“พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง” หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกประชุมจัดทัพคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ใช้นโยบายพรรคแก้ปัญหาประชาชน

(29 สิงหาคม 2566) – ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สำนักงานพรรคประชาชาติ กรุงเทพฯ ว่า เมื่อเวลา 15.00น. ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เป็นประธานในการประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชาติ ครั้งที่ 19 /2566 โดยเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคชุดที่ 3 นับตั้งแต่การก่อตั้งพรรค สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคที่เข้าประชุม อาทิ นายซูการ์โน มะทา สส. จังหวัดยะลา ในฐานะ เลขาธิการพรรคประชาชาติ, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส, นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ สส.ปัตตานี, นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส สส.ปัตตานี เป็นต้น โดยมีวาระการหารือเรื่องการรายงานผลการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 ครั้งที่ 2 เมื่อวันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จังหวัดยะลา และวาระเรื่องการสรุปสถานการณ์ ปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนาพรรคประชาชาติเพื่อประชาชน รวมถึงการดำเนินการด้านนโยบายของพรรค ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่จะมีการประชุมร่วมกันของคณะทำงานด้านนโยบายของพรรคประชาชาติ เพื่อเร่งพิจารณาทำนโยบายรัฐบาล

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้กล่าวระหว่างการประชุมตอนหนึ่งว่า ขอขอบคุณคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชาติชุดเดิม และขอบคุณสมาชิกพรรคประชาชาติทุกคน ที่ช่วยพรรคทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง โดยรู้สึกยินดีและทราบถึงความพยายาม ความตั้งใจ และการสนับสนุนที่ดีมาตลอดไปจนถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในครั้งหน้า จนทำให้พรรคประชาชาติเป็นรัฐบาล และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก ซึ่งประชาชนยังรอการแก้ไขปัญหาต่างๆ มากมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้รับมอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดีจากกลุ่มมวลชนที่เข้ามาพบด้วย

#ประชาชนประชาชาติ

“ประชาชาติ” ติง กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร อ่อนประชาสัมพันธ์-ห่วงเกษตรกรลำบาก มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(16 สิงหาคม 2566) ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 1 พรรคประชาชาติ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 7 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ในวาระรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร สำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 2564 โดยมีเนื้อหาดังนี้

การก่อตั้งกองทุนจนถึงปัจจุบันนี้ 49-50 ปี จะมองว่าล้มเหลวก็ไม่เชิง แต่เหมือนหน่วยงานภาครัฐขาดการประเมินผลงาน จากที่หลายคนมองว่าขาดการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ที่ดี ทำให้ไม่เป็นที่รู้จัก อาทิ กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ กองทุนสงเคราะห์การยาง จากที่ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ขอให้ทางกองทุนสร้างความเข้มแข็งในการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างมากกว่านี้ รวมทั้งมีการมุ่งเน้นเรื่องบุคลากร ทั้งด้านจำนวน และ ปริมาณน้อยเกินไป สำหรับการพัฒนาด้านทรัพยากรยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญละเลยไม่ได้ เมื่อมองวิสัยทัศน์ของคนเมื่อปี 2517 ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเกษตรกร ณ ปัจจุบันยิ่งต้องทำให้ดีที่สุด

การเข้าไม่ถึงแหล่งทุน เกษตรกรมีหนี้สินล้นพ้นตัว จากชาวนาที่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง กลายเป็นผู้เช่าที่ดินของตนเองแทน เพราะได้นำที่ดินไปจำนองแล้ว ปัญหาเหล่านี้ที่เราควรจะรีบดำเนินการแก้ไข

เรื่อง กองทุน และ พ.ร.บ.ควรมีการส่งเสริม การตรวจสอบ และการรับรองมาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมขั้นต้น หรือ ผลิตภัณฑ์อาหาร ปัจจุบัน คือ การที่มีบริษัท มีกลุ่มนายทุน มีบริษัทเอกชนมาจดทะเบียนรับรองคุณภาพมาตรฐานเกษตรด้านต่างๆ ทำให้เกษตรกรที่แย่อยู่แล้ว ต้องมาเสียโอกาสตรงนี้ อยากให้ดูแลหากมีผู้ที่มาหาประโยชน์จากเกษตรกรอีก

สงสารเกษตรกรที่มีภาระลําบากครับ

#ประชาชนประชาชาติ

พันตำรวจเอกทวี มีกังวลการยกเลิกเบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า-เห็นว่าเป็นแนวทางล้าหลัง-ไม่ก้าวหน้า หนุนสิทธิเสมอกัน รองรับสังคมสูงอายุตามหลักการรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า

(14 สิงหาคม 2566) – พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ คัดค้านกรณีที่กระทรวงมหาดไทย ออกระเบียบวิธีการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยกำหนด “เป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2566 ลงนามโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่รักษาการในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แสดงทัศนะต่อประเด็นดังกล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศกำลัง พัฒนาแรกของโลกที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ทำให้ตัวเลขสูงถึงร้อยละ 18 ติดอันดับ 2 ของอาเซียน เป็นรองเพียงสิงคโปร์ ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจนคาดการณ์ว่าอีก 9 ปีข้างหน้า จะกลายเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด สูงถึงร้อยละ 28 ของประเทศ ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นภาพผู้สูงอายุตามเขตชนบทถูกทอดทิ้งอยู่ลำพัง อันมีสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ เพราะขาดรายได้ขาดการส่งเสียจากบุตรต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุรับเงินรายเดือน 600-1,000 บาท แล้วแน่นอนว่า วัยที่เพิ่มขึ้น ร่างกายย่อมเสื่อมถดถอยลงตามมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย”

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวด้วยว่า “ด้วยภาวะสังคมสูงวัย พรรคประชาชาติได้มีนโยบายพรรคที่สนับสนุนสวัสดิการถ้วนหน้า 3,000 บาท/เดือน ด้วยหลักการระบบบำนาญแห่งชาติและสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งรัฐต้องจัดให้ประชาชนอย่างเสมอหน้า ด้วยสิทธิที่เสมอกันไม่ว่ายากดีมีจน ภายใต้หลักการที่ว่าสวัสดิการเป็น สิทธิอันพึงมีของประชาชน มิใช่เพียงแค่หน้าที่ของรัฐในการสงเคราะห์คนอนาถาเพื่อให้เป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิต จึงมีความจำเป็นสำคัญที่สอดคล้องกับ ภาคประชาสังคม และแวดวงนักวิชาการ ต่างร่วมกันขับเคลื่อนผลักดันนโยบายบำนาญถ้วนหน้า สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป รับเงินรายเดือนละ 3,000 บาท เพื่อยกระดับให้ประชาชนเกิดความเท่าเทียมกันครับ”

#ประชาชนประชาชาติ

“วรวิทย์ บารู” แนะ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดูแลผู้ลี้ภัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 1 พรรคประชาชาติ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 6 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ในวาระรับทราบรายงานประจำปี 2565 ผลการประเมินการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่มาให้ความรู้ และรายละเอียดต่าง ๆ สิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องสากล เป็นเรื่องของคนทุกคน ประกอบกับประเทศไทย โดยอัตลักษณ์ และนิสัยของคนไทยมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อทุกคนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่ในบางกรณีของผู้ลี้ภัยมันเป็นเรื่องน่าเศร้า ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนกรกฎาคม ได้รับรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยจํานวน 13 คน เป็นอัตราที่สูงมาก ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็คงทราบดี

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนอายุยังไม่ถึง 50 ปี คําถามที่ตามมาคือ การปฏิบัติต่อคนเหล่านี้ในเรื่องของการดูแลสุขภาพ การดูแลทางการแพทย์สิทธิประโยชน์เป็นสากล ? โดยลักษณะของคนไทยแล้ว ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จิตใจที่งดงาม จะไม่เป็นลักษณะอย่างนี้

ผมยกตัวอย่างเช่นว่า ผู้ลี้ภัยชาวปาปัวนิวกินีที่ถูกจับทางภาคใต้ และส่วนหนึ่งก็ถูกส่งกลับไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยผู้ชาย ไม่รู้ว่าอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นเด็กและผู้หญิงที่ถูกส่งไปที่ประเทศตุรกี ทําไมต้องเป็นประเทศตุรกี เพราะความสัมพันธ์ของคนเหล่านี้กับเชื้อชาติ เพราะว่าเชื้อสายค่อนข้างที่จะใกล้ชิด

30 คน ที่เสียชีวิตไป 3 คนเป็น อุยกูร์ นอกนั้นไม่ใช่คนอุยกูร์ ตรงนี้ถ้าหาก ว่าสิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิที่เป็นสากลแล้ว ก็ควรที่จะดูแลคนเหล่านี้ไม่ใช่กักขังไว้ที่ ตม. ที่สวนพลู ในสถานที่แคบ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าผู้ลี้ภัย เช่น อุยกูร์ เขาไม่ต้องการที่จะอยู่ในประเทศไทย แต่เขาต้องการที่จะไปยังประเทศมาเลเซีย

แต่เนื่องจากว่า การเข้ามาของคนเหล่านี้มาในปี 2557 เป็นปีที่มีการปฏิวัติพอดี เพราะในช่วงเวลานั้น จนถึงขณะนี้เกือบจะสิบปีแล้ว คนเหล่านี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม ได้รับการปฏิบัติเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่ทางออกมีมากมาย ผมเข้าใจว่าทาง ตม.เอง ก็คงกระอักกระอ่วน แล้วคนเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าเป็นผู้ผิด เป็นฆาตกร แต่เป็นผู้ลี้ภัยมา และก็ถูกรับรองโดยกฎหมายสากลข้อพันธกรณีอะไรต่างๆ โดยยูเอ็น เพราะถ้าหากว่ารัฐบาลไทยทําไม่ได้ จะส่งผลไปยังประเทศที่เขาต้องการจะไปไม่ได้ ก็ควรที่จะ ปฏิบัติต่อเขาให้ดี หรือถ้าหากว่า ความประสงค์ของเขา เช่น ทางประเทศตุรกีต้องการเขาให้ไปอยู่ที่นั่น แล้วคนเหล่านี้ก็มีความต้องการที่จะไป ถ้าหากส่งเขาไป เขาก็จะได้เจอครอบครัวเขาที่นั่น อย่าลืมว่า โอเอซีก็ดูในเรื่องเหล่านี้ด้วย กสม. เราก็ต้องระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้ด้วย

หากไม่สามารถที่จะดําเนินการตามที่เขาต้องการได้ ก็ควรที่จะให้หน่วยงาน ยกตัวอย่างเช่น โอนสิทธิ์เลือกประเทศที่เขาต้องการที่จะไป ให้เขาเลือกประเทศ ให้ทางผลัดตรงนี้ แทนที่จะเป็นประเทศไทยผลัดเขาออกไป เราคุมขังเขา เขาเป็นมนุษย์ ทีนี้เราให้เขาอยู่ในลักษณะสภาพที่คับแคบ สามารถจะไปดูได้นะครับ ที่สวนพลู ห้องขังปกติธรรมดานี่แหละครับ คนเหล่านี้บางทีสุขภาพอนามัยให้เขาได้ออกกําลังกาย ให้เขาได้ขยับร่างกาย ได้ขยับตัวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ หรือไม่ถ้าหากว่า ตั้งแคมป์ตั้งอะไรขึ้นมาเขาสามารถที่จะอยู่ในลักษณะของชุมชน สุขภาพอนามัยของคนเหล่านี้ก็จะดีขึ้น ก็จะได้รับการดูแล ที่สําคัญที่เสียชีวิตไป ทั้งสิบสามคนปรากฏว่าไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรในเรื่องลักษณะของทางการแพทย์ ผมถือว่าอันนี้มันโหดร้ายจนเกินไปกับนิสัยของคนไทย ที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อันนี้ต้องดูเลยเป็นภาพลักษณ์ของประเทศไทยทั้งหมด ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภาพลักษณ์ เป็นอัตลักษณ์ของคนไทยที่ถูกยอมรับไปทั่วโลก

ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าถ้าหากเราจัดการไม่ได้ทางออกมันมีอีกเยอะ ที่จะให้คนเหล่านี้ เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้เป็น ฆาตกร เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็นครับ

#ประชาชนประชาชาติ

“พรรคประชาชาติ” ห่วงการศึกษาไทยยังเหลื่อมล้ำ แนะรัฐสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง

นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 5 พรรคประชาชาติ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 6 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ในวาระรับทราบรายงานประจำปี 2565 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีเนื้อหาดังนี้

ผมขอเริ่มต้นการรับทราบรายงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ด้วย 2 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมการศึกษาของเรา คือ เหตุการณ์ที่ 1 นักเรียนหญิงอายุ 14 ปี ผูกคอตายที่จังหวัดสงขลา เพราะโดนครูห้ามเข้าเรียน เนื่องจากเป็นเด็กยากจน ไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 และ เหตุการณ์ที่ 2 นายไพบูลย์ (ขออนุญาตสงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี และ ด.ญ.ข้าว อายุ 10 ปี ลูกสาว นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.สาวเอ้ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ผูกคอตายติดกับตัวบ้าน เหตุเกิดจากความยากจน พ่อไม่มีเงินจะให้ลูกไปโรงเรียน ถึงขั้นต้องรื้อสังกะสีหลังคาบ้านไปขาย ในที่สุดตัดสินใจผูกคอตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2566 เมื่อ 6 วันที่แล้ว

คำถามแรกฝากถึง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่า เราจะยินดีกับความสำเร็จในเล่มรายงานของ กสศ. ในขณะที่ในสังคมเรามีเด็กผูกคอตายทุกปีเพราะไม่มีเงินเรียนได้หรือครับ ?

ตามที่ มาตรา 54 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้มีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์ ตามมาตรา 5 วรรค(4) รัฐจะต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาส ให้ได้รับการศึกษาหรือพัฒนา เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพตามความถนัด และมีศักยภาพที่จะพึ่งพาตนเองในการดำรงชีวิตได้ ซี่งในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าจะต้องดูแลถึงอายุเท่าไหร่

ในหมวดมาตรา 54 กำหนดไว้ว่าให้รัฐจัดกองทุน ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนคุณทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และใน วรรค (5) รัฐจะต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือสถานศึกษา เพื่อให้มีการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนสามารถรู้และพัฒนาได้ตามความถนัดและศักยภาพของตน

แต่จนถึงปัจจุบัน ผู้ยากไร้ในระดับชั้นปริญญาตรีหรืออุดมศึกษา ยังไม่มีกองทุนให้ความช่วยเหลือผู้ยากไร้เลย กองทุนเพื่อความเสมอภาคฯ (กสศ.) ก็ดูแลเฉพาะผู้ที่ศึกษาในระดับไม่เกินชั้น ม.6 ที่เป็นการสนับสนุนให้เรียนฟรีอยู่แล้ว

แม้ว่า รัฐบาลจะมี “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)” ที่ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์แบบให้เปล่า กลับไม่ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่จะต้องเลื่อนชนชั้นทางสังคมและเศรษฐกิจผ่านการเรียนในระดับอุดมศึกษา แต่นำไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่เรียนฟรี (แม้ว่าจะฟรีไม่จริงในทางปฏิบัติ) และใช้ข้ออ้างว่า แบ่งหน้าที่กับกองทุน กยศ. แท้จริงแล้วรัฐธรรมนูญกำหนดให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา

นอกจากนั้น ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ได้เรียนเพราะภาวะทางเศรษฐกิจ ไม่ได้เรียนเพราะไม่มีข้าวกิน ไม่ได้เรียนเพราะไม่ชุดนักเรียนใส่ ไม่ได้เรียนเพราะต้องดูแลพ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องออกมาทำงานหากิน และท้ายสุดไม่ได้เรียน เพราะไม่มีเงินค่าสมัครสอบ

ปัจจุบันคนจนที่สุดจำนวน 10% ของประเทศ มีโอกาสได้เรียนมหาวิทยาลัยเพียงแค่ 5% (ข้อมูลจาก กสศ. )

จากเหตุนี้ จึงควรยุบรวมกองทุน กยศ. และ กองทุน กสศ. เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาของไทยได้อย่างแท้จริง และเพิ่มขอบเขตการศึกษาของคนยากจน และคนทุกคนให้อยู่ในระดับที่ตนพึ่งพอใจ ซึ่งรัฐต้องควรดูแลอย่างแท้จริงมากกว่า 12 ปี รัฐต้องเป็นพ่อแม่ที่ให้โอกาสลูกได้เรียน ให้โอกาสลูกได้พัฒนา สนับสนุนและให้โอกาสลูกมีสังคมแห่งการเรียนรู้

สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นกลไกทำสังคมให้ดีขึ้น มีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อาชญากรรมลดลง อันนี้เป็นผลดีที่จะตอบกลับมาสู่สังคมรัฐเองไม่ใช่หรือครับ ?

ประเด็นสุดท้าย คือ รัฐควรขยายสัดส่วนกลุ่มผู้รับประโยชน์ครอบคลุมนักศึกษาทุกระดับให้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทาง กสศ. ควรขยายครอบคลุมนักเรียนในสถาบันปอเนาะ (โรงเรียนบูรณาการ) โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนอย่างตาดีกาด้วย เพราะมาตรา 54 กำหนดไว้ว่าให้รัฐจัดกองทุน ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนคุณทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และใน วรรค (5) รัฐจะต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือสถานศึกษา เพื่อให้มีการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนสามารถรู้และพัฒนาได้ตามความถนัดและศักยภาพของตน เด็กทุกคนจะต้องมีสิทธิที่จะเลือกเรียนตามความถนัดของตน โดยรัฐไม่ควรจะไปกำหนดให้เขาต้องเรียนตามรัฐเท่านั้นครับ

#ประชาชนประชาชาติ

”พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง” ห่วงสิทธิการศึกษาประชาชน แนะ กยศ. ลดดอกเบี้ย-เบี้ยปรับย้อนหลัง

(10 สิงหาคม 2566) พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 6 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ในวาระรับทราบรายงานประจำปี 2565 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยมีเนื้อหาดังนี้

“สิทธิเรื่องการศึกษา ก่อนปี 2566 คนยากไร้คนที่ไม่มีเงิน จะไปเรียนหนังสือ ต้องกู้ กยศ. มีดอกเบี้ย 7.5% เบี้ยปรับ 18% รวมดอกเบี้ย กับ เบี้ยปรับ 25% เวลาใช้หนี้ก็ใช้เบี้ยปรับ ใช้ดอกเบี้ย และเงินต้นตามลำดับ คนใช้หนี้เงินกู้ 3 แสนบาท ใช้ไปแล้ว 3 แสนบาท ยังเหลือหนี้เกือบเท่าเดิม เสมือนกู้ 6 แสนบาท แต่เมื่อมีการแก้ไข พ. ร. บ. กยศ. ราวเดือนมีนาคม เราให้ยกเลิกมาตรา 44 การคิดดอกเบี้ย เปลี่ยนใหม่ว่า ต่อไปถ้าจะมีดอกเบี้ย ไม่เกิน1% เบี้ยปรับ ไม่ให้เกิน 0.5% สรุปจาก 25% เป็นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ 1.5%”

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราต้องการที่จะให้มีผลย้อนหลัง ผู้กู้ทั้งหมดไม่ว่าจะบังคับคดี ไม่ว่าจะถูกยึดทรัพย์ ไม่ว่าจะถูกดําเนินการ โดยไปเขียนไว้ในมาตรา 27 และมาตรา 29 ให้เอาไปใช้กับหนี้ที่อยู่กรมบังคับคดี ถ้าถูกยึดทรัพย์แล้ว หลักเกณฑ์การหัก ก็ให้ไปใช้กับทุกคน วันนี้ยังไม่แก้ปัญหาให้กับลูกหนี้จะต้องรอรัฐบาลใหม่หรืออย่างไร?”

“ผมอยากให้ กยศ. และกรรมการสิทธิ์ฯ เป็นที่พึ่ง เป็นที่หวังของประชาชนในหลาย ๆ เรื่อง ผมขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปช่วยติดตามครับ” พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ กล่าว

#ประชาชนประชาชาติ

“กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” แนะผู้ตรวจการแผ่นดิน แสวงหาข้อเท็จจริง เหตุการณ์โกดังพลุระเบิดมูโนะ

(9 สิงหาคม 2566) – นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ประชุมสภา ในวาระ การรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน สำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน 2564 ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยระบุว่า ในองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ผมว่าผู้ตรวจการแผ่นดินยังเป็นที่รู้จักน้อยกว่าเพื่อน จะดังหน่อยเมื่อสองสามอาทิตย์ที่แล้วที่ทางผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตีความข้อบังคับการประชุมสภา และก็มีการขอคุ้มครองชั่วคราวเลื่อนการโหวตนายกรัฐมนตรี อำนาจหน้าที่ของท่านคืออยู่เคียงข้างประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน แต่ประชาชนยังไม่รู้จักท่านและยังไม่มีความรู้สึกว่าผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่ท่านคือที่พึ่งของประชาชนเวลาได้รับความเดือดร้อน ท่านจะเป็นผู้บรรเทา เพื่อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานรัฐ เป็นข้อเสนอแนะ จะมีจำนวนเท่าไหร่ ? ผมว่ามีไม่ถึงร้อยละห้าสิบหรอกครับ ที่รู้จักอํานาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินหรือเวลาเดือดร้อนจะนึกถึงท่าน

ผมดูในตารางรายงานงบประมาณจากการพิจารณาเรื่องร้องเรียน เหลือร้อยละห้าสิบกว่า ลดลงมากครับ มีคําถามว่า งบปี 2564 มันลดลงโดยอ้างสถานการณ์โควิด กับเรื่องร้องเรียนของชาวบ้านพอ
ปี 2565 มันขยับขึ้น หรืออย่างไรครับ ?

ผมฟังทาง สตง. บอกว่า ขาดบุคลากร เรื่องร้องเรียนมันเยอะก็เลยทําให้การปฏิบัติงานล่าช้า อยากทราบว่าได้แก้ไขข้อบกพร่องตรงนี้อย่างไร ? แล้วในปี 2565 ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นหรือเท่าเดิมกับปี 2564

ผมขอฝากไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ในเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส เหตุการณ์โกดังพลุระเบิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 ที่หมู่ที่ 1 ตําบลมูโนะ อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ท่านอาจจะถามว่าอะไรมันเกี่ยวอะไรกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ? เมื่อ 3 สิงหาคม 2566 สภาเราได้ยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาเพราะถือว่าเหตุการณ์โกดังพลุระเบิดที่มูโนะที่เกิดขึ้น มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บร้อยกว่าราย หลังคาเรือนเสียหายเกือบหกร้อยหลัง เราก็ได้เสนอ เสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรีรักษาการ และคณะรัฐมนตรีรักษาการให้หันลงไปดูแลอย่างใกล้ชิดปรากฏว่า วันที่ 4 สิงหาคม 2566 นายกรัฐมนตรีรักษาการพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เดินทางไปมอบเงินเยียวยาตามระเบียบของกองทุนบรรเทาสาธารณภัย ชาวบ้านบอกว่าก็ยังไม่พอที่จะบรรเทา

วันที่ 7 สิงหาคม ท่านรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็เดินทางลงไป ผมก็ดีใจนะครับ ถือว่าญัตติด่วนด้วยวาจาของเรานี่ได้ผล ให้คณะรัฐมนตรีรักษาการเข้าไปดูแลแล้วก็ได้มอบถุงยังชีพ แล้วก็ไปกําชับหน่วยงานเอาสถาบันการเงินไป ปรากฏว่ามีภาพสะท้อนตามภาพที่ผมให้ดู ตอนนี้มีเงินบริจาค กองทุนดูแลผู้บรรเทาความเดือดร้อน มีคนบริจาคแล้วยี่สิบหกล้านบาทเศษ แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาเกือบสองอาทิตย์ ชาวบ้านยังไม่ได้รับเงินบริจาคเลยนะครับ มีการเอากล่องไปตั้งขอรับบริจาคหน้าบ้านตัวเอง ตามซากปรักหักพัง เป็นภาพที่มันย้อนแย้งกับคนที่มีใจที่จะบริจาค แต่ยังไม่ได้รับเงิน เขาต้องการบรรเทาความเดือดร้อนโดยการไป ประกอบอาชีพบ้าง ถ้ารอบ้านเสร็จไม่รู้เมื่อไหร่

ผมอยากเรียนเสนอทางผู้ตรวจการแผ่นดิน อยากให้ลงมาดูเรื่องนี้ ผมดูตามรัฐธรรมนูญก็เป็นอํานาจหน้าที่ของท่านนะครับ ให้ประชาชนมูโนะ คนสามจังหวัดได้รู้จักผู้ตรวจการแผ่นดิน นี่คือความเดือดร้อนครับ

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 22 ( 2 ) บอกว่า ให้ท่านผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง เมื่อเห็นว่ามีผู้ได้รับความเดือดร้อน หรือความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอํานาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเสนอแนะ ต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ขจัดหรือระงับความเดือดร้อน หรือความไม่เป็นธรรมท่านประธานครับ กรณีมูโนะมันไม่ใช่เฉพาะเหตุพลุโกดังระเบิดกับเจ้าของที่ต้องรับผิด มันมีประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานเหมือนที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายก่อนนี้ นําเสนอก่อนนี้ว่าส่วนหนึ่งมาจากการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ นั่นคือเก็บส่วย จนเป็นเหตุให้โกดังตั้งอยู่ใกล้ชุมชน

ผมอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอแนะ การเยียวยาเพิ่มเติม ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอํานาจหน้าที่อยู่แล้ว ตามรัฐธรรมนูญตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 22 ( 2 ) อยากให้ท่านเสนอไปยัง ศอ.บต. ถ้าท่านเป็นคนเสนอ เขายังมีความมั่นใจในการนําเสนอ เพราะกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มันจะมีคณะกรรมการแผนยุทธศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าด้วยการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทําของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับความไม่สงบ คณะกรรมการ ก.บ.ต. โดยมีรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่งหัวโต๊ะ แต่เขาจะต้องฟังความเห็นเสนอของ ศอ.บต. เสนอชงขึ้นไปแล้วถ้าได้รับเข้าเงื่อนไขตรงนี้ เพราะว่าคําว่าสถานการณ์ความไม่สงบ ไม่เฉพาะแต่การกระทําของผู้ก่อการร้าย การกระทําของเจ้าหน้าที่ การละเว้นปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กรณีกรือเซะ ตากใบ ก็ถือเป็นการกระทําของเจ้าหน้าที่ ศอ.บต. เคยจ่ายโดยเอาระเบียบ ก.บ.ต ไปจ่ายแล้ว กรณีนี้ก็เช่นกัน ผมถือว่า เหตุตรงนั้นมันเกิดขึ้น จากการละเว้นถึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทําของเจ้าหน้าที่แต่ถือว่าเป็นการละเว้น

อยากให้สํานักงาน ตรวจการแผ่นดิน ตั้งคณะกรรมการ ไปแสวงหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ท่านจะได้รับรู้ข้อเท็จจริงตอนนี้ หลายประเด็นหลายเรื่อง แล้วคนสามจังหวัดจะรู้จักผู้ตรวจการแผ่นดินมากกว่านี้ ถ้าท่านดําเนินการไป แสวงหาข้อเท็จจริง ท่านเสนอไปยัง ศอ.บต. แล้วก็นําเสนอข่าวให้แถวบ้านได้รับรู้ ผมจะตบมือดังๆแทนพี่น้องสามจังหวัด แทนพี่น้องมูโนะให้ดังยิ่งกว่าพลุระเบิดอีกครับ

#ประชาชนประชาชาติ

”พรรคประชาชาติ” ห่วงวิกฤติอ่าวปัตตานี กระทบประมงพื้นบ้าน สัตว์น้ำลดลง-น้ำกัดเซาะชายฝั่ง

(9 สิงหาคม 2566) – นายสาเหะมูหามัด อัลอิดรุส สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 5 พรรคประชาชาติ หารือก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณีปัญหาวิกฤติอ่าวปัตตานี ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากผู้คนรอบอ่าวปัตตานี มากกว่า 50,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ 9 ตำบล 2 อำเภอ (อำเภอเมืองและอำเภอยะหริ่ง) ที่ปัจจุบันมีความเสื่อมโทรมจนถึงขั้นวิกฤติ ที่สร้างผลกระทบเป็นห่วงโซ่แก่พี่น้องประมงพื้นบ้านรอบอ่าวปัตตานี

จากการลงพื้นที่รับทราบปัญหาด้วยตนเอง และจากข้อมูลวิจัยของ ของ รองศาสตราจารย์ ดร.ซุกรี หะยีสาแม และคณะ ที่ติดตามปัญหาอ่าวปัตตานีมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าปัจจุบันพี่น้องประมงพื้นบ้านรอบอ่าวปัตตานี มีรายได้จากการทำประมงบริเวณอ่าวปัตตานีตอนในลดลงอย่างเห็นได้ชัด จาก 129 ล้านบาท ในปี 2542 ลดลงเหลือเพียง 25 ล้านบาท ในปี 2563 หรือลดลง ร้อยละ 80 เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต ถือว่าเป็นตัวชี้วัดที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ประชาชนไม่สามารถหาเงินจากการทำประมงเหมือนอดีต

ดังนั้นจากประเด็นปัญหาดังกล่าว เครือข่ายชุมชนประมงพื้นบ้านรอบอ่าวปัตตานี เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมเจ้าท่า/ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง/ป่าชายเลน และกรมประมง) ทำการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว คือ

1. ทำการขุดลอกร่องน้ำชุมชน ที่มีความตื่นเขิน ในหลายร่องน้ำ จนทำให้กระแสน้ำเค็มไม่สามารถเข้าไปหมุนเวียนและเป็นแหล่งเพาะพันธ์สัตว์น้ำวัยอ่อนได้

2. ทำการศึกษาวิธีการเปิดปากอ่าวปัตตานีที่ปลายแหลมตาชีให้คงสภาพเช่นเดิมเหมือนอดีต ที่ปากอ่าวมีความกว้างประมาณ 3 กิโลเมตร ปัจจุบันปากอ่าวปัตตานีมีความกว้างเพียง 1.9 กิโลเมตรเท่านั้น ส่งผลให้ระบบการไหลเวียนของกระแสน้ำขึ้น-น้ำลง การดันกระแสน้ำเค็มไปยังก้นอ่าว ไปไม่ถึง เกิดภาวะความเค็มของน้ำลดลง จนผักตบชวาขึ้นตรงปากร่องน้ำตำบลบางปู

จากปัญหาดังกล่าว ถ้าหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความล้าช้าในการแก้ไขปัญหา นั้นอาจหมายถึงการที่ชาวบ้านรอบอ่าวปัตตานีจำเป็นต้องทิ้งอาชีพประมง ต้องขายเรือ ขายอวนแล้วอพยพไปเป็นแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน ทิ้งคนแก่ไว้ข้างหลัง

เรื่องที่ 2 ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงตั้งแต่พื้นที่ตำบลตะโละกาโปร์ จนถึงตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี มีการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี และเป็นปีที่ 3 แล้ว ที่ชาวบ้านกำลังรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีทั้งหน่วยงานภาครัฐ และ กรรมาธิการการกัดเซาะ ฯ สภาผู้แทนราษฎร ลงมารับทราบปัญหา แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ ในการแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรม ที่ชาวบ้านสามารถจับต้องได้ เพราะทุกวันนี้ ชายหาดตะโละกาโปร์ ชายหาดตะโละสมีแล ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดปัตตานี มีแต่ซากปรักหักพังของต้นไม้ที่ล้ม ซากถนนที่ถูกกัดเซาะ บ้านเรือนชาวบ้าน ที่พังทั้งทลาย ความเงียบเหงาของนักท่องเที่ยว เพราะชายหาดที่สวยงามในอดีต มาวันนี้มีแต่ขยะซากปรักหักพังที่ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะที่รุนแรง จึงขอหารือผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยยึดหลักความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง ในการแก้ไขปัญหา

#ประชาชนประชาชาติ

”ประชาชาติ” เตรียมประชุมใหญ่ เลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ 26 สิงหาคมนี้

วันนี้ (วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2566) เวลา 15.00น. ที่สำนักงาน พรรคประชาชาติ กรุงเทพฯ มีวาระการประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชาติ ครั้งที่ 17 /2566 โดยมี พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เป็นประธานในการประชุม มีวาระการหารือเพื่อเตรียมความพร้อมจัดการประชุมใหญ่สามัญพรรคประชาชาติ ครั้งที่ 2 / 2566 เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ในวันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จังหวัดยะลา รวมทั้งการพิจารณาวาระตามระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สมัยสามัญ) และการประชุมร่วมกันของรัฐสภา รวมถึงการรายงานความคืบหน้าของคณะทำงานด้านการสื่อสารองค์กรของพรรคประชาชาติ ด้วย

#ประชาชนประชาชาติ

พรรคประชาชาติ รับฟังข้อคิดเห็น ตัวแทนกลุ่มเยาวชน ร่วมหารือ ร่างฯ พ.ร.บ.สภาผู้แทนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ พร้อมคณะ รับหนังสือจาก นายฐิรวัฒน์ แทบทับ อดีตคณะกรรมการองค์การบริหาร องค์การนิสิต และคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนนิสิต องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน นายนัสรี พุ่มเกื้อ ประธานสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายชวัลวิทย์ บุญช่วย สมาชิกสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อรับฟังความเห็น และร่วมหารือในประเด็นการพิจารณารับหลักการร่างพระราชบัญญัติสภาผู้แทนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ….

#ประชาชนประชาชาติ