สส.วรวิทย์–สส.อับดุลอายี ร่วมต้อนรับคณะ อบต.ปูยุด จ.ปัตตานี เยี่ยมชมรัฐสภา

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา ผศ.ดร.วรวิทย์ บารู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 1 และนายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 3 ร่วมให้การต้อนรับและพบปะพูดคุยกับคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และประชาชนจากองค์การบริหารส่วนตำบลปูยุด อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ที่เดินทางเข้าเยี่ยมชมรัฐสภา
การเยี่ยมชมครั้งนี้ คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมชมห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 4 ซึ่งเป็นสถานที่ใช้ในการประชุมพิจารณากฎหมายสำคัญของประเทศ พร้อมทั้งเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ของอาคารรัฐสภา โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐสภาให้คำอธิบายถึงการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติและความสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตย
โอกาสนี้ สส.วรวิทย์ และ สส.อับดุลอายี ได้กล่าวต้อนรับและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะฯ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น และการเข้าใจบทบาทของรัฐสภาในการผลักดันนโยบายและกฎหมายที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
การเยี่ยมชมรัฐสภาในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจด้านประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนอย่างสร้างสรรค์.

สส.สุไลมาน บือแนปีแน ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนชุมชนลิดล–ลำใหม่ ร่วมแสดงความยินดี–ให้กำลังใจประชาชนในทุกช่วงชีวิต

สส.สุไลมาน บือแนปีแน ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนชุมชนลิดล–ลำใหม่ ร่วมแสดงความยินดี–ให้กำลังใจประชาชนในทุกช่วงชีวิต
เยี่ยมเยียนบ้านเบแซตือโล๊ะเนื่องในโอกาสจัดเลี้ยงเข้าสุนัต (มาโซ๊ะยาวี) ณ ม.5 ตำบลลิดล อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
ร่วมแสดงความยินดีย้อนหลังเนื่องโอกาสมงคลสมรสของลูกสาวแบสือมิงผู้ช่วย ณ ม.5 ตำบลลิดล อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
เยี่ยมเยียนให้กำลังใจครอบครัวจากการเสียชีวิตของคุณแม่รองมังบาตัน ณ ม.4 ตำบลลิดล อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
เยี่ยมเยียนให้กำลังใจครอบครัวจากการเสียชีวิตของน้องแบมิตำรวจ ณ ม.6 ตำบลลำใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
ร่วมงานเลี้ยงเข้าสุนัต(มาโซะยาวี)ของหลานชายบาบอฮาเล็มกาปงลูกา ณ ม.5 ตำบลลำใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

สส.พรรคประชาชาติ ร่วมประชุมขับเคลื่อนโครงการรัฐสภาพบประชาชนยะลา เน้นแก้ปัญหาอุทกภัย ยางพารา ยาเสพติด และกิจกรรมสังคม

สส.พรรคประชาชาติ ร่วมประชุมขับเคลื่อนโครงการรัฐสภาพบประชาชนยะลา เน้นแก้ปัญหาอุทกภัย ยางพารา ยาเสพติด และกิจกรรมสังคม
นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 3 นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 3 ผศ.ดร.วรวิทย์ บารู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 1 และนายสุไลมาน บือแนปีแน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 1 ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการรัฐสภาพบประชาชนจังหวัดยะลา ครั้งที่ 1/2568
สส.พรรคประชาชาติ ร่วมประชุมขับเคลื่อนโครงการรัฐสภาพบประชาชนยะลา เน้นแก้ปัญหาอุทกภัย ยางพารา ยาเสพติด และกิจกรรมสังคม
โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาและติดตามความก้าวหน้าของโครงการรัฐสภาพบประชาชนในพื้นที่ยะลา ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญต่าง ๆ ดังนี้
1. การติดตามความก้าวหน้าและเตรียมความพร้อมในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่
• การป้องกันและช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย
• การแก้ไขปัญหาโรคและราคายางพารา
• การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
• กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์
• การแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตร
• การประชาสัมพันธ์โครงการ
• การประเมินผลโครงการ
2. การพิจารณาร่างกำหนดการดำเนินงานโครงการรัฐสภาพบประชาชนจังหวัดยะลา
การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือและขับเคลื่อนโครงการให้บรรลุเป้าหมาย สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สส.สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารผู้นำศาสนา และผู้นำท้องถิ่น จาก อบต.ยะรัง เยี่ยมชมรัฐสภา

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 — นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 3 ให้การต้อนรับและพบปะกับคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ สมาชิก องค์การบริหารส่วนตำบลยะรัง รวมถึงผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนา จากตำบลยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมอาคารรัฐสภา
ในการนี้ คณะฯ ได้รับชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับการทำงานของรัฐสภาไทย ณ ห้องบรรยายใหญ่ B1-3 ชั้น B1 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการนิติบัญญัติและบทบาทหน้าที่ของรัฐสภา จากนั้นจึงได้เข้าชมห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 4 ซึ่งเป็นสถานที่ใช้สำหรับการประชุมพิจารณากฎหมายของประเทศ พร้อมทั้งเดินชมสถาปัตยกรรมและพื้นที่สำคัญบริเวณโดยรอบอาคารรัฐสภา
บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดย สส.สมมุติ ได้กล่าวแสดงความยินดีที่ทุกท่านให้ความสนใจในบทบาทของรัฐสภา และพร้อมเป็นสะพานเชื่อมโยงประชาชนในพื้นที่กับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด
กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในระดับท้องถิ่น ตอกย้ำบทบาทของรัฐสภาในฐานะ “สภาของประชาชน”

สส.ซูการ์โน หนุนตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาแนวทางแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ ชี้มาตรการ Seal Stop Safe เริ่มเห็นผล

นายซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 2 พรรคประชาชาติ ส.ส.ซูการ์โน มะทา อภิปรายสนับสนุนญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาการแก้ไขปัญหาการระบาดของยาเสพติดทั้งในเมืองและชนบท โดยเน้นย้ำว่ายาเสพติดเป็นวิกฤตสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
สส.ซูการ์โน เปิดเผยว่า นโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะมาตรการ “Seal Stop Safe” ที่เน้นการสกัดกั้นและปราบปรามใน 51 อำเภอชายแดน เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 27 กุมภาพันธ์ พบว่า
• จำนวนผู้ต้องหาคดียาเสพติดเพิ่มขึ้น 10% จาก 96,587 ราย เป็น 107,601 ราย
• ยึดยาบ้าเพิ่มขึ้นเป็น 375 ล้านเม็ด
• ยาไอซ์ยึดได้ 24,843 กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 299%
• เฮโรอีนเพิ่มขึ้น 106%
• คีตามินเพิ่มขึ้น 9%
“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการปราบปรามของรัฐบาลเริ่มเห็นผล การจับกุมคดีเพิ่มขึ้นถึง 13.33% และมีผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีมากขึ้นถึง 13.40%”
นอกจากนี้ สส.ซูการ์โนยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายมาตรการ Seal Stop Safe จาก 51 อำเภอชายแดนไปทั่วประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีถึง 878 อำเภอ 7,255 ตำบล และ 75,142 หมู่บ้าน การจำกัดเฉพาะพื้นที่ชายแดนอาจไม่เพียงพอ
“หากนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติดด้วยตัวเอง และดำเนินมาตรการครอบคลุมทั้งประเทศ จะสามารถควบคุมปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ สส.ซูการ์โน ตั้งคำถามต่อรัฐบาล คือ แนวทางจัดการกับปัญหา กัญชาเสรีและกระท่อม ซึ่งในปัจจุบันกระท่อมถูกถอดออกจากบัญชียาเสพติดแล้ว แต่กลับกลายเป็นปัญหาใหม่ เนื่องจากมีการนำไปสกัดและผสมกับยาแก้ไอจนกลายเป็นสารเสพติดที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
“ผมอยากฝากคำถามถึงรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุขว่า จะจัดการกับปัญหากัญชาและกระท่อมอย่างไร เพราะตอนนี้เยาวชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อสังคมในระยะยาว”
ท้ายที่สุด สส.ซูการ์โน ย้ำว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องจำเป็น เพราะแม้รัฐบาลจะเริ่มเห็นผลในมาตรการปราบปราม แต่การแก้ปัญหาต้องมีความต่อเนื่องและครอบคลุมทุกพื้นที่
“วันนี้ประชาชนกว่า 79.90% มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติด และ 93.80% รู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น หากรัฐบาลเดินหน้าต่ออย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าเราจะสามารถควบคุมปัญหานี้ได้ในที่สุด”

#ประชาชนประชาชาติ

“สส.สุไลมาน เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาความยากจนในชายแดนใต้เป็นวาระแห่งชาติ”

นายสุไลมาน บือแนปีแน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ สุไลมาน บือแนปีแน ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาฯ เรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเสนอให้กำหนดเป็นวาระเร่งด่วนระดับประเทศ
สส.สุไลมานระบุว่า พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ยังคงติดอันดับพื้นที่ที่มีอัตราความยากจนสูงสุดของประเทศ แม้จะมีศักยภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่สามารถนำมาใช้พัฒนาเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ติดกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงกว่าประเทศไทย
“เรามีสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ เช่น ทุเรียน เรามีอุตสาหกรรมอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ และมีภาคการท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ของไทย แต่เรายังขาดการส่งเสริมและพัฒนาที่เป็นระบบจากภาครัฐ” สส.สุไลมานกล่าว
สส.สุไลมาน ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ แต่ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของประชาชน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของวัฏจักรปัญหาที่ยังคงดำเนินต่อไป
สส.สุไลมาน เสนอให้รัฐบาลดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะการสนับสนุนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ตาดีกา และปอเนาะ ให้ได้รับการพัฒนาที่สอดคล้องกับระบบการศึกษาของรัฐ นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ เช่น การขยายโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบและวิกฤตเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางอำนวยความสะดวกให้กับแรงงานไทยที่ไปทำงานในมาเลเซีย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจร้านอาหารไทย และส่งเสริมการท่องเที่ยวชายแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย เพื่อเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่
ท้ายที่สุด สส.สุไลมานได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีกำหนดให้การแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล พร้อมเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานพิเศษที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อติดตามผลและกำหนดแนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม
“ผมอยากให้รัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้ และขอให้นายกฯ ลงมาดูแลด้วยตัวเอง ให้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่นำร่องในการแก้ปัญหาความยากจน หากมีแนวทางชัดเจน ผมพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่” สส.สุไลมานกล่าวปิดท้าย

#ประชาชนประชาชาติ

สส.สุไลมาน หนุนตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาแนวทางพัฒนาทุเรียนชายแดนใต้ หวังยกระดับคุณภาพ-เพิ่มโอกาสส่งออก

นายสุไลมาน บือแนปีแน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 1 สุไลมาน บือแนปีแน อภิปรายสนับสนุนญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางส่งเสริม พัฒนา และแก้ไขปัญหาทุเรียนอย่างยั่งยืนทั้งระบบ โดยเน้นย้ำว่าทุเรียนยะลาเป็นหนึ่งในผลผลิตคุณภาพสูงของประเทศ และกำลังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ทุเรียนยะลา: ศักยภาพสูง แต่ยังขาดการสนับสนุนที่เป็นระบบ
สส.สุไลมาน ระบุว่าปัจจุบันยะลามีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 130,000 ไร่ และมีผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วกว่า 90,000 ไร่ ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลให้กับพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพและราคาทุเรียนที่ต้องได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาการตัดอ่อนที่กระทบคุณภาพผลผลิต ปัญหาหนอนเจาะทุเรียนและสารตกค้าง ความจำเป็นในการพัฒนาองค์ความรู้ให้เกษตรกรเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดการใช้สารเคมี
เรียกร้องรัฐบาลสนับสนุนเกษตรกรไทย ไม่ให้เสียเปรียบทุนต่างชาติ
สส.สุไลมาน ยังสะท้อนถึงแนวโน้มที่ กลุ่มทุนต่างชาติเริ่มเข้ามาเช่าที่ดินปลูกทุเรียนเอง ซึ่งอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งสร้าง แหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้ เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถแข่งขันได้ โดยเฉพาะการตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจทุเรียน เพื่อให้คนไทยสามารถเป็นเจ้าของห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
“วันนี้ต่างชาติ โดยเฉพาะจีน เริ่มเข้ามาเป็นเจ้าของสวนทุเรียนเองแล้ว รัฐบาลต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยได้รับประโยชน์สูงสุด” สส.สุไลมานกล่าว
พัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสารเคมี-ผลักดันการส่งออก
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือ การเพิ่มจำนวน ห้องปฏิบัติการตรวจสอบสารเคมีตกค้าง เพื่อรับรองคุณภาพทุเรียนไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ รวมถึงผลักดันให้มี ตู้แช่เย็น สำหรับเก็บรักษาทุเรียนในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออก
“วันนี้ตลาดจีนยังมีอีกหลายมณฑลที่คนยังไม่เคยลิ้มรสทุเรียนไทย รัฐบาลต้องใช้โอกาสนี้ผลักดันทุเรียนยะลาให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น”
สรุป: หนุนตั้ง กมธ.วิสามัญ หวังแก้ปัญหาทุเรียนอย่างยั่งยืน
ท้ายที่สุด สส.สุไลมานย้ำว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่เพียงแต่ช่วยเกษตรกร แต่ยังส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของเมืองยะลาโดยรวม เนื่องจากรายได้จากภาคเกษตรจะหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ ในพื้นที่
“ผมขอสนับสนุนให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาแนวทางพัฒนาทุเรียนอย่างยั่งยืน หวังว่าจะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรได้รับการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ

#ประชาชนประชาชาติ

สส.สมมุติ ผลักดัน กีฬาอิสลามโลก “Islamic Solidarity Games” สู่สันติสุขชายแดนใต้ เสนอจัดแข่งระดับนานาชาติ

นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี เขต 3 พรรคประชาชาติ สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ – Sommut Benjalak ได้หารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษ ถึงแนวทางการพัฒนากีฬาสู่สันติสุขในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเสนอให้รัฐบาลผลักดันการแข่งขัน Islamic Solidarity Games หรือ กีฬาอิสลามโลก เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยมุสลิม โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้ ได้เข้าร่วมเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ
สส.สมมุติกล่าวว่า “การแข่งขันนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแบ่งแยกศาสนา แต่เป็นการส่งเสริมกีฬาที่สอดคล้องกับหลักศาสนา และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานะประเทศผู้สังเกตการณ์ เราควรใช้เวทีนี้ให้เป็นประโยชน์”
ข้อเสนอหลักเพื่อพัฒนากีฬาสู่สันติสุข ได้แก่:
1. แนวคิด “Muslim Sports HUB” – ผลักดันให้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นศูนย์กลางกีฬาในกลุ่มประเทศมุสลิม เช่น บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมกีฬา โดยเฉพาะอาหารฮาลาลที่ตอบโจทย์นักกีฬาและผู้ร่วมแข่งขัน
2. ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนโฉม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ – สร้างภาพลักษณ์ใหม่ของพื้นที่ผ่านกิจกรรมกีฬาระดับนานาชาติ
3. พัฒนา “ศูนย์ฝึกกีฬามาตรฐาน” ในพื้นที่ – เสนอให้ใช้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นศูนย์ฝึกกีฬาที่ได้มาตรฐานระดับสากล
4. ขอสนับสนุนสนามกีฬาที่ได้มาตรฐาน – โดยเฉพาะที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน ซีเกมส์ 2027 ที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพ ซึ่งหากมีสนามที่ได้มาตรฐาน อาจดึงดูดทีมชาติจากประเทศเพื่อนบ้านมาเก็บตัวฝึกซ้อมในพื้นที่
5. จัดการแข่งขันระดับประเทศและนานาชาติในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ – เพื่อให้รัฐบาลสามารถตั้งงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาในพื้นที่
นอกจากนี้ สส.สมมุติยังกล่าวถึงวันสำคัญของพี่น้องมุสลิม โดยระบุว่า “วันนี้ สำนักงานจุฬาราชมนตรีได้ประกาศให้ดูดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันแรกของเดือนรอมฎอน หากมีการเห็นดวงจันทร์ พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันแรกของเดือนรอมฎอน พรรคประชาชาติขอนำความสุขและสันติให้กับพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยและทั่วโลก ขอให้ทุกท่านได้รับบารอกัตในเดือนรอมฎอน และขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน”
นอกจากนี้ สส.สมมุติยังกล่าวถึงวันสำคัญของพี่น้องมุสลิม โดยระบุว่า “วันนี้ สำนักงานจุฬาราชมนตรีได้ประกาศให้ดูดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันแรกของเดือนรอมฎอน หากมีการเห็นดวงจันทร์ พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันแรกของเดือนรอมฎอน พรรคประชาชาติขอนำความสุขและสันติให้กับพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยและทั่วโลก ขอให้ทุกท่านได้รับบารอกัตในเดือนรอมฎอน และขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน”
แนวคิดนี้ได้รับความสนใจจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีการเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาข้อเสนอนี้อย่างจริงจัง เพื่อใช้กีฬาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมสันติสุขในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้.

#ประชาชนประชาชาติ

สส.ประชาชาติ เสนอแผนพัฒนาพื้นที่ 2568-2570 มุ่งเน้นเศรษฐกิจ-ศึกษา-สันติสุข

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องมณฑาทิพย์ 1 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ มีการประชุมร่วมกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระดับพื้นที่ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี สส.จากพรรคประชาชาติร่วมสะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะเพื่อผลักดันแนวนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่อย่างแท้จริง
ปัญหาสำคัญ: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ
สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จังหวัดนราธิวาส ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักของจังหวัดชายแดนภาคใต้คือการที่นโยบายและการปฏิบัติไม่สอดคล้องกัน แม้จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ปัญหายังคงเกิดซ้ำ เนื่องจากการขาดความเข้าใจในพื้นที่ เช่น กฎหมายห้ามถ่ายรูปบัตรประชาชนของประชาชนในพื้นที่ แต่กลับมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่ยังถ่ายรูปประชาชนตามด่านต่าง ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดเงื่อนไขทางความมั่นคง
ด้านเศรษฐกิจ: เพิ่มโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่
สส.อับดุลอายี สาแม็ง จังหวัดยะลา เน้นย้ำว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชาชนในพื้นที่อยู่ที่เพียง 60,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับต่ำสุดของประเทศ ทั้งที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แหล่งก๊าซธรรมชาติ JDA แต่ประชาชนกลับไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง รัฐควรมีแนวทางสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ
ด้านการศึกษา: คืนบทบาทให้ ศอ.บต.
สส.อับดุลอายี ยังเสนอให้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กลับมามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษา เช่น โครงการทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่ให้ได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ
มิติด้านวัฒนธรรมและ Soft Power
สส.วรวิทย์ บารู จังหวัดปัตตานี สนับสนุนให้มีการส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของประชาชนในพื้นที่ เช่น การแต่งกายแบบมลายู และการส่งเสริม Halal Moral Economy ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เขายังเสนอให้จัดการแข่งขันท่องจำอัลกุรอานระดับนานาชาติที่จังหวัดปัตตานี เพื่อให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นศูนย์กลางด้านศาสนาและวัฒนธรรม
แนวทางสร้างสันติสุข
สส.สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ จังหวัดปัตตานี กล่าวถึงหลักสำคัญในการสร้างสันติสุขในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอ้างคำพูดของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ว่า “การประชุมใดที่ไม่กำหนดเป้าหมาย เป็นการประชุมที่ล้มเหลว” พร้อมเสนอว่า การแก้ปัญหาต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1. ประชาชน ต้องได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
2. ผู้นำที่ดี ต้องมีจิตใจที่บริสุทธิ์และจริงใจต่อการแก้ปัญหา
3. กฎหมายที่เป็นธรรม ต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่
ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล
สส.สุไลมาน บือแนปีแน จังหวัดยะลา สะท้อนว่ารัฐบาลต้องแสดงความจริงใจและมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมสนับสนุนให้ กระบวนการสันติภาพ (Peace Process) เดินหน้าต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมีแหล่งเงินทุนคล้ายๆsoft loan เพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำธุรกิจ
การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของ สส. ในพื้นที่ที่ต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ เพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน

#ประชาชนประชาชาติ

ส.ส.กมลศักดิ์ อภิปรายกรณีผลักดันผู้ลี้ภัยอุยกูร์ กลับจีน จี้รัฐบาลชี้แจง หวั่นละเมิดสิทธิมนุษยชน

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ ได้อภิปรายกรณีการเสนอญัตติด่วน ขอให้สภาฯ พิจารณาข้อเท็จจริงและผลกระทบจากการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน โดยแสดงความกังวลว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจละเมิดสิทธิมนุษยชนและส่งผลกระทบต่อหลักมนุษยธรรม
สส.กมลศักดิ์กล่าวว่า “ผมและพรรคประชาชาติขอมีส่วนร่วมในประเด็นนี้ เราเป็นห่วงว่า ชาวอุยกูร์ 48 ราย ที่ถูกส่งกลับไปแล้ว อาจถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
นอกจากนี้ ยังย้ำว่าพรรคประชาชาติได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “เราไม่รู้ข้อเท็จจริงแค่ไหน รัฐบาลต้องออกมาชี้แจง หากเรื่องนี้เป็นความจริง ท่านต้องตอบให้ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย”
พร้อมกันนี้ สส.กมลศักดิ์ยังตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่า “รัฐบาลได้ส่งชาวอุยกูร์กลับไปจริงหรือไม่ และหากส่งไปแล้ว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ละเมิดกฎหมาย รวมถึงมีการดำเนินการด้วยความสมัครใจของผู้ลี้ภัยหรือไม่”
ประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยออกมาชี้แจงอย่างโปร่งใส และยืนยันการดำเนินการที่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและพันธกรณีระหว่างประเทศ.

#ประชาชนประชาชาติ