในจังหวัดและภาคอื่นๆ การเปิดประเทศของรัฐบาลคือให้ความสำคัญกับการเปิดสนามบินให้มาลงกรุงเทพและเมืองใหญ่ แต่คนชายแดนที่ทำการค้าขายกันจำนวนมากรัฐบาลต้องให้ความสำคัญด้วย”

            หนึ่งในแม่ค้าขายผลไม้ในตลาดชายแดนตาบา อ.ตากใบ สะท้อนว่า ตั้งแต่ค้าขายอยู่ในตลาดแห่งนี้มานานกว่า 40 ปี มีผู้คนมาจับจ่ายซื้อของกันแน่นตลอด ไม่เคยเห็นสภาพตลาดรกร้างแบบนี้ ตั้งแต่ปิดด่านชายแดนขายไม่ได้เลย เพราะปกติมีคนมาเลเซียเข้ามาซื้อของ แต่ตอนนี้เขามาไม่ได้ จะส่งของก็ไม่ได้ คือทำอะไรไม่ได้เลย บางวันขายไม่ได้สักบาท ผลไม้เน่าเสียต้องทิ้งไป ขาดทุนอีก ก็อยากขอให้ ส.ส.ประชาชาติพูดในสภา ให้เปิดด่านให้ได้ ถ้าเปิดไม่ได้ก็ขอให้ส่งของไปมาเลได้ก็ยังดี” เช่นเดียวกับพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆที่ ส.ส.เดินรับฟังในตลาด พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องการให้เปิดด่านชายแดน เพราะทนมา 2 ปีแล้ว ซึ่งขณะนี้มีร้านค้าที่เปิดขายเพียง 10% เท่านั้น ส่วนที่เหลือคือปิดร้านหรือย้ายออกไปที่อื่น

          อีกหนึ่งอาชีพที่ได้รับผลกระทบอย่างมากคือเรือโดยสารรับจ้างข้ามฟากไทย-มาเลเซีย ได้สะท้อนว่า “ตั้งแต่ด่านปิด เรือทั้งหมดร้อยกว่าลำก็ต้องหยุดเดิน แล้วเราจะกินอะไร ลูกเมียจะอยู่ยังไง เรามีเรือเล็ก ก็ต้องเปลี่ยนไปหาปลา ซึ่งต้องใช้ทุนซื้ออุปกรณ์ประมง ไม่มีทุนก็ไปเป็นลูกจ้างเรือประมง บางคนก็ไปทำงานก่อสร้าง แต่ก็ไม่ใช่จะมีงานให้ทำตลอด ยอมรับว่าเราลำบากจริงๆ จะให้เรากินอะไร งานก็ไม่มี และก็ไม่มีใครมาถามทุกข์สุขและช่วยชาวบ้านเลย”

          ส.ส.ประชาชาติจึงได้แจกผ้ากันเปื้อน และสิ่งของเครื่องใช้แก่พ่อค้าแม่ค้า เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ระดับหนึ่ง แต่ให้คำมั่นว่าประชาชาติจะเป็นปากเสียงให้พี่น้องชาวตากใบ และคนชายแดน

ฟุตบอลกระชับมิตร ประชาชาติเบอร์ซาตู เยาวชนชายแดนใต้ในกรุงเทพฯ ต้อนรับเมาว์ลิดนบี สรรเสริญบรมศาสดามูฮัมมัด

ฟุตบอลกระชับมิตร ประชาชาติเบอร์ซาตู เยาวชนชายแดนใต้ในกรุงเทพฯ ต้อนรับเมาว์ลิดนบี สรรเสริญบรมศาสดามูฮัมมัด

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2564 นาย          วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็นประธานปิดการแข่งขันฟุตบอลต้อนรับเดือนประสูติของบรมศาสดามูฮัมมัด (สรรเสริญแด่ท่าน) หรือเรียกว่าเมาว์ลิดนบี ที่จัดขึ้นโดยชมรมเยาวชนเบอร์ซาตู โดยมีพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรคหลายท่านร่วมด้วย

          มีการแข่งขันฟุตบอลรอบชิงชนะเลิศ ที่สนามฟุตบอลบดินทร์คิก ซ.รามคำแหง 53 เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ โดยนายวันมูฮัมมัดนอร์ มะทา เป็นประธานมอบถ้วยรางวัลแก่นักกีฬา ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้มอบโอวาทแก่เยาวชนว่า “ผู้ที่คิดค้นโทรศัพท์มือถือแอปเปิ้ลไม่ได้เรียนจบปริญญา แต่คิดค้นนวัตกรรมสมาร์ทโฟนให้คนที่เรียนจบปริญญาเอกไปใช้ เป็นผู้ประสบความสำเร็จร่ำรวยติดอันดับต้นๆของโลก เช่นเดียวกับคนที่สร้างบริษัทเฟสบุ๊คก็ร่ำรวยติดอันดับโลก ทั้งที่เขาไม่ได้เรียบจบปริญญา จะเห็นได้ว่าการเรียนคือส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าในชีวิตเท่านั้น แต่ประสบการณ์และความทะเยอทะยานจะเป็นอีกส่วนที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ เป็นผู้นำคนได้ หรือเจ้าของกิจการได้ ดังนั้นวันนี้ดีใจมากที่ได้มาพบเยาวชนเบอร์ซาตู เพราะนอกจากพวกเราจะเรียนหนังสือแล้วยังทำงานหาเงินเลี้ยงชีพด้วยตนเอง ดังนั้นเมื่อเราจากบ้าน จากเมืองมาแล้วต้องปรับตัว สร้างประสบการณ์และชีวิตใหม่ให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งวันนี้เรายังได้ระลึกถึงนบีมูฮัมมัด (สรรเสริญแด่ท่าน) ได้กุศลผลบุญด้วย”

          หลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน มีการกล่าวสรรเสริญบรมศาสดามูฮัมมัด หรือซอลาวาต เพื่อสรรเสริญและระลึกถึงบรมศาสดามูฮัมมัดผู้ยิ่งใหญ่ของโลก เป็นผู้รับสาส์นจากพระเจ้ามาเผยแผ่สู่มวลมนุษยชาติ โดยมีท่านอิหม่ามและคณะกรรมการมัสยิดยามิอุ้ลอิสลาม (รามคำแหง 53) เป็นผู้นำการกล่าวซอลาวาต นับเป็นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น เพราะเยาวชนเบอร์ซาตูมีภูมิลำเนาจากจังหวัดชายแดนใต้ เดินทางมาศึกษาในกรุงเทพมหานคร จากบ้านมาไกล แต่ได้ยังการดูแลและต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวประชาชาติของเรา เพราะเราคือประชาชาติเดียวกัน